โรคลายม์ ภัยร้ายที่คุณอาจจะไม่ค่อยรู้จัก แต่อันตรายกว่าที่คุณคิด

กรณีแพทย์ไทยได้ประกาศเตือน ระวัง “โรคลายม์” ภาวะสมองอักเสบ ความจำเสื่อม หลังพบผู้ป่วยรายแรกในประเทศไทย เป็นหญิงวัย 47 ปี ติดเชื้อหลังจากกลับมาจากท่องเที่ยวที่ประเทศตุรกี ใช้เวลารักษากว่า 2 เดือนจนหาย แต่ทำให้เกิดผลกระทบความทรงจำขาดหายไปบางส่วน นั้น ข้อมูลจาก หน่วยปฏิบัติการวิจัยโรคอุบัติใหม่และอุบัติซ้ำในสัตว์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า โรคลายม์ (Lyme disease) เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Borrelia spp. ติดต่อโดยการแพร่เชื้อผ่านเห็บ อาการของโรคแตกต่างกันไป ส่วนใหญ่จะมีผื่นขึ้นบนผิวหนังและปวดตามข้อ หรือข้ออักเสบ โรคนี้พบได้ทั่วโลก สัตว์ชนิดใดเป็นโรคลายม์ได้บ้าง สัตว์ที่สามารถเป็นโรคลายม์ได้ ได้แก่ สุนัข ม้า และโคสามารถเป็นโรคลายม์ได้ นอกจากนี้ กวางหางขาว หนูไมซ์ สัตว์จำพวกกระรอกเทา และแรคคูนสามารถเป็นโรคนี้ได้เช่นกัน สัตว์ติดโรคลายม์ได้อย่างไร โดยสัตว์ติดโรคลายม์ได้โดยการถูกเห็บที่มีเชื้อกัด สัตว์ป่าโดยเฉพาะสัตว์ฟันแทะขนาดเล็กและกวางสามารถเป็นพาหะของเชื้อตามธรรมชาติได้ เห็บได้รับเชื้อจาการดูดเลือดสัตว์ป่าที่มีเชื้อ และสามารถแพร่ไปยังสัตว์อื่นหรือคนได้เมื่อถูกเห็บกัด กล่าวถึงอาการของผู้ป่วยโรคลายม์ว่า อาการของผู้ป่วยจะขึ้นอยู่กับเชื้อที่บุคคลนั้นๆ ได้รับ โดยเชื้อจะมีระยะเวลาฟักตัว 2-4 สัปดาห์ ถึงจะมีอาการ ขณะที่ ลักษณะของอาการจะมีตั้งแต่ เป็นไข้, ปวดตามเนื้อตามตัว, ปวดศีรษะ, อ่อนเพลีย แต่จะมีบางรายที่มีอาการ หัวใจเต้นผิดปกติ, เจ็บหน้าอก, มีปัญหาในเรื่องของการได้ยินที่ลดลง, กล้ามเนื้อหน้าเคลื่อนไหวผิดปกติ, ปวดข้อ, บริเวณที่โดนกัดจะมีผื่นวงแดง “ส่วนกรณีที่หญิงสาววัย 47 ปีนั้นเกิดความทรงจำหายไปบางส่วนนั้น มาจากการที่โรคลายม์มีอาการออกไปหลายลักษณะ แม้จะใช้ยาปฏิชีวนะรักษา เพื่อทำให้แบคทีเรียมันตาย แต่ผลกระทบที่เชื้อแบคทีเรียทิ้งไว้ มันได้เข้าไปทำลายอวัยวะนั้นๆ ยกตัวอย่างเช่นระบบประสาท จึงทำให้มีผลตกค้างตามมาจากความเสียหายที่เกิดขึ้น” “ในรายที่สมองได้รับผลกระทบ จนทำให้ลืม หรือจำเหตุการณ์ไม่ได้บางช่วงบางตอน ก็อาจจะเป็นไปได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีอาการนี้ทุกคน ฉะนั้น ต้องพิจารณากันไปเป็นกรณีๆ

