โอละพ่อ…!! สาวส่งสินค้าบริษัทชื่อดัง กุเรื่องถูกทำร้ายชิงเงิน 20,000 บาท ที่แท้ “บอลยูโรเป็นเหตุสังเกตุได้”

โอละพ่อ…!! สาวส่งสินค้าบริษัทชื่อดัง กุเรื่องถูกทำร้ายชิงเงิน 20,000 บาท ที่แท้ “บอลยูโรเป็นเหตุสังเกตุได้” จากกรณีที่ น.ส.จิตราภรณ์ บุญเทียน อายุ 23 ปี พนักงานส่งพัสดุบริษัทรับส่งสิ่งของชื่อดัง ได้เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.บ้านบึง ว่าถูกคนร้ายกระชากผมและใช้มือตบเข้าไปที่ใบหน้าจนได้รับบาดเจ็บก่อนชิงทรัพย์เงินสดกว่า 20,000 บาทขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีไปในความมืด เหตุเกิดบริเวณริมถนนสายโรงแป้งชลเจริญ – ศาลเจ้าพ่อเสือ ม.3 ต.หนองชาก อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี ซึ่งก่อนเกิดตุตนเองได้จอดรถเพื่อตรวจสอบสินค้าก่อนนำพัสดุให้กับลูกค้าแต่ระหว่างนั้นได้มีคนร้ายเข้าก่อเหตุดังกล่าว พร้อมขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งติดตามจับกุมนั้น ล่าสุดเมื่อช่วงเย็นวันนี้ ( 9 ก.ค.) เจ้าหน้าตำรวจชุดสืบสวน สภ.บ้านบึง ได้เรียกตัวผู้เสียหายมาสอบสวนเพิ่มเติมอีกครั้งหลังในช่วงคืนที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้กระจายกำลังค้นหาคนร้ายตลอดทั้งคืนแต่ยังไร้วี่แวว แต่ปรากฏว่าขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการสอบสวนผู้เสียเพิ่มเติมกลับพบพิรุธหลายอย่าง และเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเค้นสอบสวนอย่างหนักทำให้ผู้เสียหายทนแรงกดดันไม่ไหว ยอมเปิดปากรับสารภาพว่าเหตุการณ์ทั้งหมดเป็นเรื่องที่ตนเองสร้างขึ้นเพื่อต้องการนำเงินค่าสิ่งของที่ลูกค้าชำระให้ไปใช้หนี้พนันฟุตบอลยูโร 2021 ขณะที่ พ.ต.อ.ทวี กุดแถลง ผู้กับการ สภ.บ้านบึง เผยระหว่างการสอบสวนสืบสวนเจ้าหน้าที่ตำรวจพบข้อพิรุธหลายประการ จึง ลงพื้นที่หาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจนได้ข้อสรุปว่า บริเวณจุดเกิดเหตุไม่น่าจะเกิดการชิงทรัพย์ขึ้นได้ ในทางกลับกันเจ้าหน้าที่ยังพบหลักฐานการโอนเงินของหญิงสาวรายดังกล่าวตามจำนวนเงินที่เรียกเก็บค่าสินค้าปลายทางจากลูกค้า   ข่าวอื่นที่น่าสนใจ -ฮีโร่…!! “ตี่ กฤษณะ” 1ในทีมอาสากู้ภัย ที่อาการยังสาหัส -เช็คเลย! เงินเยียวยา ม.33 จากประกันสังคม จ่ายเท่าไหร่ใครได้บ้าง     จึงได้ทำการสอบปากคำผู้เสียหายอย่างละเอียดอีกครั้งจนสุดท้ายต้องยอมรับสารภาพ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงตั้งข้อหาแจ้งความเท็จและยักยอกทรัพย์ ก่อนจะแจ้งไปยังบริษัทต้นสังกัดให้แจ้งความเอาผิดพนักงานหญิงรายดังกล่าวเพื่อเอาผิดฐานยักยอกทรัพย์เพิ่มอีกกระทง

หนูรัตน์ โกหก เปิดปากสารภาพที่ผ่านสร้างเฟซบุ๊กปลอมมาด่าตัวเอง แอนตี้ตัวเอง จนคนแห่สงสาร แถมกุเรื่องผู้จัดการส่วนตัวโกงเงิน

เคยกลายเป็นกระแสดราม่าอยู่พักหนึ่ง สำหรับเรื่องราวของ หนูรัตน์ ธิดาพร ชาวคูเวียง เน็ตไอดอลชื่อดัง ที่เคยร้องไห้กลางรายไลฟ์เฟซบุ๊กเพราะถูก นารา เครปกะเทย คอมเมนต์แซวแรงหาว่าแย่งแฟน แถม หมวย โซฮอท ก็โดนไปด้วยเพราะคนมองว่าแต่งหน้าแรงจนทำให้ หนูรัตน์ ร้องไห้หรือไม่ กลายเป็นดราม่าที่คนแห่สงสาร เพราะมีข่าวว่าเจ้าตัวมักถูกบูลลี่เรื่องหน้าตา แต่เป็นคนขยันทำมาหากิน ใครจ้างให้ทำอะไรก็ทำหมด แม้ร่างกายจะไม่ปกติ เป็นคนคิดช้า มีปัญหาทางการได้ยิน แถมพูดไม่ค่อยชัด และยังมีข่าวว่าโดนพี่พัลลภ ผู้จัดการ โกงเงินค่าตัวอีกด้วย จนมีชาวเน็ตออกมาติดแฮชแท็ก #SaveNoorat ร้อนแรงจนติดเทรนด์ทวิตเตอร์อันดับ 1 โดยที่ผ่านมาเจ้าตัวเคยออกมาเปิดเผยว่า มีเฟซบุ๊กชื่อ ปอย จันทิมา, เนยริน และอีกหลายชื่อ มาโพสต์ด่าตนเสีย ๆ หาย ๆ ด้วยถ้อยคำรุนแรง ซึ่งมีแฟนคลับแคปข้อความไว้ได้ และก็เทคะแนนสงสารให้กับหนูรัตน์อย่างมาก แถมเฟซบุ๊กเหล่านี้ยังไปโพสต์ด่าพี่พัลลภ ผู้จัดการส่วนตัว อ้างว่าโกงเงินและทำไม่ดีกับหนูรัตน์สารพัด ทำให้ชาวเน็ตไปรุมด่าพี่พัลลภอีก แต่ล่าสุด (20 กันยายน 2562) เหตุการณ์กลับตาลปัตร กลายเป็นเรื่องโอละพ่อ แอนนา วรินทร เน็ตไอดอลสาวประเภทสองชื่อดัง ได้โพสต์คลิปลงเฟซบุ๊ก Warinthorn Watrsang ระบุว่า “วอนแฟนคลับให้โอกาส จะไม่ทำการแสดงแล้ว อย่ากดโกรธนะคะ จบบทบาทเนยรินและปอยจันทิมา” โดยมีหนูรัตน์ออกมายอมรับว่า ตนเป็นคนสร้างเฟซบุ๊กปลอมขึ้นมาในชื่อ ปอย จันทิมา และเนยริน ทำเพื่อแกล้งแฟนคลับ และใช้ชื่อเนยรินด่าแฟนคลับเพราะตนไม่พอใจที่สั่งของแล้วหาย วันนี้ตนยอมรับผิดแล้ว เครียดและเสียใจกับสิ่งที่ทำลงไป ส่วนเรื่องที่หลายคนสงสัยว่าโดนผู้จัดการโกงเงินหรือไม่นั้น หนูรัตน์บอกว่า