หมอเพจดัง เห็นต่างกับแถลงการณ์ ‘บิ๊กตู่’ เสนอ ต้องล็อกดาวน์-เคอร์ฟิว

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2564 หลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้แถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจฯ (ทรท.) เรื่องแผนบริหารสถานการณ์โควิด-19 การจัดหาวัคซีน และความพร้อมการดูแลรักษาผู้ป่วย เมื่อเวลา 21.00 น. ที่ผ่านมา เพจ เข็นเด็กขึ้นภูเขา โดย หมอมินบานเย็น หรือ พญ.เบญจพร ตันตสูติ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ได้โพสต์แสดงความคิดเห็นต่อแถลงการณ์ดังกล่าว โดยข้อความระบุว่า #จดหมายเปิดผนึกถึงท่านนายกฯ (ความรู้สึกหลังฟังแถลงการณ์ท่านนายกฯ) วันนี้ท่านนายกฯ พูดช้าและชัดเจน ฟังเข้าใจดีค่ะ แต่ดิฉันขออนุญาตไม่เห็นด้วยกับแถลงการณ์ของท่าน ด้วยความเคารพ ส่วนตัวดิฉันไม่เชื่อว่าการที่ไม่ใช้กฎหมายบังคับ จะทำให้ทุกคนในประเทศสามารถควบคุมพฤติกรรม มีความรับผิดชอบ หรือล็อคดาวน์ตัวเองได้ ดิฉันเชื่อว่าคนส่วนใหญ่มีความรับผิดชอบล็อคดาวน์ตัวเองได้ แต่คนที่ไม่ทำก็จะยังไม่ทำ มีการแพร่เชื้อและรับเชื้อกันไปเรื่อยๆ การที่ท่านนายกฯ ไม่ประกาศมาตรการที่ชัดเจน โดยมอบหมายความรับผิดชอบให้แต่ละคนควบคุมตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นประชาชนแต่ละคนหรือจังหวัดแต่ละจังหวัด ดูแลกันเอง สิ่งที่ตามมาก็คือ คนที่ควบคุมตัวเองได้ก็ดี แต่คนที่ไม่ทำ เขาจะทำให้คนที่ทำดีได้รับผลกระทบไปด้วย ซึ่งตรงนั้นดิฉันถือว่า คนที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง คือท่านนายกฯ ผู้มีอำนาจสูงสุดของประเทศไทย คิดว่าท่านนายกฯ คงจะกังวลผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ตามมา เป็นห่วงประชาชนที่จะต้องได้รับผลกระทบ […]

ชาวเน็ตเห็นต่าง อาจารย์ฉะคนเมืองไม่สนปัญหาที่แท้จริง ขึ้นดอยไปติดทีวี ความฝันอยากโปรดสัตว์ชนชั้นล่าง

จากกรณีที่มีผู้ใช้เฟสบุ๊กท่านหนึ่งที่ได้ออกมาพิพากย์วิจารณ์กระแสของเน็ตไอดอลชื่อดังที่เธอได้มีโอกาสขึ้นไปช่วยเหลือเด็กๆ บนดอย ทั้งติดตั้งโทรศัทน์ แผงโซล่าเซลล์ สอนวิธีปลูกผัก เพื่อที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กๆให้ดีขึ้น ถึงว่าชาวเน็ตส่วนมากจะออกมาชื่นชม แต่ก็ยังมีชาวเน็ตบางส่วนที่มีแนวคิดที่ต่างกันออกไป รศ.ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ออกมาโพสต์ถึงคลิปของเน็ตไอดอลคนดังกล่าวว่า “ความฝันมันสร้างกันง่ายๆด้วยการติดทีวีให้ดู ติดแผงโซล่าเซลล์ หาเกิบให้เด็กใส่ เอาไฟฉายติดให้บนหัว เลิก “ถางภูเขาเป็นลูกๆ” และ “สอน” ชาวบ้านให้หัดรู้จักปลูก “ผักสลัด”  มันไม่ใช่ความฝันของเด็กดอยหรอกแบบนี้ มันความฝันอยากจะโปรดสัตว์ชนชั้นล่าง ของพวกชนชั้นกลางในเมืองที่ไม่เคยรู้/สนห่าเหวอะไรเลยเกี่ยวกับปัญหาความเหลื่อมล้ำ การเบียดขับชาติพันธุ์ชนกลุ่มน้อย และการตัดขาดพวกเขาออกจากการเข้าถึงทุกอย่างในสังคม ที่อย่าว่าแต่ทีวีเลย ลำพังแค่จะทำไร่ปลูกข้าวให้มันพอกินในที่ดินที่พวกป่าไม้ยึดครอง ยัง “ขัดตา”พวกชนชั้นกลางในเมืองเลย เศรษฐกิจการโปรดสัตว์ สนองตัณหาความฟีลกู๊ดของพวกคนในเมืองสร้างกำไรเสมอ โดยเฉพาะในวันเด็กแบบนี้” โดยชาวเน็ตท่านหนึ่งได้แสดงความคิดเห็นว่าสิ่งที่เน็ตไอดอลสาวทำนั้น สามารถมองออกมาได้หลายด้าน เช่น ทำให้มองเห็นปัญหาความเลื่อมล้ำ , มุมมองแบบชนชั้นกลางที่ต้องการที่จะช่วยเหลือผู้ที่ด้อยโอกาส จนไปถึงมุมมองแบบสุดโต่งที่คนเมืองต้องการที่จะทำลายวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม รศ.ดร.ปิ่นแก้ว ได้ตอบว่าการไปติดตั้งทีวี ติดแผงโซล่าเซลล์เป็นเพียงการมองปัญหาและแก้ปัญหาอย่างผิวเผินเท่านั้นรวมทั้งเป็นการบดบังรากเหง้าและปัญหาทางโครงสร้าง อย่างไรก็ตามชาวเน็ตคนดังกล่าวได้คอมเมนต์ตอบไปว่า ประเด็นที่ถกเถียงกันนั้นไม่ใช่ประเด็นของเน็ตไอดอลสาวแค่เธอต้องการที่จะช่วยเหลือสังคม และมอบโอกาสใหเกับเด็กๆบนดอยเท่านั้น หรือชาวเน็ตอีกท่านหนึ่งก็ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นว่า โทรศัทน์นั้นเปรียบเสมือนเครื่องมือหนึ่งที่สามารถทำให้เด็กๆมองโลกได้กว้างขึ้น เพื่อที่เด็กๆจะสามารถกลับมาตั้งคำถามต่อคุณภาพชีวิตและออกมาจากระบบที่ถูกกดขี่ได้ในอนาคตได้ในอนาคต ไม่ใช่ปัญหาที่จะต้องมาแบ่งชนชั้นกันแต่อย่างใด ด้าน รศ.ดร.ปิ่นแก้ว จึงได้ออกมาตอบคอมเม้นดั่งกล่าวเชิงว่า การติดตั้งโทรศัทน์ยังไม่ได้ช่วยอะไรมากนักและไม่เชื่อมโยงอะไรเกี่ยวกับปัญหาการขาดแคลนของชาวบ้านบนดอย      […]

ดราม่าครอบครัว พ่อลูกเห็นต่างทางการเมือง อุดมการณ์สวนทางกัน เกิดเป็นผลกระทบในครอบครัว

เกิดดรามาร้อนทวิตเตอร์ หลังมีเรื่องราวของผู้ใช้ทวิตเตอร์รายหนึ่ง เป็นกลุ่มผู้สนับสนุนกลุ่มม็อบปลดแอก ได้ถามพ่อว่าระหว่างสถาบันกับลูกเลือกอะไร? ซึ่งพ่อขอเลือกสถาบัน สุดท้ายลูกขอไม่พูดถึงเรื่องสถาบันอีก และยืนยันว่าตนเองไม่เอาสถาบัน เรียนจบอาจจำเป็นต้องแยกทางกับครอบครัวที่มีความคิดเห็นต่าง ผู้ใช้ทวิตเตอร์รายหนึ่ง ได้โพสต์ขอกำลังใจระบุว่าตนเองไม่ไหวแล้ว และทวีตภาพข้อความระบุว่า”พ่อพูดแล้ว ระหว่างเลือกเจ้า (สถาบันพระมหากษัตริย์) กับหนู พ่อเลือกกษัตริย์พ่อถึงเจริญ” หลังเคลื่อนไหวสนับสนุนกลุ่มเยาวชนปลดแอก ทำให้มียอดรีทวีตมากถึง 3.84 หมื่นครั้ง และมีชาวทวิตเตอร์ให้ความสนใจเข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก ผู้ใช้ทวิตเตอร์รายนี้ได้เผยแพร่บทสนทนา ทำนองว่าถ้ามีลูกแบบนี้ พ่อกับแม่คงทุกข์ใจจนตาย แต่ตอนนี้พ่อยังไม่อยากจะเลือกตน ซึ่งเจ้าของทวิตเตอร์รายนี้กล่าวว่า ตนก็พอๆ กับที่พ่อแม่ไปเลือกคนอื่นมากกว่าลูกตัวเอง อีกฝ่ายจึงตอบว่า หนูอยู่กับอุดมการณ์ไป พ่อฝากบอก เจ้าของทวิตเตอร์รายนี้ กล่าวว่า อุดมการณ์นี้เพื่ออนาคตของตนและของพ่อแม่ อีกฝ่ายก็ตอบกลับว่า พ่อกับแม่ผิดเอง ที่เลี้ยงลูกให้มีความคิดที่ดีไม่ได้ เจ้าตัวจึงกล่าวว่า พ่อแม่ไม่เห็นด้วยกับตน ตนไม่ว่าอะไร แต่พ่อกับแม่แยกแยะไม่ออกเอง เรื่องอุดมการณ์ กับความสัมพันธ์ครอบครัว ตนย้ำหลายรอบมากๆ ว่าจะไม่ให้กระทบครอบครัว ภายหลัง เจ้าของทวิตเตอร์รายนี้กล่าวว่า ได้คุยกับพ่ออีกครั้ง และพ่อยืนยันว่าจะเคารพสถาบันฯ ส่วนตนเองก็ยืนยันที่จะไม่เคารพสถาบัน และทางพ่อได้มีความพยายามจะเปลี่ยนใจตนเอง โดยพ่อเชื่อว่าเป็นหน้าที่ของครอบครัวที่ต้องเปลี่ยนใจตนเองให้ได้ แต่ตนเองได้ยืนยัน ที่จะไม่พูดถึงสถาบันอีก สุดท้ายได้ระบุว่า เรื่องดังกล่าวอาจทำให้ต้องใส่หน้ากากหาพ่อจนกว่าจะเรียนจบและเตรียมแยกตัวออกจากครอบครัวไปเงียบๆ […]

ดราม่าต่างมุม! เหตุจากภาพนักเรียนรอเข้าโรงเรียนแถวยาวออกมานอกอาคารในช่วงฝนตก เพื่อรอคิวให้ครูวัดอุณหภูมิ

เป็นอีกเรื่องราวที่กำลังเผยแพร่ในโลกออนไลน์ เมื่อมีภาพโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.ปทุมธานี ซึ่งเปิดเรียนเป็นวันแรกเมื่อวันที่ 1 ก.ค.63 มีนักเรียนรอเข้าโรงเรียนแถวยาวออกมานอกอาคาร เพื่อรอคิวให้ครูวัดอุณหภูมิ ท่ามกลางฝนที่ตกลงมา ทำให้เด็กต้องกลางร่มกลางสายฝน โดยหลังจากภาพดังกล่าวเผยแพร่ไปในโลกออนไลน์ ทำให้เป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงการศึกษาแบบนิวนอร์มัลช่วงโควิด ที่ควรมีการปรับให้เข้ากับสถานการณ์ในช่วงนั้น อย่างช่วงที่มีฝนตกลงมา จากนั้นมีภาพจากผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ที่เผยแพร่ภาพโรงเรียนเดียวกันในอีกมุม ขณะคณะครูกำลังกางร่มมารับนักเรียนที่ลงจากรถบัส ท่ามกลางฝนที่ตกลงมาเช่นกัน พร้อมให้กำลังใจคณะครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถานการณ์โควิด