แม่เผยเรื่องราวสุดขนลุก เห็บป่าเข้าหูลูกออกไข่ยั้วเยี้ย จนทำลายเส้นประสาท เป็นอัมพาตไปครึ่งหน้า

แค่เห็นก็ขนลุกแล้ว กับภาพเห็บป่ายั้วเยี้ยเต็มรูหู ทำให้สยองขนลุกไปทั้งหลังเลยทีเดียว ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ ชไมพร อุดมคติ ได้มีการโพสต์ภาพลูกสาว ที่ใบหน้าเกิดความผิดปกติ เนื่องจากมีเห็บป่าเข้าไปในหู โดยเธอได้เล่าว่า เห็บป่าเข้าหูออกลูกเต็มหูทำให้เส้นปลายประสาทอักเสบตอนนี้เป็นอำมพาตไปครึ่งหน้า บอกแต่คันหูมีฟอง ใช้คัตเตอร์ปั่นหูวันที่3เลยเอาไฟส่งดูเห็นตัวแต่ลึกมากเลยใช้นำ้มันมะพร้าวผสมกับเหลืองปั่นหยอดหู6โมงเย็น2ทุ่มตัวแม่คลานออกมาตัวกลมดำปี๋เลยเช้ามาน้องกูลพี่อีฟยิ้มปากเบี้ยวคิ้วก็เอียงเลยพาไปหากหมอเฉพาะทางส่องกล้องทั้งตัวใข่เต็มหูเลย ทั้งนี้ ก็ได้มีญาติเผยอีกว่า เห็บที่เข้าหูน้องอีฟเป็นเห็บป่านะคะ คนละชนิดกับเห็บบ้าน เห็บหมาแมวที่เราเห็นกันปกติ เห็บป่าจะอยู่กับป่าเลย จะอยู่กับตัวสัตว์ป่า บ้านอยู่ติดกับสวนไม่สามารถเกิดได้ หมอคาดว่าน้องอาจจะออกไปไหนมาประกอบกับช่วงนี้ลมแรงทำให้พัดตัวเห็บเข้ามาในหูได้ แก้วหูชั้นในน้องอีฟช้ำมากมีเลือดออก ทำให้ปลายเส้นประสาทอักเสบแล้วมีอาการแบบที่เห็น วันนี้หาหมอเช็คซ้ำคือไข่เห็บไม่มีแล้ว แต่เเก้วหูชั้นในยังอักเสบเยอะมาก ต้องใช้ระยะเวลาในการรักษา ได้ยากระตุ้นประสาทมาเพิ่มเพราะเส้นประสาทบางส่วนใช้งานไม่ได้แล้ว อีก 3 วันหมอนัดอีกทีค่ะ

คลิปชวนขนลุก หมอใช้เครื่องมือคีบเห็บรถถัง ออกมาจากหูของคนไข้

งานนี้แค่เห็นก็ขนลุกแล้ว เมื่อสมาชิกเฟซบุ๊ก Piradee Chanmonthon โพสต์คลิปวิดีโอและข้อความระบุว่า “เลี้ยงสุนัขต้องระวังกันหน่อย ยังดิ้นอยู่เลยค่ะ” โดยในคลิปจะเห็นว่าคุณหมอได้ใช้เครื่องมือคีบเห็บรถถังในหูคนไข้ โดยอาการเบื้องต้นที่พบคือ ปวดหูมากเหมือนมีอะไรขยับอยู่ในหู คนกลัวเห็บคงขนลุกกันเป็นแถว เมื่อก่อนมีคนบอกเห็บเข้าไปอยู่ในตัวคนไม่ได้หรอก ดูคลิปนี้แล้วต้องปรับความเข้าใจใหม่ซะนะ ยังดิ้นดุ๊กดิ๊กอยู่เลย

อุทาหรณ์ ผู้ที่ชอบเอาสุนัขมานอนข้างตัว ควรตรวจสอบเห็บหมัดของสุนัข

คลิปวิดีโอทางการแพทย์ดูแล้วขนลุกโดยเป็นเหตุการณ์ที่หมอประเทศมาเลเซียดึงเห็บหมัด ที่มาจากสุนัขออกจากคนไข้ ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจากการคลุกคลีอยู่กับสุนัข ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นการนอนร่วมเตียงเดียวกับสุนัขที่ไม่ได้ทำความสะอาด อย่างไรก็ตามเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นได้บ่อยถ้าหากว่าผู้ที่เลี้ยงสุนัขนั้นนอนแยกกับสุนัขเพื่อสุขอนามัยของตนเอง และจะได้ ไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก