สาวรัสเซีย ทิ้งสามีไปแต่งงานกับลูกเลี้ยง ที่เธอเลี้ยงมาตั้งแต่ 7 ขวบ

มารีน่า บาลมาสเชวา สาวรัสเซียวัย 35 ปี และ โววา ชาวีลิน สามีวัย 21 ปี ซึ่งทั้งคู่ไม่ใช่แค่คู่รักต่างวัยธรรมดาๆ แต่โววาเคยเป็น ลูกเลี้ยง ของเธอมาก่อน มารีน่า บาลมาสเชวา เธอแต่งงานกับอดีตลูกเลี้ยงวัย 20 ปี โดยฝ่ายชายนายโววาได้โพสต์รูปของเขาและภรรยาตอนที่ทั้งคู่เจอกันครั้งแรก โดยเขาอายุ 7 ปี และมาริน่าอายุ 22 ปี ก่อนหน้านี้มาริน่าอาศัยอยู่กับนายอเล็กซ์พ่อของนายโววา อายุ 45 ปี ก่อนทั้งคู่จะจบความสัมพันธ์กว่า 10 ปี และมาริน่าก็มาคบกับโววาแทน เธอให้สัมภาษณ์ว่า“คุณจะไม่เคยรู้เลยว่า ใครที่จะทำให้คุณยิ้มได้ ฉันรู้ว่าอาจจะมีคนบางส่วนที่ตัดสินเรา แต่ฉันก็มีความสุขดีนะ” มาริน่าบอกว่าตอนนี้เธออินเลิฟกับสามีของเธอมาก เธอยังได้ทำการรับเลี้ยงดูลูกๆ ของสามีเก่าเธออีก 5 คนด้วย นายอเล็กซ์ผู้เป็นพ่อให้สัมภาษณ์ว่า เขารู้สึกโกรธแค้นมากที่ทั้งคู่ทำแบบนี้กับเขา “มาริน่าหลอกลูกชายของฉันไป โววาไม่มีทางทำอะไรแบบนั้นแน่นอน ฉันยกโทษให้มาริน่าได้จะถ้าเธอไปหักหลังผมด้วยลูกชายตัวเอง” “เขายังไม่เคยมีแฟนมาก่อนเลย” “พวกเขาไม่อายที่จะมีเซ็กซ์ในบ้านฉันด้วยซ้ำ” มารินา เล่าว่า เธอได้แต่งงานกับอเล็กซ์ตอนโววา อายุได้ 7 ขวบ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อโววากลับมาพักที่บ้านช่วงปิดเทอมมหาวิทยาลัย ผ่านไปไม่กี่เดือนทั้งคู่ก็ได้จดทะบียนสมรสกัน และไม่นานมาริน่าก็ตั้งท้อง เมื่อเรื่องราวถูกเผยแพร่ออกไป ยอดติดตามของมาริน่าก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เธอให้สัมภาษณ์ว่า ตั้งแต่ที่ผู้คนรู้เรื่องของเธอ มาริน่าก็เข้าร้านเสริมสวยและคลินิกศัลยกรรมอยู่บ่อยๆ เพื่อให้ตัวเองดูสาวอยู่เสมอ มาริน่า เล่าว่า ความสัมพันธ์ของเธอแต่สามีเก่า (พ่อของโววา) เป็นความรักที่เหมือนการแสดง “ถามว่าฉันเสียใจไหมที่ทำลายรอบครัวแบบนี้ ตอบได้ว่ามันก็ทั้งใช่และไม่” มาริน่าตั้งท้องภายในระยะเวลาเพียง 1 เดือนหลังจากทั้งคู่ประกาศคบกัน เธอตั้งท้องได้ 12 สัปดาห์ มาริน่าบอกว่าเธอนั้นได้ก้าวผ่านปัญหาทางด้านอารมณ์ไปหมดแล้ว อย่างไรก็ตาม ชาวเน็ตจำนวนไม่น้อยเลยที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของเธอบ้างก็ว่าเป็นเรื่องผิดศีลธรรม บ้างก็ว่าเป็นความรักที่ไม่มั่นคง แต่เธอก็ไม่สนใจ เธอและโววาก็จะมุ่งหน้าหาเงินเพื่อมาดูแลลูกต่อไป           ภาพและข้อมูลจาก www.mirror.co.uk ,Khaosod 

แม่แท้ๆสุดทน!! เข้าแจ้งความแม่เลี้ยง

ลำปาง – แม่แท้ๆ สุดทน..ขึ้นโรงพักแจ้งความเอาเรื่องจนถึงที่สุด หลังรับลูกวัย 7 ขวบจากอดีตสามีที่แยกทางกันแล้วมาเที่ยวงานวันเด็ก เห็นรอยแผลเต็มตัวลูก เค้นถามจนลูกบอกถูกเมียใหม่พ่อตี ถามผู้เป็นพ่อบอกแค่..ห้ามแล้ว   ขณะนี้สังคมออนไลน์ของสังคมลำปาง ได้มีการแชร์โพสต์ของผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “พี่นุ่นคลเดิม” ที่เขียนข้อความว่า “พวกมึงต้องจิตใจเหี้..แค่ไหนถึงตีลูกกูได้ขนาดนี้ เรื่องนี้กูจะไม่ยอมจบ ลูกกูต้องไม่เจ็บตัวฟรีอีแม่เลี้ยงใจสัตว์” พร้อมกับลงรูปของลูกชายที่มีแผลรอยเขียวช้ำบริเวณหลังจำนวนมาก เอกสารการแจ้งความ พร้อมใบรับรองแพทย์โรงพยาบาลลำปาง ที่ระบุว่าบาดแผลตามร่างกายถูกของชนิดหนึ่งที่ไม่มีคมกระทบ หลังจากมีการแชร์ต่อโพสต์ดังกล่าวก็มีผู้ที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นกันจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่ต้องการให้ดำเนินคดีต่อคนที่ทำร้ายเด็กให้ถึงที่สุด ผู้สื่อข่าวได้สอบถามเจ้าของโพสต์ดังกล่าวคือ นุ่น แม่ของน้องต้นบุญ อายุ 7 ขวบ เด็กที่ถูกทำร้ายร่างกาย ซึ่งได้เล่าให้ฟังว่า ตนแยกทางกับสามีคือพ่อของน้องต้นบุญมากว่า 3 ปี และพ่อเด็กมารับลูกไปดูแลตั้งแต่น้องต้นบุญอายุได้ประมาณ 4 ขวบครึ่ง ตลอดเวลา 3 ปีครึ่ง พ่อเขาก็ดูแลลูกดีไม่มีปัญหา จนกระทั่งเดือนธันวาคม 63 พ่อเด็กแต่งงานใหม่ เวลาไปรับลูกมาเที่ยวก็เริ่มเห็นลูกมีรอยแผล ตอนแรกก็คิดว่าลูกซนตามประสาเด็ก เพราะแผลไม่มาก ประกอบกับลูกก็ไม่ได้บอกอะไรจึงไม่เอะใจ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 9 ม.ค. 64 ที่ผ่านมาไปรับลูกมาเที่ยววันเด็ก เห็นรอยแผลตามร่างกายมากขึ้นและเห็นชัด พยายามถามลูกว่าไปโดนอะไรมา ตอนแรกลูกก็ไม่ยอมบอก แต่ลูกมีอาการซึมๆ ไม่พูด ไม่ยอมกินข้าว ตนได้เค้นถามอยู่นานจนลูกยอมบอกว่าถูกแม่เลี้ยงใช้ไม้แขวนเสื้อตี ซึ่งลูกคงดื้อตามประสาเด็กเพราะสมาธิสั้นด้วย และแม่เลี้ยงก็ห้ามไม่ให้ลูกนำเรื่องนี้ไปบอกใคร “ขณะนี้ลูกก็อยู่กับเราเพื่อรักษาตัว เห็นลูกแล้วก็สงสารมาก และได้เข้าแจ้งความไว้ที่ สภ.เขลางค์นครแล้ว และนำลูกตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล และพบหมอจิตเวชเพื่อประเมินอาการของลูก เพื่อใช้ในการฟ้องศาลต่อไป”   ส่วนเมื่อเรื่องทางคดีเสร็จแล้ว ลูกก็คงต้องกลับไปอยู่กับพ่อเหมือนเดิม เพราะตนก็ไม่สามารถดูแลลูกได้ เนื่องจากต้องเดินทางไปต่างจังหวัดตลอด ส่วนตายายก็ป่วยจึงไม่สามารถเลี้ยงดูได้ ส่วนพ่อเด็กเองได้สอบถามไปแล้วก็ได้บอกเพียงว่าได้ห้ามภรรยาแล้วเท่านั้น

เพื่อนบ้านสุดทน พาเด็กชาย 8 ขวบ ไปรพ. หมอต้องเย็บแผลให้ที่หู-หน้าผาก ถูกแม่เลี้ยงใช้กระบองตี

วันที่ 23 ธ.ค.2563 ที่ สภ.เมืองฉะเชิงเทรา นางสุนันทา (สงวนนามสกุล) พาเด็กชาย อายุ 8 ปี เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน หลังจากที่ เด็กชายถูกแม่เลี้ยงทุบตีจนได้รับบาดเจ็บ โดย นางสุนันทา เพื่อนบ้าน เล่าเหตุการณ์ให้ฟังว่า ตนได้พักอาศัยอยู่ห้องเช่า ซึ่งใกล้เคียงกับห้องเช่าของ เด็กชายภายในซอยมหาจักรพรรดิ์ 9 อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา โดยเมื่อช่วงเช้า เด็กชายเดินมาที่บ้านตนเพื่อมาเล่นกับลูกสาวโดยมีผ้าปิดแผลที่หน้าผาก ด้วยความสงสัยจึงสอบถามเด็กชาย โดยเด็กชายเล่าให้ฟังว่า ถูกแม่ตีด้วยไม้กระบอง สาเหตุจากการที่แม่ถามแล้วไม่พูดเรื่องการเปิดโทรทัศน์และคิดว่าเด็กชายเอโกหก จึงถูกตีด้วยไม้กระบอจนบาดเจ็บที่หน้าผาก ด้านขวาแผลฉีกลึก ยาวประมาณ 3 ซม. และปลายหูด้านขวาฉีกขาด เมื่อตนเห็นแผลจึงพาไปที่โรงพยาบาลเพื่อทำการรักษา แพทย์ได้ทำการเย็บแผลที่หน้าผาก 2 เข็ม และ ที่ปลายหูขวาอีก 2 เข็ม รวม 4 เข็ม นางสุนันทาเล่าต่อว่า แม่ของเด็กนั้นไม่ใช่แม่แท้ๆ เนื่องจากพ่อแม่ของเด็กชายยังอยู่ในเรือนจำ จากคดียาเสพติด และมีแม่บุญธรรม รับเลี้ยงดูแลมาโดยตลอด ซึ่งตนก็เห็นเด็กชาย โดนตีมาโดยตลอดเช่นกัน แต่ครั้งนี้เกินจะรับไหวจึงนำเด็กชายเข้าแจ้งความ เบื้องต้น เจ้าหน้าที่บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้เข้าดำเนินการดูแลเด็กชายตามขั้นตอนของกฏหมาย ส่วนแม่เลี้ยงของเด็ก เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเรียกตัวมาสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป                   ข้อมูลจาก Khaosod

อนาถใจ! เด็กชายสองพี่น้อง ถูกพ่อ-แม่เลี้ยงทุบตี ก่อนหนีทิ้งให้อยู่ลำพัง วอนช่วยเหลือ

เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 63 นายสมโภชน์ ทองชู นายอำเภอปลายพระยา จ.กระบี่ นายแพทย์ณัฐพงษ์ ดูงาม ผู้อำนวยการโรงพยาบาลปลายพระยา และพระเมธีธรรมากร เจ้าอาวาสวัดเขาต่อ ได้เดินทางไปยังบ้านเลขที่ 402 หมู่ 2 บ้านนา ต.เขาต่อ ซึ่งเป็นบ้านของนายสุรัญ (ขอสงวนนามสกุล) เพื่อพบเด็กชาย 2 คนพี่น้อง นายสุรัญ ซึ่งเป็นปู่ของเด็ก กล่าวว่า ตนมีลูกชายคนหนึ่ง และเขาก็มีลูก 2 คน ก็คือ น้องเอ (นามสมมติ) อายุ 11 ปี และน้องบี (นามสมมติ) อายุ 9 ปี ต่อมาลูกชายคนตนก็มีเมียใหม่ ซึ่งเมียคนนี้ชอบทุบตีหลานทั้ง 2 คนเป็นประจำ โดยให้เหตุผลกับตนว่า เด็กไม่ยอมล้างจาน จึงไล่ตีจนมีแผลติดตัว “แต่ที่ยอมไม่ได้พ่อแท้ๆ กับแม่เลี้ยง ขนข้าวของย้ายออกจากบ้านไปกันจนหมดเกลี้ยง เหลือเพียงเสื้อผ้า และชุดนักเรียนของหลาน 2 คน แม้แต่ภายในห้องครัวของบ้าน ก็ไม่เหลือของกินไว้ให้เด็กกิน ซึ่งปู่เองก็ไม่ได้มีเงินมากมาย แต่จากนี้จะเลี้ยงหลานไว้เอง ส่วนตัวแม่เลี้ยงที่ทุบตีหลานๆ ปู่จะเข้าแจ้งความดำเนินคดีแน่นอน เพราะยอมรับไม่ได้” ด้านนายสมโภชน์ กล่าวว่า ตอนนี้ได้นำเอาข้าวสาร อาหารแห้ง และขนม มามอบให้กับครอบครัวของเด็ก เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น พร้อมรับปากหลังจากนี้จะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้ามาดูแลว่าจะช่วยเหลือเด็กๆ และครอบครัวอย่างไรได้บ้าง ในส่วนของพ่อ และแม่เลี้ยงของเด็ก ตอนนี้ยังไม่ทราบว่าย้ายออกไปอยู่ที่ไหน แต่จะสั่งการให้เจ้าหน้าที่ปกครอง ตรวจสอบและติดตามหาตัวให้เจอ เพื่อจะเชิญตัวมาพูดคุยทำความเข้าใจ เพราะเชื่อว่าพ่อและเด็ก ไม่น่าจะตัดขาดกันได้ จากการสอบถามเด็กในเบื้องต้น เด็กมีความประสงค์จะอยู่กับปู่ คือ นายสุรัญ และไม่ขอกลับไปอยู่กับครอบครัวของพ่อ และแม่เลี้ยง ในส่วนของสภาพจิตใจของเด็ก ได้ขอความร่วมมือกับโรงพยาบาลปลายพระยา อาจจะส่งนักจิตวิทยามาดูแลสภาพจิตใจของเด็ก รวมถึงหาทางช่วยเหลือในเรื่องการเรียนต่อไป โดยทราบว่าเด็กทั้ง 2 คน เรียนอยู่ที่โรงเรียนประจำใน อ.เขาพนม จ.กระบี่ และอีกคนเรียนอยู่โรงเรียนประจำใน จ.พังงา ทางเจ้าอาวาสวัดเขาต่อ จึงหารือกับผู้ปกครองว่าอาจจะให้เด็กบวชเป็นเณร เพื่อไปเรียนหนังสือกับทางวัด แต่ในตอนนี้จะขอให้ปู่ของเด็ก เป็นผู้อุปการะชั่วคราวก่อน    

ไม่พอใจกินข้าวช้า แม่เลี้ยงตีเด็ก 7 ขวบดับ พ่อกลัวถูกซ้อมไม่กล้าช่วยลูก

วันที่ 9 ส.ค. ไชน่าเพรส รายงานเหตุสะเทือนใจกรณี ทำร้ายร่างกายเด็ก ที่ลงเอยด้วยความสูญเสียใน ประเทศจีน หลังจากเด็กหญิงวัย 7 ขวบในมณฑลชานตง ถูก แม่เลี้ยงทุบตีทำร้ายร่างกายอย่างหนักจนเสียชีวิต เพียงเพราะไม่พอใจที่เด็กหญิงรับประทานอาหารช้า เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจนำกำลังจับกุมแม่เลี้ยงและกำลังเร่งสอบปากคำเตรียมดำเนินคดี ในวันเกิดเหตุ ด.ญ.กั๋ว โหมว นั่งรับประทานอาหารกลางวันพร้อมหน้าครอบครัว ก่อนที่แม่เลี้ยงขู่ว่าถ้ายังกินช้าแบบนี้จะต้องถูกลงโทษด้วยการตี ไม่นานนักแม่เลี้ยงก็ดึงตัวเด็กหญิงเข้าไปขังไว้ในห้องนอน และใช้ลวดเหล็กกระหน่ำตีเด็กหญิง ระหว่างนั้นผู้เป็นพ่อซึ่งมีประสบการณ์ลวร้ายถูกภรรยาทำร้ายร่างกาย เลยได้แต่ปล่อยให้ภรรยาทำร้ายลูกตัวเอง เมื่อการทุบตีจบลง พ่อของด.ญ.กั๋วเปิดประตูเข้าไปดูและพบว่าลูกสาวบาดเจ็บหนัก ร่างกายมีรอยช้ำเต็มไปหมด เลยต่อว่าและทะเลาะกับภรรยา จากนั้นผู้เป็นพ่อเดินออกไปนอกบ้านเพื่อสูบบุหรี่คลายเครียด เมื่อกลับเข้าบ้านไปอีกครั้ง แม่เลี้ยงยังคงไม่ยอมให้ผู้เป็นพ่อพาลูกสาวไปโรงพยาบาล กระทั่งเด็กหญิงอาการสาหัส นอนหายใจรวยระริน พ่อจึงรุดนำตัวส่งโรงพยาบาลท้องถิ่น แต่ไม่ถึง 10 นาที ด.ญ.กั๋วก็เสียชีวิตลงอย่างอนาถ รายงานระบุว่าพ่อของด.ญ.กั๋วหย่าจากภรรยาคนแรกตอนที่ด.ญ.กั๋วอายุเพียง 2 เดือน และเมื่อลูกสาวโตขึ้นก็คิดว่าลูกควรมีแม่คอยดูแล จึงตัดสินใจแต่งงานใหม่กับภรรยาคนที่ 2 แม้จะรู้ว่ามีประวัติทำร้ายร่างกายผู้อื่นก็ตาม ผู้เป็นพ่อยังกล่าวอีกว่า ภรรยาใหม่ทำโทษลูกสาวบ่อยครั้ง แต่ไม่เคยรุนแรงเหมือนครั้งล่าสุด

1 2