สลดใจ…!! แม่เฒ่าพบ”ทารกแรกเกิด”เพศหญิง ถูกทิ้งในพงหญ้า

สลดใจ แม่เฒ่าพบ”ทารกแรกเกิด”เพศหญิง ถูกทิ้งในพงหญ้าหน้าบ้าน รีบโทรศัพท์แจ้งกู้ชีพมารับเด็กส่งตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล ด้านตำรวจ เร่งแกะรอยวงจรปิด ล่าตัวพ่อแม่ใจยักษ์ วันที่ 18 กย 62 เวลา 14:10 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้รับแจ้งจากว่ามีทารกถูกทิ้งไว้ภายในซอยหนองยายบู่ ซอย 3 บริเวณหน้าบ้านของ นางทองปลิว ดัดผ่อง อายุ 63 เลขที่ 103 ม.10 ต.หนองขาม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี จึงได้เดินทางไปตรวจสอบ ที่เกิดเหตุพบนางทองปลิว เจ้าของบ้านได้พาผู้สื่อข่าวไปดูจุดที่พบทารกแรกเกิดเพศหญิง ซึ่งอยู่ในสภาพ สายสะดือยังติดอยู่ มีเศษดินเศษหญ้าติดตามลำตัวและใบหน้า ด้านนางทองปลิว กล่าวว่า เมื่อ ช่วงเวลาประมาณตีสามกว่าๆ ตนได้ยินเสียงเด็กร้องที่แรกคิดว่าเป็นเสียง แมว จึงไม่ได้คิดอะไร สักพักได้ยินเสียงร้องดังขึ้นเรื่อยๆ จึงนำไฟฉายเดินออกมาดูในพงหญ้า ก็พบว่าเป็น ทารกแรกเกิดเพศหญิงวางโดยไม่มีผ้าห่ม มีเลือด และมีสายสะดืออยู่ไม่มีผ้าห่ม จึงตะโกนเรียก ญาติๆ ให้ มาดู และอุ้มขึ้นมา เอาผ้าห่มเด็กมีร่างสมบูรณ์น้ำหนักเด็กประมาณ 2.5 กิโลกรัม จากนั้นโทรศัพท์แจ้งศูนย์ กู้ชีพชลบุรี แจ้งเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา มารับไปตรวจสุขภาพ ล่าสุดเจ้า หน้าที่โรงพยาบาลแจ้งมาว่าเด็กมีร่างกายมีสมบูรณ์ทุกอย่างสร้างความโล่งใจแก่นางทองปลิว และญาติๆ เบื้องตนเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าตรวจสอบที่บริเวณจุดเกิดเหตุแล้ว หลังจากนี้จะให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน ลงพื้นที่ติดตามตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด ตามเส้นทางดังกล่าว เพื่อติดตามพ่อแม่ใจร้าย ที่นำเด็ก ทารกแรกเกิดมาทิ้งไว้ “รอดปลอดภัยแล้วนะหนูน้อย” **************************** (ขอขอบคุณเรื่องจาก ศรีราชาชลบุรี)