สาวเตือนภัยโรคร้าย ทำเกือบตายแถมรูปร่างหน้าตาเปลี่ยนเป็นคนละคน 

ในโลกออนไลน์ได้มีการแชร์เรื่องราวของหญิงสาวรายหนึ่ง หลังจากที่เธอป่วยหนัก รักษาตัวมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาเกือบ 2 ปี จนรูปร่างหน้าตาของเธอเปลี่ยนไปจากเดิมเป็นอย่างมาก หลังจากล้มป่วยลง ด้วยสารพัดโรคร้ายที่เข้ามาพร้อมๆ กัน เธอจึงอยากเป็นกำลังใจให้กับทุกคน ที่กำลังต่อสู้กับปัญหาสุขภาพให้กบับมามีความหวังอีกครั้ง โดยชื่อผู้ใช้ Facebook Boonyawee Payung (ตุ๊กตาหมี)ได้โพสต์ระบุว่า หลายคนคงตกใจว่า ทำไมเราถึงบวมขนาดนี้เปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ทำไมไม่เคยลงรูปตัวเองสักที ตอนแรกเราไม่คิดที่จะลงเพราะว่าอายคนอื่น คิดเอาไว้ว่า เดี๋ยวหายจะลงเป็นกำลังใจให้คนอื่น แต่ตอนนี้เราไม่รู้เลยว่าจะหายหรือเปล่าเพราะเรากลับเข้ามาเข้ารพ. อีกครั้ง และไม่รู้จะได้เป็นกำลังใจให้คนอื่นได้อีกหรือเปล่า เราป่วยมาก็สิงหาคมปีนี้ ก็ 2 ปีแล้ว จะเสียชีวิตอยู่ 2 ครั้ง แต่ก็ผ่านมันมาได้ เราเป็นหลายอย่างมาก #ลิ่มเลือดอุดตันในสมอง ทำmri ฉีดยาเข้าที่หน้าท้องประมาณ 30 วัน วันละ1 เข็ม #ภาพซ้อน คิดว่าตาต้องบอดแน่ๆมองอะไรก็เห็น 2 ภาพ #เลือดออกที่ตา สาเหตุก็เพราะลิ่มเลือดอุดตันนั้นละ ท้อมาก หลังจากนั้นก็ดีและก็แย่ลง เข้าออกรพ.ทุกเดือน ที่สำคัญคือเราเดินไม่ได้ อาบน้ำไม่ได้ แรงจะกินข้าวเองยังไม่มี สุดท้ายน้าเราก็ไปถอยรถเข็นมาให้เราได้นั่งไปไหนมาไหน แถมถอยโถฉี่มาให้เราอีกจะได้ไม่ต้องเดินเข้าห้องน้ำ ทุกๆวันเราต้องอดทน ทำตัวเข้มแข็ง แต่จริงๆเราท้อมากแต่เราก็ผ่านมาได้ในทุกๆวัน เราฉีดยาทุกตัว กินยาทุกอย่าง แต่ก็ไม่หาย ล่าสุดเราหาหมอศิริราช hct เราขึ้นมา 38 เราดีใจมาก และตอนนี้ เรากลับมาเข้ารพ. อีกครั้ง เพราะ hct เรา เหลือ 15 เราเลยตัดสินใจลงเหตุการณ์ต่างๆที่ป่วย เพราะเราก็คิดที่จะไม่อยากมีชีวิตอยู่หลายๆครั้ง เราสิ้นหวัง ท้อแท้ ว่าเราจะหายไหม จะมีชีวิตแบบคนอื่นได้หรือป่าว แต่ไม่เคยคิดฆ่าตัวตายแม้แต่ครั้งเดียว ทุกอย่างที่ลงเพื่อให้คนอื่นที่กำลังท้อ สู้ต่อไปนะคะ เราเป็นอีก 1 กำลังใจให้ เพราะเราก็ผ่านอะไรมาไม่น้อยเลย ทุกวันนี้เราก็ใช้ชีวิตอยู่กับที่บ้าน ขายตุ๊กตาบ้าง กรอบรูปบ้าง ครีมบ้าง เพื่อให้ไม่คิดมากมันก็ช่วยได้ในระยะหนึ่งนะคะ ตอนนี้เราก็พบจิตเวชเพราะเครียด ยามันก็แค่ส่วนนึงทำให้เราหาย หมอบอกว่า ให้เราพูดคิดแต่สิ่งดีๆ ทำแต่สิ่งดีๆ และเราจะเจอแต่สิ่งดีๆ ชีวิตไม่มีอะไรแน่นอนจริงๆ รูปร่างหน้าตาก็ไม่แน่นอน ทุกสิ่งในชีวิตล้วนปรุงแต่งขึ้นมาทั้งหมด

