สะเทือนใจ ! หลานโกหกยายมา 13 ปี สร้างเรื่องสารพัด เปิดรับสมัครหาคนช่วยสานต่อคำโกหก

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2564 เว็บไซต์อ็อดดิตี้เซ็นทรัล เผยเรื่องราวสะเทือนใจจากประเทศจีน เมื่อหญิงรายหนึ่งตัดสินใจทำสิ่งที่ไม่ดีด้วยการโกหกหลอกลวงคุณยายของตัวเองเป็นเวลานานกว่า 13 ปี เพราะรู้ว่าความจริงนั้นแสนเจ็บปวด เลยไม่อยากให้คุณยายต้องทนทุกข์ทรมานเสียใจในช่วงบั้นปลายของชีวิต ข่าวอื่นๆเพิ่มเติม สุดสวยงาม…!! “หมอฝน” สวมชุดไทย “บรมพิมาน” เข้ารับปริญญาในต่างประเทศ จีน พบเชื้อ โควิด-19 ในบรรจุภัณฑ์อาหารแช่แข็ง จากต่างประเทศ!! เมื่อไม่นานมานี้ เฉิงจิง หญิงชาวจีนวัย 46 ปี จากเมืองซีอาน เพิ่งจะสูญเสียคุณยายที่รัก ซึ่งจากไปอย่างสงบด้วยอายุ 100 ปี ทว่าในช่วงชีวิตสุดท้ายของคุณยายตลอด 13 ปี ไม่รู้เลยว่าจะเต็มไปด้วยเรื่องราวการโกหกของหลาน เฉิง ชงหรง แม่ของเฉิงจิง เป็นลูกสาวคนเดียวของคุณยาย ชงหรงมีความผูกพันใกล้ชิดกับแม่ของเธอมาก แม้กระทั่งตอนที่เธอป่วยหนักด้วยโรคมะเร็งปอด ก็ยังโทรศัพท์ไปคุยกับแม่ตามปกติ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มิหนำซ้ำยังบันทึกเสียงของเธอเอาไว้หลายสิบข้อความ เพื่อให้ลูกเปิดให้ยายฟังหลังจากที่เธอไม่อยู่แล้ว ชงหรงเสียชีวิตในปี 2546 เฉิงจิงตั้งใจสานต่อปณิธานของแม่ที่ไม่อยากให้คุณยายต้องทุกข์ใจ อีกทั้งตอนนั้นคุณยายก็ชรามากแล้ว เชื่อว่าหากทราบเรื่องที่ลูกสาวถูกโรคร้ายคร่าชีวิตจะต้องหัวใจสลายอย่างแน่นอน เธอจึงเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ และพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้คุณยายเชื่อว่าลูกสาวยังมีชีวิตอยู่ เฉิงจิงค่อย ๆ ทยอยเอาข้อความบันทึกเสียงของแม่ส่งให้คุณยายฟังตามแต่ละช่วงเวลาของปี มีทั้งเรื่องบ่นเรื่องสภาพอากาศ เตือนให้หญิงชรากินยาให้ครบ ตอนเช้าก็บอกให้ค่อย ๆ ลุกจากเตียง จะได้ไม่หน้ามืด และบอกว่าว่าง ๆ เดี๋ยวจะไปเยี่ยมแน่นอนว่าการใช้ข้อความเสียงของแม่หลอกคุณยายได้เพียงแค่ช่วงเวลาหนึ่ง ต่อมาเฉิงจิงจึงรับจ้างหาหญิงที่มีเสียงเหมือนแม่ของเธอเพื่อมาคุยโทรศัพท์กับคุณยาย แต่ทุกอย่างมันไม่ง่ายอย่างที่เธอคิด เฉิน เว่ยผิง ได้ทราบเรื่องราวของครอบครัวเฉิงจิง จึงรู้สึกเห็นใจและตัดสินใจช่วยเหลือ เธอพยายามทำเสียงพูดให้เหมือนกับชงหรงมากที่สุด แต่แล้ววันที่โทรศัพท์ไปหาคุณยายวันแรกก็เกิดเรื่องผิดแผน คุณยายถามทันทีเลยว่า “นั่นใครโทร. มา” คุณยายรู้ว่าเสียงจากปลายสายนั้นไม่ใช่เสียงของลูกสาวที่คุ้นเคย เฉิงจิงรีบแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า หยิบโทรศัพท์ไปคุยเองแล้วบอกว่าแม่ไม่ค่อยสบาย และพยายามพูดโน้มน้าวจนหลังจากนั้นคุณยายก็เชื่อว่าเสียงที่ได้ยินจากโทรศัพท์นั้นคือลูกสาว อย่างไรก็ตาม การหลอกคนคนหนึ่งมายาวนาน 13 ปี ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ มันเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง ทุกครั้งที่เว่ยผิงโทรศัพท์ไปหาหญิงชรา เธอจะต้องหาข้ออ้างสารพัดที่จะทำให้เชื่อว่าทำไมเธอถึงไม่ไปเยี่ยม แม้กระทั่งหลอกว่าป่วยต้องผ่าตัดหัวใจ เหตุผลเรื่องสุขภาพได้ผล คุณยายเชื่อว่าลูกสาวไม่สบาย บอกให้เธอรักษาเนื้อรักษาตัวให้ดี ในขณะที่เฉิงจิงและหลาน ๆ คนอื่น ๆ ของคุณยาย ก็หมั่นไปเยี่ยมบ่อยครั้งเท่าที่จะสามารถทำได้ ซึ่งตัวเธอเองก็รู้ว่าลึก ๆ ในใจของคุณยายนั้นคิดถึงลูกสาวที่รักคนนี้และรอคอยอยากเจอมากแค่ไหน แต่เธอไม่กล้าพอที่จะบอกความจริง เมื่อไม่นานมานี้ เฉิงจิงและญาติ ๆ พากันไปรวมตัวเฉลิมฉลองวันคล้ายวันเกิดครบ 100 ปี ให้กับคุณยาย แม้ว่าคุณยายจะมีความสุข แต่ก็เห็นได้ชัดว่าผิดหวังที่ลูกสาวคนเดียวไม่มา แถมไม่กลับบ้านมานานเป็นทศวรรษ เฉิงจิงได้แต่โกหกไปว่าแม่สบายดี แค่ต้องยุ่งอยู่กับการดูแลลูกสะใภ้ ซึ่งก็ทำให้คุณยายคลายความกังวลไปได้เล็กน้อย หลังจากงานวันเกิดของคุณยาย 2 เดือน คุณยายก็จากไปอย่างสงบ โดยที่ไม่มีโอกาสได้รู้เลยว่าเหตุใดลูกสาวจึงไม่ได้มาบอกลาเธอในวาระสุดท้าย ซึ่งเป็นจุดจบของเรื่องเศร้าที่แสนเจ็บปวดหัวใจของครอบครัว เฉินจิงยอมรับว่าการหลอกลวงคุณยายของเธอนั้นไม่เหมาะสม แต่สวนตัวเธอคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เป็นสิ่งที่เธอต้องทำ เพราะเชื่อว่าความจริงนั้นโหดร้ายเกินไปสำหรับคุณยาย ขอบคุณข้อมูล odditycentral.com

สองสามีภรรยาท้องทิพย์ ออกมายอมรับแล้ว เป็นเรื่องโกหก พร้อมขอโทษสังคม

เป็นข่าวดังชั่วข้ามคืนกับข่าว ดราม่าท้องทิพย์ ที่เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคมที่ผ่านมา เมื่อมีสามีภรรยาคู่หนึ่งออกมาบอกว่า โรงพยาบาลทำศพลูกของเธอหาย และจะทำการฟ้องโรงพยาบาล เรียกค่าเสียหาย 5 แสน จนเป็นเรื่องราวใหญ่โต ถึงขนาดได้ไปออกรายการโหนกระแส ยืนยันว่าไม่ได้ท้องทิพย์ และระบุว่าจะมานั่งโกหกทำไม หลังจากนั้น หนุ่ม กรรชัย ก็ได้พาฝ่ายภรรยาไปตรวจว่าตั้งครรภ์จริงหรือไม่ก็พบข้อมูลว่าน่าจะไม่ได้ท้อง แต่เจ้าตัวยืนยันว่าท้องจริง ๆ จนโรงพยาบาลต้องตั้งโต๊ะแถลงข่าว พร้อมยืนยันว่า “ไม่มีการตั้งครรภ์อย่างแน่นอน“ ลองมาดุไทม์ไลน์ทั้งหมดของเรื่องนี้กัน สองสามีภรรยา เข้าแจ้งความหลังลูกฝาแฝดชาย-หญิง หาย 1 คน ตาย 1 คน จึงไปแจ้งความที่ สภ.