เอกสารหลุด ! โรงแรม…ฉีดไฟเซอร์เข็ม3 ให้พนักงาน ในขณะที่ด่านหน้ายังได้กันไม่ครบ

จากกรณีที่เพจ CSI LA ออกมาแฉข้อมูล โดยระบุว่า เอกสารหลุด  พนักงานโรงแรมแห่งหนึ่งย่านถนนวิทยุ ได้ฉีดไฟเซอร์กันหมดทุกคน ในขณะที่ด่านหน้ายังได้กันไม่ครบ แต่มีกลุ่มใหม่มาอีกแล้ว อาทิตย์นี้น่าจะมีอีก 100 กว่าคน แถมมีการสั่งห้ามเอาข้อมูลการฉีดมาลง Facebook ข่าวอื่นๆเพิ่มเติม เอกสารหลุด ! พนักงานโรงแรมดัง ได้ฉีดไฟเซอร์ แย่งด่านหน้าอีกแล้ว ! โรงแรมดังโคราช ประกาศขาย 250 ล้าน เซ่นพิษโควิด โดยในข้อมูลดังกล่าวได้มีการระบุรายชื่อของพนักงานจำนวน 69คน โดยหัวกระดาษระบุข้อมูลว่า “รับเข็ม 3 Pfizer” ซึ่งตำแหน่งระบุว่าคนที่ได้ฉีดมีตั้งแต่หัวหน้าแม่บ้าน ไปจนถึงผู้จัดการ หัวหน้างาน และยังได้มีการเผยภาพแชทกลุ่มที่ระบุว่า ได้มีการฉีดวัคซีนแล้ว โดยยังมีข้อความระบุอีกว่า “ฝากทุกคนอย่างลง Social Mediaทุกชนิด” และยังได้มีการส่งข้อความมาอีกว่า “ขอย้ำ ห้ามลงเฟซบุ๊กทุกกรณี ผู้ฉีดเข็ม 3” ทั้งนี้“ฐานเศรษฐกิจ”ได้ตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวแล้วพบว่าเป็นเรื่องจริง โดยโรงแรมดังกล่าว คือ โรงแรมเมอเวนพิค บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท แอนด์ สปา กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นโรงแรมของบริษัทกรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด หรือBDMS ล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ”ได้ติดต่อสอบถามไปยังโรงแรมเมอเวนพิค บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท แอนด์ สปา กรุงเทพฯ ต่อเรื่องที่เกิดขึ้น โดยได้รับคำชี้แจงจากทางโรงแรมเพียงสั้นๆว่า In response to COVID-19, Mövenpick BDMS Wellness Resort Bangkok is operating as an Alternative Quarantine Facility. We are proud to be playing our part to protect our local community during this time. For privacy reasons, we are not able to comment on the personal health information of our team. ในช่วงสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 โรงแรมเมอเวนพิค บีดีเอ็มเอส กรุงเทพฯ รีสอร์ท ได้ให้บริการเป็นโรงแรมสถานที่กักตัวทางเลือก (Alternative Quarantine) เราภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการปกป้องชุมชนของเราในช่วงเวลานี้ เนื่องด้วยเหตุผลเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เราจึงไม่สามารถให้ความเห็นเกี่ยวกับข้อมูลด้านสุขภาพส่วนตัวของทีมงานได้

แนวทางปฏิบัติ และเอกสารรับรองความจำเป็น ที่ใช้ในการเดินทางงออกนอกพื้นที่จังหวัดควบคุมสูงสุดและเข้มงวด

แนวทางปฏิบัติการตรวจคัดกรองการเดินทางออกนอกพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดสำหรับพื้นที่ควบคุมสูงสุด 5 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดสมุทรสาคร ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ดังนี้ 1.สำหรับบุคคลทั่วไป ให้แสดง “เอกสารรับรองความจำเป็น” โดยยื่นคำขอต่อ กำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน ในพื้นที่ที่ตนอาศัยอยู่      1.1 แบบคำขอเอกสารรับรองความจำเป็นในการเดินทางออกนอกพื้นที่จังหวัดควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 1.2 เอกสารรับรองความจำเป็นในการเดินทางออกนอกพื้นที่จังหวัดควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 2. กรณีผู้ประกอบการ/นายจ้าง/บริษัท/หัวหน้าหน่วยงานของภาครัฐ ให้แสดง “เอกสารรับรองความจำเป็น” โดยยื่นคำขอต่อนายจ้างที่ตนทำงานอยู่   2.1 เอกสารรับรองความจำเป็นในการเดินทางออกนอกพื้นที่จังหวัดควบคุมและเข้มงวด (กรณีสถานประกอบการ) 2.2 แบบคำขอเอกสารรับรองความจำเป็นในการเดินทางออกนอกพื้นที่จังหวัดควบคุมสูงสุดและเข้มงวด  หมายเหตุ ผู้ที่ต้องเดินทางข้ามจังหวัดต้องติดตั้งและใช้ระบบแอปพลิเคชั่น “หมอชนะ” ของผู้เดินทาง ท่านสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน “หมอชนะ/MorChana” ทั้งบนระบบปฏิบัติการ iOS และ Android ได้ทาง https://morchana.app.link/download

ศาลรัฐธรรมนูญ ออกเอกสารชี้แจง ความคิดเห็นของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับคดีทายาทกระทิงแดง

วันที่ 26 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลรัฐธรรมนูญ ออกเอกสารชี้แจง ตามที่ปรากฏข่าวต่อสาธารณะทางสื่อต่างๆ เกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็นทางคดีความที่กำลังเป็นที่สนใจของสังคม เมื่อวันที่ 25 ก.ค. ซึ่งกรณีดังกล่าวมีข้อความสำคัญบางส่วนที่อาจสื่อให้เกิดความเข้าใจว่า เป็นการแสดงความคิดเห็นจากข้อเขียนของ นายทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ขอเรียนชี้แจงว่า ข่าวดังกล่าวยังมีความคลาดเคลื่อนในสาระสำคัญเกี่ยวกับที่มาของข้อความ เพื่อความเข้าใจในข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง สำนักงานฯ จึงขอเรียนมาเพื่อโปรดทราบว่า ความคิดเห็นดังกล่าวได้รับการยืนยันจาก นายทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ว่า เป็นความคิดเห็นที่มีที่มาจากข้อเขียนทางวิชาการของ ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ มิใช่ความคิดเห็นที่เป็นข้อเขียนของนายทวีเกียรติ และไม่มีความเกี่ยวข้องกับภารกิจของศาลรัฐธรรมนูญ และสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด จึงเรียนชี้แจงมาเพื่อโปรดทราบโดยทั่วกัน  

อย่าหลงเชื่อข่าวลือ จากการแชร์ภาพเอกสารด่วนจากกระทรวงมหาดไทย รัฐบาลยันยังไม่มีการประกาศเคอร์ฟิว 24 ชั่วโมง

จากเหตุการณ์ที่มีการแชร์ภาพเอกสารด่วนจากกระทรวงมหาดไทยที่ส่งถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเรื่องการเตรียมการยกระดับมาตรการคุมเข้มสถานการณ์โควิด-19 อาจก่อให้เกิดความแตกตื่นและข่าวลือที่ว่ารัฐบาลอาจจะประกาศปรับเวลาเคอร์ฟิวจาก 22.00 น. – 04.00 น.​ ของทุกวัน เป็นการเคอร์ฟิว 24 ชั่วโมง ล่าสุด นายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกประจำศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ได้ยืนยันผ่านแถลงการณ์ในวันนี้แล้วว่ายังไม่มีการประกาศเคอร์ฟิว 24 ชั่วโมง ณ ตอนนี้ นายแพทย์ทวีศิลป์ได้กล่าวว่าจดหมายราชการดังกล่าวได้ออกถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อเน้นย้ำในการยกระดับในการรับมือสถานการณ์อย่างรัดกุมและเข้มข้นมากขึ้น และหากยังได้รับความร่วมมือจากประชาชนเป็นอย่างดี ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องบังคับใช้เคอร์ฟิว 24 ชั่วโมงตามข่าวลือดังกล่าว ทั้งนี้ ศบค. เน้นย้ำเรื่องการเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องในสถานการณ์ฉุกเฉินเช่นนี้ ขอให้ประชาชนทุกคนรับข่าวสารจากแถลงการณ์ของรัฐบาลเป็นหลัก อย่าส่งต่อข้อมูลที่ผิดเพราะอาจก่อให้เกิดความตื่นตระหนกและถือเป็นการกระทำผิดทางกฎหมาย อาจถูกดำเนินคดีได้

ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แนะนำการปฏิบัติตัวของประชาชนหลังมีการประกาศเคอร์ฟิว

โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แนะนำการปฏิบัติตัวของประชาชนหลังมีการประกาศเคอร์ฟิว ซึ่งออกตามความใน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แนะปรับตัว หากจำเป็นออกจากบ้านได้ และต้องมีเอกสารหลักฐานให้ตรวจสอบ วันที่ 3 เม.ย.2563 พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวในการแถลง สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ว่า สืบเนื่องจากมีการออกข้อกำหนดห้ามมิให้มีการออกนอกเคหสถานระหว่างเวลา 22.00 น. ถึง 04.00 น. ของวันรุ่งขึ้นทั่วราชอาณาจักร เว้นผู้ที่มีเหตุจำเป็น โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 เม.ย.เป็นต้นไปจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง หรือเรียกกันว่า CURFEW พล.ต.ท.ปิยะ กล่าวว่า ข้อกำหนดดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมการระบาด และลดการสัญจรของพี่น้องประชาชน ขอให้พี่น้องประชาชนอย่าได้ตื่นตระหนก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอเรียนชี้แจงทำความเข้าใจดังนี้ แนวทางการปฏิบัติของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ คือ 1) เพิ่มความเข้มในการบังคับใช้กฎหมาย กับผู้ที่ยังกระทำความผิดตามข้อกำหนดใน พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ , พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ , พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการฯ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 โดยประสานการปฏิบัติกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะ การบิดเบือนข้อมูล การหลอกลวง การกักตุนสินค้า และการขายสินค้าเกินราคา เพื่อไม่ให้เป็นการซ้ำเติมประชาชน 2) ยกระดับ จุดตรวจควบคุมการแพร่ระบาดระหว่างจังหวัดหรือกรุงเทพมหานคร จำนวนกว่า 400 แห่ง ทั่วประเทศ เป็นจุดตรวจเข้มแข็ง/จุดตรวจเคลื่อนที่/สายตรวจชุดเคลื่อนที่เร็ว กระจายไปในทุกหมู่บ้าน/ตำบล เพื่อ • ป้องกันปราบปรามอาชญากรรมและผู้กระทำความผิด • ควบคุมการเดินทางเฉพาะเท่าที่จำเป็น • และมีการร่วมปฏิบัติจากทุกฝ่ายทั้งตำรวจ ฝ่ายปกครอง สารวัตรทหาร และ กอ.รมน.จังหวัด เพื่อเสริมการทำงานของหน่วยงานด้านสาธารณสุขในการคัดกรองคนในพื้นที่ กระจายครอบคลุมทั่วประเทศ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เตือนว่าผู้ที่ยังคงฝ่าฝืน พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ยังรวมกลุ่มมั่วสุม เสพยาเสพติด เล่นการพนัน รวมกลุ่มแข่งรถในทาง ลักลอบเปิดสถานบริการ กักตุนสินค้าบริการ การให้กู้ยืมเงินเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด หรือการหลอกลวงประชาชนในรูปแบบต่างๆ ว่า รัฐบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถือเป็นความสำคัญและจำเป็นเร่งด่วน ที่จะต้องดำเนินการให้เป็นเยี่ยงอย่าง โดยพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการ ไปยังทุกสถานีตำรวจ ให้ดำเนินการด้วยความรวดเร็ว และให้รีบเสนอสำนวนมีความเห็นเสนอพนักงานอัยการสั่งฟ้องต่อศาล ขอให้ศาลลงโทษในสถานหนักและไม่รอการลงโทษ ในส่วนของกลางขอให้ศาลมีคำสั่งริบตามกฎหมายและผู้กระทำความผิดที่มีประวัติเกี่ยวกับการกระทำความผิดในลักษณะดังกล่าวมาก่อน ขอให้ลงโทษสถานหนักด้วย พล.ต.ท.ปิยะ กล่าวขอความร่วมมือประชาชนทุกคนไม่ออกนอกเคหสถานระหว่างเวลา 22.00 น. ถึง 04.00 น. เว้นมีเหตุจำเป็น สำหรับในกรณีจังหวัดที่มีการออกประกาศ สั่ง ห้าม เตือน หรือแนะนำอื่นใดในลักษณะเดียวกันที่เข้มงวดหรือเคร่งครัดกว่านี้ให้ปฏิบัติตามประกาศหรือคำสั่งนั้นด้วย ทั้งนี้ มีข้อยกเว้นให้แก่ 1.ผู้ปฏิบัติงานด้านการแพทย์ 2.ผู้ปฏิบัติงานด้านการธนาคาร 3.การขนส่งสินค้าอุปโภคบริโภค ผลผลิตการเกษตร 4.การขนส่ง ยา เวชภัณฑ์ เครื่องมือแพทย์ 5.การขนส่งหนังสือพิมพ์ 6.การขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง 7.การขนส่งพัสดุภัณฑ์ 8.การขนส่งสินค้าเพื่อการนำเข้าหรือส่งออก 9.การขนย้ายประชาชนไปสู่ที่เอกเทศ 10.การเข้าออกเวรทำงานผลัดกลางคืนตามปกติ 11.การเดินทางมาหรือไปท่าอากาศยาน 12.เป็นเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานของทางราชการหรือผู้ที่มีเหตุจำเป็นอื่นๆ โดยได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ผู้ที่ฝ่าฝืน จะมีอัตราโทษ จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ยังจะต้องมีความผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องอีกด้วย จึงขอให้ทุกคนปฏิบัติตามมาตรการและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เพื่อควบคุม ป้องกันและลดการแพร่ระบาดของโรคให้ได้โดยเร็ว

1 2