ภาพประทับใจ!! ดอกบัวที่เหี่ยวจากเปลวแดด

ภาพประทับใจ!! ดอกบัวที่เหี่ยวจากเปลวแดด ในมือของแม่เฒ่า ที่สุขล้นเบิกบาน คงไม่มีใครในประเทศไทยที่จะไม่เคยเห็นภาพสุกประทับใจภาพนี้ เพราะนี่คือภาพประวัติศาสตร์ที่ปรากฏ อยู่บนหลังธนบัตรของไทยมาอย่างยาวนาน เมื่อเพจ The King of Thailand. ได้เผยแพร่เรื่องราวของภาพ ประวัติศาสตร์นี้ ว่าได้ขึ้นมาอยู่บนธนบัตรด้วย โดยระบุข้อความว่า ยายอยู่บนธนบัตรด้วยนะ เรื่องราวของยายกลายเป็นเรื่องเล่าจากรุ่นสู่รุ่นผ่านภาพประวัติศาสตร์ภาพนี้ แม่เฒ่าตุ้ม จันทนิตย์ วัย ๑๐๒ ปี แห่ง จังหวัดนครพนม ขอให้หลานอุ้มใส่รถลากเฝ้ารับเสด็จพร้อมดอก บัวสีชมพู เปลวแดด แผดเผาจนดอกบัวสายเหี่ยวโรย แต่หัวใจภักดีของหญิงชรายังคงเบิกบาน เมื่อเสด็จ มาถึงตรงหน้า แม่เฒ่าชราก็ยกดอกบัวขึ้นจบเหนือศีรษะแสดงความจงรักอย่างสุดซึ้ง วันที่ ๑๓ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๙๘ หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ และสมเด็จ พระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถได้เสด็จพระราชดำเนินไปปฏิบัติพระราชกรณียกิจ เยี่ยมเยือนพสกนิกรในภาค อีสาน รวมถึง ชาว จังหวัดนครพนม โดยหลังจากทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ณ วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหารเสร็จ สิ้นในช่วงเช้า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ก็ได้ประทับแรมที่พิพิธ ภัณฑ์จวนผู้ว่าฯ หลังเก่า ราษฎรที่รู้ข่าวก็พากันอุ้มลูกจูงหลานหอบกันมาเฝ้ารับเสด็จที่ริมถนนกันอย่างเนืองแน่น แม่เฒ่าตุ้ม จันทนิตย์ วัย ๑๐๒ ปี ก็ได้ขอให้หลานอุ้มใส่รถลาก เพื่อไปรอเฝ้ารับเสด็จฯ ตรงสามแยกชยางกูร เรณูนคร ห่างจากบ้าน ๗๐๐ เมตร โดยแม่เฒ่าตุ้มได้เตรียมดอกบัวสายสีชมพูจำนวน ๓ ดอกเพื่อรอรับเสด็จ ลูกหลานก็ได้พาแกออกไปรอที่แถวหน้าสุด เพื่อให้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทที่สุด เปลวแดดร้อนแรงตั้งแต่ เช้าจนสาย เที่ยงจนบ่าย แผดเผาจนดอกบัวสายเหี่ยวโรย แต่หัวใจภักดีของหญิงชรายังคงเบิกบาน เมื่อเสด็จ มาถึงตรงหน้าแม่เฒ่าชราก็ยกดอกบัวสายเหี่ยวแห้งโรยราสามดอกขึ้นจบเหนือศีรษะแสดงความจงรักอย่างสุดซึ้ง พระเจ้าแผ่นดินทรงโน้มพระองค์อย่างต่ำที่สุด จนพระพักตร์แนบชิดกับศีรษะของแม่เฒ่า แย้มพระสรวลอย่าง เอ็นดูพระหัตถ์แตะมือกร้านคล้ำของเกษตรกรชราชาวอีสานอย่างอ่อนโยน ไม่มีใครรู้ว่าทรงกระซิบคำใดกับแม่เฒ่า แต่แน่นอนว่าแม่เฒ่าไม่มีวันลืมเช่นเดียวกับที่ในหลวงไม่ทรงลืมราษฎรคนสำคัญที่เข้าเฝ้าริมถนนในวันนั้น หลังจากที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินกลับกรุงเทพฯ สำนักพระราชวังได้ส่งภาพรับเด็จของแม่เฒ่าตุ้ม พร้อมพระบรมรูปหล่อด้วยปูนพาสเตอร์ผ่านมาทางอำเภอธาตุพนมให้แม่เฒ่าตุ้มเก็บไว้เป็นที่ระลึก นับเป็น พระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ดอกไม้แห่งหัวใจ เป็นภาพความประทับใจอย่างสุดซึ้งในพระจริยาวัตรอันงดงามของพระองค์ที่ติดตราตรึง ใจของพสกนิกรชาวไทยตราบนานเท่านาน ยากที่จะลืมเลือน   *************************** (ขอขอบคุณเรื่องจาก The King of Thailand)

6 พิตบูลรุมขย้ำแม่ เผยปมมรณะก่อนตาย “อุ้มหมาเพื่อนบ้าน”

ผู้สื่อข่าวได้สอบถาม พ.ต.อ.สิริภพ อนุศิริ ผกก.สภ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ถึงความคืบหน้ากรณี นางบุญมา อายุ 75 ปี ถูกสุนัขพันธุ์พิตบูลจำนวน 6 ตัวที่เลี้ยงไว้ในบ้านรุมกัดจนเสียชีวิตหน้าบ้าน เหตุเกิดเวลา 15.00 น.วันที่ 19 มี.ค.62 ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น พิตบูลฝูงนรก 6 ตัว รุมขย้ำกัดแม่เฒ่าร่างเหวอะ ขาดใจตายคาหน้าบ้าน พ.ต.อ.สิริภพ อนุศิริ ผกก.สภ.บางบัวทอง เปิดเผยว่า บ้านหลังดังกล่าวอาศัยกันอยู่ 4 คน คือนางบุญมา ผู้เสียชีวิต ลูกสาว ลูกเขย และหลานสาว อาศัยอยู่ประจำ วันเกิดเหตุลูกสาวให้การว่าหลังปล่อยสุนัขและให้อาหารสุนัขทั้ง 6 ตัวเสร็จ ผู้เสียชีวิตจะชอบเดินออกไปนอกบ้านเพื่อไปคุยกับเพื่อนบ้าน ประกอบกับเป็นคนรักสุนัขจึงชอบไปเล่นกับสุนัขเพื่อนบ้าน มีการนำมาอุ้ม เมื่อกลับมาที่บ้านคาดว่าน่าจะมีกลิ่นสุนัขตัวอื่นติดตัวมา รวมทั้งวันเกิดเหตุอากาศร้อน พิตบลูทั้ง 6 ตัวน่าจะหงุดหงิด ขณะเดียวกันผู้เสียชีวิตน่าจะหกล้มจึงทำให้สุนัขทั้ง 6 ตัวตกใจวิ่งเข้ารุมกัดจนเสียชีวิต สำหรับสุนัขทั้ง 6 ตัวลูกสาวผู้เสียชีวิตยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อ เนื่องจากเลี้ยงมาตั้งแต่เล็กๆ ทางด้านคดีอยู่ระหว่างสอบปากคำพยานทั้งหมด ยังไม่ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหา เนื่องจากเป็นสุนัขในบ้านกัดเจ้าของบ้านเอง จึงยังไม่สามารถแจ้งข้อกล่าวหาได้ พร้อมฝากเตือนประชาชนที่เลี้ยงสุนัขที่มีลักษณะดุร้าย หมั่นดูแลสุขภาพจิต และเอาใจใส่ให้มากในช่วงหน้าร้อน สุนัขอาจหงุดหงิดและเครียดอาจทำให้ไปก่อเหตุกับบุคคลอื่นหรือคนในบ้าน รวมทั้งที่ต้องระมัดระวังคือเด็กเล็กๆ ด้วย