ตนพูดขึ้นมาเอง ไม่ได้โดนโกง เป็นเรื่องเข้าใจผิด ตนขอให้ทุกคนกลับมาหนูรัตน์เหมือนเดิม ตนขอโทษและสำนึกผิด ตนจะปรับปรุงตัว ส่วนคนที่เสียความรู้สึกไปแล้วเพราะตนแสดงเยอะไป ขอให้เรื่องนี้ผ่านไป ตนไม่อยากอ่านคอมเมนต์ที่ไม่ดี แต่ขอให้ทุกคนกลับมารักหนูรัตน์ ขอโอกาสให้ตนด้วย หลังจากนี้ตนจะไม่ทำการแสดงแล้ว อย่างไรก็ตาม มีแฟนคลับจำนวนมากที่เสียความรู้สึก มองว่าหนูรัตน์ปลอมเฟซบุ๊กมาด่าตัวเอง แอนตี้ตัวเอง เพื่อสร้างกระแสให้คนเห็นใจ แถมยังไปด่าพี่พัลลภ ผู้จัดการว่าโกงเงินอีกด้วย ทำให้คนเข้าใจผิด แล้วยังมาบอกให้กลับไปรักเหมือนเดิม ดูพูดง่ายไปหน่อย นอกจากนี้ หลายคนมองว่าการที่หนูรัตน์สร้างเรื่องขึ้นมา ปลอมเฟซบุ๊กมาด่าตัวเอง ด่าคนนั้นคนนี้ ดูเป็นการวางแผนที่ซับซ้อน จึงตั้งข้อสงสัยว่าสรุกแล้ว หนูรัตน์เป็นคนคิดช้าและไม่ค่อยปกติอย่างที่เคยบอกมาจริงหรือไม่ อย่างไร ? วอนเอฟตีให้โอกาส จะไม่ทำการจะแดงแล้ว#อย่ากดโกรธนะคะ#จบบาทบาทเนยรินและปอยจันทิมา โพสต์โดย Warinthorn Watrsang เมื่อ วันศุกร์ที่ 20 กันยายน 2019   ข้อมูลจาก Kapook

โอละพ่อ ผลตรวจดีเอ็นเอ แม่วัยใสกรอกน้ำยาล้างห้องน้ำฆ่าลูก จับยัดถุงดำโยนจากชั้น 3 ทิ้งกองขยะ พบหนุ่มที่ถูกจับไม่ใช่พ่อเด็ก

จากข่าวสุดสะเทือนใจ กรณี น.ส.ออม สาววัย 18 ปี และนายเจน ชายวัย 23 ปี ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.ปากเกร็ด จับกุมตัวหลังจับลูกที่เพิ่งคลอดกรอกน้ำยาล้างห้องน้ำ จับยัดถุงดำโยนลงมาจากชั้น 3 คอนโดแห่งหนึ่ง ถนนแจ้งวัฒนะ ต.บางตลาด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เพื่อทิ้งกองขยะ กระทั่งเด็กเสียชีวิตในเวลาต่อมา โดย น.ส.ออม สารภาพว่า ทำเพียงคนเดียวฝ่ายชายไม่มีส่วนรู้เห็น ด้านนายเจนก็ไม่รู้ว่าแฟนสาวท้องคิดว่าแค่อ้วนเท่านั้น ซึ่งนายเจนยังให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ล่าสุด (1 สิงหาคม2562) มีรายงานว่า แพทย์ลงความเห็นว่าเด็กทารกเสียชีวิตจากอวัยวะภายในล้มเหลว แต่ขณะนี้ศพทารกยังไม่สามารถนำออกจากโรงพยาบาลได้ เนื่องจากยังไม่มีการแจ้งเกิดยังไม่มีชื่อ ส่วนผลตรวจดีเอ็นเอระบุว่า น.ส.ออม เป็นแม่ของเด็กจริงอายุครรภ์ 37 สัปดาห์ แต่ดีเอ็นเอของเด็กไม่ตรงกับนายเจน ซึ่งเป็นแฟน น.ส.ออม จึงคาดว่านี่เป็นเหตุผลที่ น.ส.ออม ไม่พูดความจริงกับแฟนหนุ่มหรือไม่ โดยทั้งคู่เพิ่งย้ายมาที่คอนโดดังกล่าวได้ประมาณ 5 เดือนฝ่ายหญิงเดินทางมาจาก จ.นครศรีธรรมราช ส่วนฝ่ายชายตามมาจาก จ.กระบี่ ด้านคนที่อยู่ในเหตุการณ์ เปิดเผยว่า ช่วงตอนเกิดเหตุตนเดินผ่านจุดนั้นพอดี เห็นคนกำลังมุงดูทารกอยู่บริเวณม้านั่งหน้าคอนโด ซึ่งสภาพเด็กถูกนำมาวาง และเช็ดตัวทำความสะอาดแล้ว และทารกยังมีชีวิต บริเวณดวงตาทั้ง 2 ข้างริมฝีปากมีรอยดำเหมือนถูกสีมาป้ายซึ่งไม่มีใครทราบว่าโดนอะไรมาทารกยังพยายามดิ้นอยู่ แต่ไม่มีเสียงร้องแม้แต่คำเดียว ขณะนั้นทุกคนต่างรอกู้ภัยแต่ยังไม่มา จากนั้นร้านค้าฝั่งตรงข้ามก็วิ่งมาดูและอุ้มตัวเด็กไปส่งโรงพยาบาล เพราะกลัวว่าเด็กจะเป็นอันตราย ส่วนตัวคิดว่ามีคนนำเด็กมาทิ้งที่ถังขยะเท่านั้น ไม่คิดว่าโยนลงมาจากห้องพักพอทราบข่าว ยอมรับว่า พฤติกรรมโหดเหี้ยมมากขนาดตอนแรกคิดว่านำเด็กมาทิ้งชาวบ้านก็ต่างต่อว่ากันแล้วแต่นี่ใช้ยาล้างห้องน้ำกรอกปากอีกเป็นพฤติกรรมที่รับไม่ได้จริงๆ     ภาพและข้อมูลจาก อมรินทร์ทีวี

เด็กชาย 10 ขวบ ทนไม่ไหว อ้างถูกพ่อเลี้ยงทำร้าย จนต้องนั่งรถไฟหนีมาหาเพื่อนที่ปากช่อง ด้านพ่อเลี้ยงยันไม่ได้ซ้อม

วันที่ 30 ก.ค.62 จากกรณีที่ ตำรวจรวจรถไฟสถานีปากช่องพบเด็กชาย 10 ขวบ ขึ้นรถไฟจากกรุงเทพมาลงที่ปากช่อง เมื่อเช้า วันที่ 29 กรกฎาคม ที่ผ่านมา และเด็กมีท่าทางอิดโรย ในเวลาต่อมาได้มีเจ้าหน้าหน้าได้ค้นหาประวัติเด็กและญาติทราบว่า เด็กเคยเรียนที่โรงเรียนรุ่งอรุณวิทยา จึงประสานขอข้อมูลและติดต่อแม่ของเพื่อนเด็กวัย 10 ขวบ นางสาวทมิตา สีลานันท์ ได้เดินทางรับตัวเด็กไปดูแลชั่วคราวแต่เด็กมีอาการอ่อนเพลียและมีร่องรอยบาดแผล จึงได้พาไปตรวจที่โรงพยาบาลปากช่องนานา และเอ๊กซ์เรย์ซึ่งต่อมาทางเจ้าหน้าโรงพยาบาลที่ซักถามประวัติเด็ก รู้สึกผิดปกติ เพราะร่างกายมีรอยแผลเป็นทั้งเก่าใหม่และรอบๆ เบ้าตาเขียวช้ำ จึงให้นางสาวทมิตาและบุตรชายซึ่งเพื่อนกันสอบถาม โดยเด็กบอกว่าถูกพ่อเลี้ยงซ้อมจึงหนีมา จากนั้นผู้สื่อข่าวจึงลงพื้นที่เพื่อติดตามหาญาติและดูอาการ เพื่อหาทางช่วยเหลือและพยายามสอบถามเด็กแต่เด็กตอบบ้างไม่ตอบบ้าง บอกเพียงว่าไม่อยากกลับไปอยู่บ้าน จึงได้ประสานงานไปที่ศูนย์ข่าวที่กทม. เพื่อติดตามเรื่องและตามหาญาติเพื่อหาความจริงว่าเด็กถูกซ้อมจริงหรือไม่ ความคืบหน้าล่าสุด ร.ต.อ.วิวรรธ์ โภคาสี รองสว.(สอบสวน) สภ.ปากช่อง จ.นคราชสีมา ซึ่งได้รับลงบันทึกประจำไว้ ได้กล่าวว่า ได้ติดต่อหาข้อมูลเพื่อตามหาญาติเด็กและหาทางช่วยเหลือควบคู่กันไป และทราบว่าแม่เด็กทำงานอยู่ จ.สมุทรปราการ และค้นหาหมายเลขโทรศัพท์ เพื่อแจ้งให้ทราบ และวันที่ 30 กรกฎาคม 2562 น.ส.ชวิศา โอฬารธนปรีดา และนายต่อ (นามสมมุติ) พ่อเลี้ยงของเด็กวัย 10 ขวบได้เดินทางมาจากสมุทรปราการ และขอเข้าพบ ร.ต.อ.วิวรรธ์ โภคาสี รองสว.(สอบสวน) สภ.ปากช่อง เพื่อให้ข้อมูลและติดต่อขอรับเด็กกลับบ้านโดยได้หอบหลักฐานเอกสารต่างจำนวนมาก ที่เกี่ยวข้องกับเด็ก และยืนยันความบริสุทธิ์ใจว่าไม่ได้ทำร้ายเด็กตามที่เด็กกล่าวอ้างแต่อย่างใด และจากการพูดคุยสอบถามข้อมูลต่างๆ แล้วจึงขออนุญาติไปรับเด็กที่พักอาศัยอยู่กับเพื่อนที่บ้านพักในตลาดเช้าหลังศาลเจ้าพ่อรูปสวยทางผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปพบผู้ปกครองของเด็ก 10 ขวบ และได้พูดคุยสอบถามถึงที่มาที่ไปว่าทำไมเด็กถึงหนีออกจากบ้านโดย น.ส.ชวิศา ซึ่งเป็นแม่แท้ๆ ของเด็ก10 ขวบได้ กล่าวว่าขอยืนยันว่าสามีใหม่ หรือพ่อเลี้ยง ไม่ได้ซ้อมหรือทำร้ายเด็ก แต่เด็กมีพฤติกรรมชอบหนีออกจากบ้านบ่อยครั้งมาก และมักทำร้ายตัวเองให้ได้รับบาดเจ็บ เช่น ขี่จักรยานล้มบ้าง กระโดดลงจากรถยนต์บ้าง ทำให้มีบาดแผลตามร่างกาย และได้พาไปหาหมอ พร้อมมีภาพประกอบและคลิปวิดีโอพฤติกรรมต่างๆของลูกชาย โดยชอบหนีโรงเรียนเป็นประจำ และถ้ามีโอกาสก็จะหนีออกจากบ้านยามละสายตา ซึ่งหนีออกจากบ้านหลายครั้ง เคยแจ้งความคนหายและตามหาจนไม่เป็นอันทำงานและครั้งล่าสุดหนีไปสุรินทร์ไปบ้านปู่ตนเอง และสามีใหม่ก็ตามหาและเดินทางไปรับและก็หนีอีก กระทั้ง ล่าสุดหายออกจากบ้านเวลา 16.35 น.ของวันที่ 28 กรกฎาคม 2562 ตนเองและสามีใหม่ก็ได้ตามหาแทบทุกที่ทั้งวันจนไม่เป็นอันทำงาน และค้นหาตามเพจข่าวตามสำนักข่าวและสื่อออนไลน์จึงคลิกชื่อลูกชายในเว็บไซด์ดู จึงพบว่าเป็นข่าวว่า ถูกพ่อเลี้ยงซ้อมลูกชายจึงหนีขึ้นรถไฟมาปากช่องแรกๆก็รู้สึกโกรธว่าลงข่าวแรง แต่ถ้ามาคิดอีกทีสื่อก็ต้องลงตามที่เด็กบอก และหลักฐานการเจ็บแต่ก็โชคดีทีเจอและรู้ว่าปลอดภัย จึงเดินทางมารับที่ปากช่องและจะกลับสมุทรปราการในช่วงเย็นๆ   ภาพและข้อมูลจาก ทีมตระเวนข่าว123คนดีมีน้ำใจปากช่อง

คืบสาวอ้างถูกป้ายยาขโมยลูก สารภาพเป็นเด็กที่ขอมาเลี้ยง เพราะแท้งลูก เผยที่แท้แม่แท้ๆ มาเอากลับไปเลี้ยงเอง

สืบเนื่องจากกรณีที่สาวรายหนึ่งได้มีการโพสต์รูปลูกชายอายุ 1 เดือน 8 วัน ลงเฟซบุ๊ก เพื่อขอความช่วยเหลือโดยอ้างว่าตัวเองถูกป้ายยาและมีผู้หญิงคนหนึ่งขโมยลูกไปนั้น เมื่อวานนี้ (10 มิถุนายน2562) มีรายงานว่า นางสาวศศิธร ชูจิต อายุ 30 ปี ผู้เสียหาย เปิดเผยว่า เหตุเกิดบริเวณถนนชนเกษมฝั่งขาเข้าเมืองตรงข้ามห้างสรรพสินค้าเขตเทศบาลนครสุราษฎร์ธานีหลังจากที่ตนเองเสร็จงานในช่วงเช้าที่มาเข้าอบรมงานที่โรงแรมแห่งหนึ่งย่านถนนบายพาสตนเองได้พาลูกชายอายุ 1 เดือน 8 วัน มาด้วยหลังอบรมเสร็จได้ฝากลูกไว้กับหัวหน้างานเพื่อออกไปรับรถยนต์จากสามีโดยให้เพื่อนขี่รถมาส่งแต่หัวหน้างานโทร. มาบอกว่าจะออกไปทำธุระข้างนอกและได้พาลูกของตนติดไปด้วยจึงมีการนัดรับลูกที่ริมถนนชนเกษมจุดเกิดเหตุตอนนั้นได้พบกับผู้หญิงคนหนึ่งมาขออุ้มลูกมีการแตะตัวและหลังจากนั้นตนเองก็ไม่รู้ตัวอีกเลยมารู้อีกทีคือตอนสามีโทร. เข้ามือถือเครื่องของบริษัทจึงรู้ตัวว่าลูกชายหายไปพร้อมกับมือถือส่วนตัวและเงินสด 4,000 บาทจึงได้แจ้งความพร้อมโพสต์รูปลงโซเชียลเพื่อขอความช่วยเหลือ ล่าสุดในวันเดียวกัน มีรายงานความคืบหน้าว่า พบตัวเด็กชายแล้วโดยนางสาวอิงอร กลิ่นชื่น อายุ 18 ปี ชาวจ.ตรัง เป็นคนเอาไป ซึ่งอ้างว่าตัวเองเป็นแม่แท้ๆ และได้ตกลงรับตัวเด็กชายคืนจากนางสาวศศิธรก่อนหน้านี้แล้ว ขณะที่ นางสาวศศิธร ให้การยอมรับว่า เด็กชายไม่ใช่ลูกแท้ๆของตนจริง ซึ่งเป็นเด็กที่ตนมาสวมรอยเลี้ยงดู เนื่องจากตนเองแท้งลูกและกลัวว่าครอบครัวสามีจะเสียใจ และผิดหวังจนเมื่อใกล้กำหนดคลอดได้รู้จักแม่ของเด็กชายที่ประสงค์จะหาคนเลี้ยงดูลูกแทน เพราะมีปัญหาครอบครัวตนเองจึงสวมรอยเอาเป็นลูก ทั้งนี้ นางสาวอิงอรแม่แท้ๆ ได้เดินทางเข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมเด็กชายและหลักฐานเป็นใบสูติบัตรและข้อความแชตไลน์ที่มีการคุยกันเรื่องนัดรับตัวเด็กมายืนยันความบริสุทธิ์ใจพร้อมยืนยันว่าเรื่องที่อีกฝ่ายอ้างว่ามีการป้ายยานั้น ไม่เป็นความจริง ภาพและข้อมูลจากOnbnews Region News, สำนักข่าวไทย,

1 2