น้ำตาจะไหล!! พบหญิงสาวใจดียื่นมือเข้าช่วยแม้ตัวเองป่วยเป็นโรคร้าย ทั้งให้เงินไว้ทำทุน บริจาคสิ่งของ

ในโลกโซเชี่ยลกลุ่ม เฟสบุ๊ก”ชุมชนคนรักบ่อวิน”กระหน่ำแชร์คลิปแห่งความน่าประทับใจเมื่อได้มีหญิงสาวรายหนึ่งได้อัดคลิปวีดีโอ ขณะ ที่ตนกำลังยืนพูดคุยกับคุณยายที่มีอาชีพขายพักอยู่หน้าหมู่บ้านภูวรินทร์ บ่อวิน ตั้งอยู่บริเวณ ม.5 ต.บ่อวิน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี และได้ถามไถ่เรื่องราวชีวิตของคุณยายโดยคุณยายประกอบอาชีพขายผักหน้าหมู่บ้านเพื่อนำเงินไปจุลเจือครอบครัวและไว้ใช้ซื้อสิ่งของจำเป็นให้แก่คุณตาที่นอนป่วยเป็นอัมพาต หญิงสาวรายดังกล่าวพอพูดคุยกับคุณยายไปสักพักก็ได้มอบเงินจำนวน 5,000บาทให้แก่คุณยายไว้ทำทุนขายผักในวันข้างหน้า โดยจำนวนเงินดังกล่าวได้มีเพื่อนๆและคนในชุมชุนที่รู้จักกับหญิงสาวคนดังกล่าวฝากมามอบให้แก่คุณยายด้วย จนคุณยายถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่โผเข้ากอดหญิงสาวรายดังกล่าวด้วยความปลื้มปิติ จนสังคมโชเซี่ยลกระหน่ำแชร์กันอย่างมากมาย ล่าสุดวันที่(31 ก.ค.61)เวลา 18.00น. ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยัง บ้านเลขที่191/137 หมู่บ้านภูวรินทร์ บ่อวิน ม.5 ต.บ่อวิน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ก็ได้พบกับ น.ส. สายไหม ชัยมาส อายุ34ปี ที่อยู่ตามบัตรประชาชน 170 ม.8 ต.ตาคลี อ.ตาคลีจ.นครสวรรค์ และก็ได้พบ คุณยายสำอางค์ ชาวนาดอน อายุ59ปี อยู่บ้านเลขที่ 85 ม.9 ต.ช่อผกา อ.ชำนิ จ.บุรีรัมย์ ซึ่ง น.ส.สายไหม เป็นผู้โพสต์คลิปวีดีโอดังกล่าว ทางผู้สื่อข่าวจึงสอบถามเรื่องราวอันน่าประทับใจดังกล่าว ต่อ น.ส สายไหม ผู้โพสต์ โดย น.ส.สายไหม ได้เล่าว่า ตนได้พบเจอกับคุณยายอยู่บ่อยครั้งซึ่งจะมาขายผักอยู่หน้าหมู่บ้านเป็นประจำและตนก็มาอุดหนุนผักของคุณยายอยู่บ่อยครั้งจนกระทั่งวันหนึ่งตนได้สอบถามเรื่องราวเกี่ยวกับตัวยายจึงทราบว่า คุณตาจรินทร์โพธิ์ประทับ อายุ65ปี ผู้เป็นสามีนอนป่วยเป็นอัมพาตเส้นเลือดในสมองตีบ ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้และคุณยายก็ได้นำเงินจากการขายผักไปซื้อสิ่งของที่จำเป็นที่คุณตาจะต้องใช้ แต่เงินที่ได้จากการขายผักรายได้เพียงน้อยนิดแทบจะไม่พอจุลเจือครอบครัวและยังต้องแบ่งไว้สำหรับนำไปลงทุนซื้อผักมาขาย จึงสร้างความลำบากให้แก่คุณยายเป็นอย่างมากหลังจากตนทราบเรื่องของคุณยายทั้งหมดจึงเกิดความเห็นใจจึงเริ่มจากรวมรวบสิ่งของบริจาคที่คุณตาจำเป็นต้องใช้และนำเงินส่วนตัวไปซื้อของเพื่อนำมามอบให้แก่คุณยาย แต่ที่น่าเศร้าใจไปกว่านั้น น.ส. สายไหม ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่าตนได้ป่วยเป็นโรคร้ายก็คือ เป็นเนื้องอกที่ลำไส้และตับผ่าตัดมานับไม่ถ้วน รักษาตัวเองมากว่า9ปีแล้วจนปัจจุบันไม่มีเงินเพียงพอที่จะเดินทางไปรักษาตัวเองที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กรุงเทพมหานคร ที่ตนเดินทางไปรักษาตนอยู่เรื่อยมาตลอด เพราะเงินเดือนที่ตนได้จากอาชีพพนักงานบริษัทก็ไม่เพียงพอต่อค่ารักษาพยาบาลเพราะตนต้องมีภาระที่จะต้องใช้จ่ายในแต่ละเดือนทั้งค่างวดบ้านและค่างวดรถและตนยังได้เลี้ยงดูสุนัขที่ถูกทอดทิ้งอีกจำนวน7ตัว เพราะสงสารที่เห็นสุนัขอดๆอยากๆ ไม่มีใครให้ข้าวให้น้ำมัน จึงเก็บสุนัขทั้งหมดมาดูแลที่บ้านของตน ผู้สื่อข่าวจึงได้สอบถามต่อ น.ส. สายไหม ว่าจากเหตุการณ์ในคลิปวีดีโอที่ตนได้นำเงินมามอบให้คุณยายนั้นทั้งที่ในแต่ละเดือนนั้นตนเองเงินแทบจะไม่พอใช้อยู่แล้ว จึงได้คำตอบว่าตนป่วยเป็นโรคร้ายไม่รู้ตนจะอยู่ได้นานเพียงไหน จึงอยากใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ ขอเป็นผู้ให้ แก่คนที่ลำบากกว่าตน และอยากให้การกระทำของตนเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่สังคมและ น.ส. สายไหม ได้ย้ำกับผู้สื่อข่าวว่าตนไม่ได้อยากให้ใครมาสงสารตนเพราะตนยังมีกำลังและแรงกายพอที่จะสู้ได้ ตนเกรงว่าหากมีคนอยากช่วยเหลือตนในด้านทางเงิน ตนขอไม่รับ อยากให้ผู้ใจบุญนำเงินไปช่วยเหลือ คุณยายสำอางค์ หรือผู้ที่ลำบากกว่าตนจะดีกว่าหรือหากอยากช่วยตนก็ขอบริจาคเป็นสิ่งของจะดีกว่าแต่ไม่ขอรับเป็นเงิน น.ส. สายไหม ยังกล่าวทิ้งท้ายไว้ว่าแม้ตนจะอยู่เพียงลำพังกับสุนัขอีก7ตัวเพราะตนได้อย่าล้างกับสามีไปได้2ปีแล้วตนก็สู้กับโรคร้ายมาตลอดเพียงลำพังตนจึงเริ่มมองเห็นความสำคัญของชีวิตคนว่าไม่มีอะไรที่แน่นอน จึงอยากให้ทุกคนเป็นผู้ให้เพื่อที่สังคมจะน่าอยู่ขึ้น ยื่นมือเข้าช่วยเหลือผู้ที่ยากลำบากกว่าเรา และตนจึงเลือกเป็นผู้ให้ และตนไม่เคยคิดว่าตนอยากจะมีชื่อเสียงอะไรในสังคม แต่อยากเห็นคนในสังคมช่วยเหลือเจือจูนกันสุดท้ายตนอยากฝากเรื่องสุนัขที่ถูกทอดทิ้งอยากให้มีการคุมกำเนิดสุนัขและมีหน่วยงานเข้ามาแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม เพราะตนได้ตระหนักถึงเรื่องนี้ ตนจึงฝากมายังผู้สื่อข่าวดังกล่าว

หมอล็อต หวั่นโรคร้ายในถ้าลึก เตือนหากพบทั้ง 13 คนแล้วอย่างเพิ่งเข้าใกล้ในทันที

  จากกรณีมีเด็กนักฟุตบอล และผู้ฝึกสอนหายเข้าไปเที่ยวในถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน ในวนอุทยานขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย เมื่อช่วงเย็นวันที่ 23 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยทั้ง 13 คนได้ติดอยู่ในถ้ำยังหาทางออกมาไม่ได้นั้น ทาง หมอล็อต สัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ได้เผยข้อมูลหากเจ้าหน้าที่พบตัวทีมหมูป่าและโค้ช แนะนำญาติและผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องอย่าเพิ่งเข้าสัมผัสตัวทั้ง 13 คน รวมทั้งเจ้าหน้าที่หน่วยซีลที่เข้าไปในถ้ำ อย่างน้อย 7 วัน หวั่นมีเชื้อโรคร้ายที่ไม่เคยปรากฏติดมาด้วย   ถ้าพบทั้ง 13 ชีวิต ผมขออธิบายง่ายๆ ให้เข้าใจกันก่อนนะครับ เดี๋ยวจะมีคนมาโวยวาย สร้างกระแสว่า จนท. กีดกันพ่อแม่ไม่ให้พบเด็กทั้ง 12 คน  ตามหลักสากลด้วยความเชื่อที่ว่า ในถ้ำลึกอาจจะมีเชื้อโชคร้ายที่ไม่เคยมีปรากฏอยู่ในพื้นที่ภายนอกถ้ำ ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยของโลก เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโชคชนิดใหม่แพร่กระจายออกไปในวงกว้าง ให้ตั้งสมมุติฐานไว้ก่อน ว่า #ผู้ติดอยู่ภายในถ้ำลึกเป็นเวลานานและผู้ที่เข้าไปให้ความช่วยเหลือ เชื้อโรคร้ายติดมาด้วย ดังนั้นหลังจากออกมาภายนอกถ้ำ ผู้ที่ติดอยู่ภายในถ้ำทั้งหมด รวมทั้งผู้ที่เข้าไปให้ความช่วยเหลือ จะต้องถูกนำตัวไปอยู่ในพื้นที่เขตกักกันโรคติดต่อ ที่ดูแลโดยแพทย์และเจ้าหน้าที่ชุดพิเศษที่มีความชำนาญพิเศษเกี่ยวกับเชื้อโรคและโรคติดต่อ ในช่วงระยะเวลาที่กำหนด เพื่อเฝ้าระวัง ว่ามีการติดเชื้อหรือไม่ มีความผิดปกติทางร่างกายใดๆ ที่เกิดจากเชื้อโรคหรือไม่ ถ้าครบกำหนดและไม่พบความผิดปกติใดๆ จึงจะสามารถออกมาพบบุคคลอื่นได้

1 2