เมืองสุพรรณบุรี เอาผิดโรงพยาบาล ทั้งคู่อ้างว่าคลอดลูกแล้วลูกต้องอยู่ในตู้อบ ต่อมาพบว่าลูกชายเสียชีวิตจึงนิมนต์พระมารับศพลูก แต่พบพิรุธที่ปกติการรับศพผู้เสียชีวิตต้องรับที่ตึกนิติเวชชั้นล่างของโรงพยาบาล แต่ทั้งคู่กลับไปรับศพลูกที่อาคารชั้น 3 พระสงสัยพฤติกรรม จึงถามแม่เด็กว่าได้เปิดดูหน้าลูกหรือไม่ แม่เด็กบอกไม่ได้เปิด เพราะหมอบอกศพติดเชื้อ เมื่อถึงวัดก็มีการไลฟ์ พบว่าขณะกำลังเปิดฝาโลงเพื่อให้พระทำพิธี และพระเป็นคนเปิดผ้าห่อศพ จึงรู้ว่าไม่มีศพเด็ก เหลือแต่ผ้าขนหนู โรงพยาบาลออกมาแถลงว่าหญิงรายนี้ไม่ได้มาคลอดที่โรงพยาบาล และไม่มีประวัติฝากท้อง พร้อมนำหลักฐานกล้องวงจรปิดมาเปิดให้สื่อมวลชนดู โดยยืนยันว่าสองสามีภรรยานี้ให้ข้อมูลไม่เป็นความจริง ตรวจสอบแล้วไม่พบว่ามีเด็กทารกเสียชีวิต และไม่พบว่ามีเด็กทารกแฝดอีกคนอยู่ในตู้อบ  ทาง รพ.จะเดินหน้าฟ้องและดำเนินคดีตามกฎหมายเพราะทำให้เสื่อมเสีย และเป็นห่วงสองสามีภรรยานี้ หากมีอาการป่วยทางจิตเวชให้มาพบแพทย์เพื่อรักษา คลินิกแพทย์ปัญญา โพสต์ภาพพร้อมข้อความว่า ระบุว่า 2 รูปที่เป็นกระแสในโลกโซเชียลวันนี้ เป็นเด็กในสังกัดของคุณหมอเมื่อ 2 ปีที่แล้วครับ อยากได้ภาพชัดๆ ไม่ต้องกูเกิล มาอัลตราซาวด์ 4 มิติที่นี่ครับ  วันที่ 22 พ.ค. 64 หลังจากได้ไปออกรายการโหนกระแส ทางด้านคุณหนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย ได้พาทั้งคู่ไปตรวจพิสูจน์การตั้งครรภ์ที่โรงพยาบาล ภายใต้ความยินยอมของทั้ง 2 คน และยินยอมให้เปิดเผยข้อมูลผ่านสื่อ นพ.อานนท์ เปิดเผยผลตรวจภายใน พบมีดังนี้ 1.ไม่มีรอยการเย็บ ไม่มีรอยแผล 2.เห็นเลือด แต่อาจจะเป็นประจำเดือน ก็เป็นไปได้ 3.ปากมดลูกปิด ไม่เหมือนกับเพิ่งคลอดมา มดลูกไม่โต ปกติยาว 7.5 ซม. แต่วัดได้ 7.2 ซม. ถือว่าปกติ 4.จากการอัลตราซาวด์ โพรงมดลูกแฟบ ไม่มีเศษอะไรหลงเหลืออยู่ ไม่เหมือนการคลอดลูกมา ผลการตรวจเลือดเพื่อหาค่าโปรแลคติน พบว่า ค่าโปรแลคติน เท่ากับ 10 คือ เท่ากับคนปกติ ไม่มีน้ำนม เพราะถ้าคนมีน้ำนม ค่าโปรแลคติน จะต้องสูงถึงระดับ 100 โดยหลักการแพทย์สรุปได้ว่า ไม่ได้มีการตั้งครรภ์จริง  สองผัวเมียยังยืนยันว่า ฝ่ายหญิงตั้งท้องและคลอดลูกจริง จะขอไปตรวจอีกรอบแบบที่ไม่บอกใคร และถ้า รพ.บางปลาม้า และ รพ.เจ้าพระยายมราช จะแจ้งความเอาผิด ก็ขอให้เป็นเรื่องในอนาคต ส่วนที่มีการอ้างว่า มีคนโทรศัพท์ให้มารับศพลูก ตรวจสอบแล้วพบว่า โทรศัพท์เบอร์ดังกล่าว เป็นเบอร์ที่โทรจากองค์การโทรศัพท์ ซึ่งความเสียหายที่เกิดขึ้น จะรอผลตรวจร่างกาย น.ส.กรกนก หรือ เตย หากพบว่าป่วยจิตเวช ก็จะปล่อยให้รักษาตัว แต่ถ้าผลตรวจปกติ จะฟ้องดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ล่าสุดช่วงบ่ายของวันที่ 22 พ.ค 64 ทั้งคู่ได้ยอมรับแล้วว่า เรื่องทั้งหมดไม่เป็นความจริง โดย “นายนัท” ผู้เป็นสามี ได้กล่าวขอโทษที่ “น้องเตย” ภรรยา ทำอะไรไปไม่ยั้งคิด ที่ทำไปทั้งหมดเกิดจากความรัก ซึ่งวันจันทร์นี้ จะเดินทางไปที่โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช และแถลงข่าวชี้แจงเหตุการณ์ ให้ทุกคนทราบต่อไป เปิดใจสาวท้อง รู้สึกผิดที่ให้ฉี่สาวท้องทิพย์ สะเทือนใจเห็นหน้าเจ้าบ่าว ดราม่าล่าสุด! เจ้าสาวท้องทิพย์? ขโมยรูปอัลตราซาวด์จากอากู๋ พร้อมฉี่ปลอมเพื่อน

สาวเฝ้าดูแลต้นไม้มานานกว่า 2 ปี สุดท้ายตัดสินใจจะเปลี่ยนกระถางให้มัน เปิดออกมาแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง

สาวเฝ้าดูแลต้นไม้มานานกว่า 2 ปี สุดท้ายตัดสินใจจะเปลี่ยนกระถางให้มัน เปิดออกมาแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง เป็นเรื่องราวที่สร้างความประหลาดใจให้กับผู้ที่พบเห็นและชาวโซเชียลเป็นจำนวนมากเลยทีเดียว เมื่อผู้ใช้เฟซบุ๊กได้โพสต์ถึงเรื่องราวที่เธอได้ไปซื้อแคสตัสหรือไม้อิ่มน้ำ กระถางเล็กๆ ซึ่งเธอชอบเลี้ยงแคสตัสมากเป็นชีวิตจิตใจ เธอเฝ้ารดน้ำทุกวัน จนเมื่อเธอเจอกระถางใบใหม่และกำลังจะนำไปเปลี่ยนให้ เธอก็ต้องเสียใจทันที ซึ่งเธอได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุว่า… “ไม้อวบน้ำต้นเล็กๆ ต้นหนึ่งที่เธอซื้อมาตั้งแต่เมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว มันเป็นพืชที่ดูสวยงามมาก ใบดูอวบอ้วน สีสด จนเธอรู้สึกว่ามันคือต้นไม้ที่สมบูรณ์แบบ ไม้อวบน้ำที่เธอดูแลมันมานานราว 2 ปี”   เธอจึงต้องการที่จะดูแลมันให้ดีที่สุดเพื่อให้มันงดงามอยู่ตลอด ทั้งคอยรดน้ำอยู่ทุกวัน วางมันเอาไว้ตรงหน้าต่างในห้องครัวเพราะเธอจะได้มองเห็นมันได้ในทุกๆ เช้า เธอรักต้นไม้ต้นนี้มากขนาดที่ว่าหากมีใครมารดน้ำให้กับมันที่ไม่ใช่เธอ เธอก็จะแอบรู้สึกน้อยใจ เพราะเธออยากเป็นคนคนเดียวที่ได้ดูแลและเห็นการเติบโตของต้นไม้ต้นนี้ แต่แล้วที่ผ่านมาเธอก็รู้สึกว่ามันน่าจะถึงเวลาที่เธอต้องเปลี่ยนกระถางให้กับต้นไม้สุดที่รักแล้ว เพราะว่าเธอได้พบกับกระถางสวยๆ ที่เหมาะกับต้นไม้ของเธอเอามากๆ และนั่นก็ทำให้เธอได้รับรู้ความจริงว่า ต้นไม้ที่เธอเฝ้าดูแลรดน้ำมานานกว่า 2 ปี แท้จริงแล้วมันคือ “ต้นไม้ปลอม”

แฉกันชัดๆ เอกสารหลักฐานคดีทายาทกระทิงแดง พยายามปั้นเรื่องเพื่อพลิกคดี โยนความผิดไปให้ผู้ตาย

“รสนา” เปิดเอกสาร กมธ.สนช.ชี้ชัด “ธานี” นำทีมปั้นรายงานลดความเร็วรถ “บอส อยู่วิทยา” เพื่อขอความเป็นธรรม แต่ถูกอัยการสูงสุด 2 คนก่อนสั่งยุติทั้งหมด จน อสส.คนปัจจุบันเข้ามา มี “ไอ่โม่ง” นำรายงาน กมธ.สนช.มาปัดฝุ่นยื่นขอความเป็นธรรมอีกครั้ง นำไปสู่การใช้ “ดุลพินิจใหม่” จากหลักฐานเก่าที่เคยถูกตีตกไปแล้ว พลิกคดีเป็นสั่งไม่ฟ้อง เป็นกระบวนการสมคบคิดเพื่อตัดตอนไม่ให้ผู้ต้องหามีคดีติดตัว ด้วยอำนาจเงินและคอนเนกชันหรือไม่ ภายหลังจาก น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ได้ยื่นหนังสือขอเอกสารกรรมาธิการกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมและกิจการตํารวจ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เกี่ยวกับการพิจารณาเรื่องร้องขอความเป็นธรรมในคดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา ขับรถชนตำรวจเสียชีวิต ล่าสุด วันนี้ (15 ส.ค.) น.ส.รสนา ได้โพสต์ภาพเอกสารกรรมาธิการ สนช.ดังกล่าว พร้อมแสดงความเห็นทางเฟซบุ๊ก รสนา โตสิตระกูล ว่า “คดี วรยุทธ อยู่วิทยา คือ กระบวนการสมคบคิดตัดตอนคดี ใช่หรือไม่ “เอกสารรายงานบันทึกการประชุม และหนังสือนำส่งอัยการของคณะกรรมาธิการการกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม และกิจการตำรวจ สภานิติบัญญัติ (กมธ.สนช.) กรณีข้อร้องเรียนขอความเป็นธรรมในคดีของ นายวรยุทธ อยู่วิทยา ที่ดิฉันได้รับจากสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ประกอบด้วย รายละเอียดการประชุมของคณะกรรมาธิการที่พิจารณาการร้องขอความเป็นธรรมจากทนายของ นายวรยุทธ อยู่วิทยา และหนังสือนำส่งรายงานไปถึงอัยการสูงสุด และ อธิบดีอัยการ สำนักคดีอาญากรุงเทพใต้ สาระหลักในรายงานพิจารณาศึกษาสอบสวนข้อเท็จจริงเรื่องร้องเรียนของนายวรยุทธ อยู่วิทยา ของ กมธ.สนช.อยู่ที่การนำเสนอเรื่องความเร็วรถที่นายวรยุทธขับชน ดาบตำรวจ วิเชียร กลั่นประเสริฐ ถึงแก่ความตายว่าเป็นการขับในความเร็วไม่เกิน 80 กม./ชม. จึงไม่ใช่การขับรถโดยประมาทที่ทำให้ผู้อื่นเสียชีวิต แต่เป็นเหตุสุดวิสัยที่ผู้ตายขับรถสวนเลนเข้ามากะทันหัน พร้อมพยานบุคคลที่มายืนยันเรื่องความเร็วรถ ตามที่ปรากฏเป็นข่าว  หลังจากที่ กมธ.สนช.ประชุม และตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงของ นายวรยุทธ อยู่วิทยา เรื่อง ร้องขอความเป็นธรรมกรณีการใช้ดุลพินิจของพนักงานอัยการไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยมี นายธานี อ่อนละเอียด เป็นหัวหน้าคณะทำงาน การทำรายงานของ นายธานี อ่อนละเอียด คือ การแสดงหลักฐานว่าความเร็วรถที่นายวรยุทธ อยู่วิทยา ขับไม่เกินกฎหมายกำหนด และมีพยานบุคคล ทั้งนักวิชาการอย่าง ดร.สายประสิทธิ์ เกิดนิยม มาคำนวณความเร็วรถและพยานบุคคลอีก 2 คน ที่อ้างว่าเห็นเหตุการณ์ที่นายวรยุทธ ขับรถ 50-60 กม./ชม. หลังจากทำรายงานเสร็จประธานคณะกรรมาธิการ พล.ร.อ.ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ ได้ลงนามหนังสือนำส่งพร้อมรายงานไปถึงอัยการสูงสุด และ อธิบดีอัยการสำนักคดีอาญากรุงเทพใต้ ซึ่งมีหนังสือไปถึงอัยการสูงสุด และอธิบดีอัยการฯ 2 ครั้ง 1) ครั้งแรกเมื่อ 22 ธันวาคม 2559 ในหนังสือนำส่งอัยการสูงสุด และอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ พร้อมรายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องความเร็วของรถนายวรยุทธ อยู่วิทยา 2) ครั้งที่ 2 วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2561 หนังสือทวงถามผลการพิจารณาจากอัยการสูงสุด และ อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ เกี่ยวกับผลของคดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา 3) ต่อมาวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2561 อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ได้ตอบคณะกรรมาธิการ ว่า กรณีขอให้สอบสวนรองศาสตราจารย์ ดร.สายประสิทธิ์ เกิดนิยม ได้มีการสอบสวนเพิ่มเติมแล้ว และได้เสนอเอกสารทั้งหมดที่เกี่ยวข้องให้อัยการสูงสุดพิจารณา ซึ่งต่อมาอัยการสูงสุดได้พิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้ยุติเรื่องร้องขอความเป็นธรรม 4) ต่อมาวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 สำนักงานอัยการสูงสุด ได้ตอบคณะกรรมาธิการ สนช.โดยสรุปว่า อัยการสูงสุด (ร.ต.ต พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร) ได้พิจารณาความเห็นของรองศาสตราจารย์ ดร.สายประสิทธิ์ เกิดนิยม เห็นว่า เป็นข้อเท็จจริงใหม่ที่ยังไม่เคยพิจารณามาก่อน ส่วนหลักฐานอื่นได้พิจารณายุติไปแล้ว และเห็นว่าความเห็นของ ดร.สายประสิทธิ์ […]

1 2