สลด แม่เฒ่าวัย 84 ปี ขึ้นสะพานลอยไม่ไหว ข้ามถนนถูกรถชนดับคาที่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (21 มิ.ย.) เมื่อเวลา 13.30 น. สภ.คูคต จ.ปทุมธานี รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถยนต์ชนคนข้ามถนนเสียชีวิต เหตุเกิดหน้าปากซอยชุมชนพระสิทธ์ ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี จึงไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมแพทย์เวรจาก รพ.ภูมิพลอดุลยเดช และอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู ที่เกิดเหตุพบรถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุสีขาวทะเบียน 5 กส – 4397 กทม. จอดนิ่งอยู่เลนส์ขวาสุดไฟด้านซ้ายแตกฝากระโปรงยุบ ห่างไป 10 เมตร พบผู้เสียชีวิตเป็นหญิงหนึ่งรายนอนคว่ำหน้าเสียชีวิตอยู่กลางถนน ลักษณะใส่เสื้อคอกลมลายดอกแขนสั้น กางเกงวอร์มขาสั้นสีน้ำเงิน ทราบชื่อต่อมา น.ส.ทองสุข อายุ 84 ปี โดยเสียชีวิตอยู่ห่างจากสะพานลอยประมาณ 5 เมตรเท่านั้น จากการสอบถาม นายวัชรพงษ์ อายุ 38 ปี ผู้ขับขี่รถ ให้การว่า ตนเองออกมาจากคลองสองลำลูกกาเพื่อจะไปที่ย่านคลองสามลำลูกกา เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุตนไม่เห็นผู้เสียชีวิตเดินข้ามถนน เพราะตนมาเลนขวาสุด เห็นแต่รถเลนกลางหักหลบไปทางซ้าย และจู่ๆ ผู้เสียชีวิตก็ได้ข้ามมาเลนตนอย่างกระชั้นชิดไม่สามารถเบรกรถได้จึงชนเข้าอย่างแรง หลังเกิดเหตุ นายรุ่งเจริญ อายุ 54 ปี ลูกชายผู้เสียชีวิต ที่พักอาศัยอยู่ในชุมชนพระสิทธ์ เมื่อรู้ข่าวก็รีบออกมาดู เล่าว่า แม่เดินทางมาจากบางบัวทองมาหาตนเมื่อเช้า ก่อนกลับแม่ตนเป็นลมไปแล้วครั้งหนึ่ง ตนก็ได้ให้แม่พักผ่อนกับตนก่อน แต่พอมาช่วงบ่ายแม่ตนจะกลับไปหาน้องสาว จึงเดินออกมาขึ้นรถโดยสาร คาดว่าแกคงเดินขึ้นสะพานลอยไม่ไหว จึงได้ข้ามถนนและมาถูกรถยนต์ชนเสียชีวิตทางด้าน ร.ต.อ.รพีพงศ์ บุญพัวพันธ์ รอง.สว.สอบสวน สภ.คูคต นั้นได้บันทึกถ่ายภาพไว้เป็นหลักฐาน พร้อมกับเชิญตัวผู้ขับขี่รถคันดังกว่ามาสอบสวนเพิ่มเติมที่ สภ.คูคต พร้อมกับนำรถยนต์คันเกิดเหตุตรวจสภาพรถ โดยยังไม่แจ้งข้อกล่าวหากับผู้ขับขี่ เพราะยังสอบสวนไม่เสร็จสิ้น ทั้งนี้ จะมอบให้ พรบ.ประกันภัย ดูแลในส่วนต่างๆ ก่อน และจะเรียกทั้งสองฝ่ายมาตกลงกันอีกครั้ง ส่วนผู้เสียชีวิตนั้นส่งมอบให้ทางมูลนิธิร่วมกตัญญูส่งชันสูตรที่ รพ.ภูมิพลอดุลยเดช ก่อนที่จะมอบให้ญาตินำไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป