เอ่ยขอโทษ ธิษะณา ชุณหะวัณ’ขอโทษคนเสื้อแดง รับเสียใจเคยร่วมม็อบพันธมิตร

น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ บุตรสาวคนโตของ นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ และเป็นหลานของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 17 ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Tisana Choonhavan และแฟนเพจ “ธิษะณา ชุณหะวัณ  แก้วตา Tisana Choonhavan ระบุว่า ข่าวอื่นๆเพิ่มเติม ท่านผู้หญิงบุญเรือน ภริยา พล.อ.ชาติชาย อดีตนายกรัฐมนตรี เสียชีวิตเพราะโควิด อุ๊ย!! อะไรยังไงคุณผู้ชม ” ป๋าเทพ-หยอง ลูกหยี ” จัดหนักฟาดม็อบเงิบ ลั่น!! เห็นใจ ” บิ๊กตู่ “ ดิฉันขอโทษพี่น้องประชาชนจากใจจริง 1.ดิฉันยอมรับความผิดพลาดของดิฉันในอดีต ที่เคยไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตร และ กปปส. ซึ่งทำให้ดิฉันเป็นหนึ่งในจำนวนนับที่ปูทางไปสู่การทำรัฐประหาร ที่ทิ้งผลพวงอันเลวร้ายมาจนถึงปัจจุบัน และเป็นความยากลำบากอย่างถึงที่สุดในการต่อสู้เพื่อจะให้ได้ประชาธิปไตยและความยุติธรรมกลับคืนมา ดิฉันยอมรับว่าเข้าร่วมการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลขณะนั้น มีจุดยืนที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของรัฐบาล แต่ไม่ได้ตระหนักอย่างดีพอ ว่าการเข้าร่วมในครั้งนั้น จะถูกนำไปเป็นเครื่องมือในการสร้างเงื่อนไขให้เกิดการรัฐประหาร แต่ดิฉันได้เรียนรู้แล้วว่า การจะได้รัฐบาลที่ดี ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากปลายกระบอกปืน แต่เกิดขึ้นได้จากวิถีประชาธิปไตยผ่านกลไกการถ่วงดุลและตรวจสอบอำนาจรัฐ โดยเคารพคุณค่าสิทธิมนุษยชนของทุกผู้ทุกนาม 2.ดิฉันรู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่งจากการโพสต์ข้อความในโซเชียลมีเดียของดิฉันเมื่อ 11 ปีที่แล้ว ที่มีถ้อยคำที่รุนแรง ด้อยค่าและโหดเหี้ยมเกี่ยวกับผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงอย่างไม่ควรให้อภัย ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม เช่น รู้เท่าไม่ถึงการณ์ อายุน้อย ขาดข้อมูลรอบด้าน ไม่มีเหตุผลใดเพียงพอที่ทำให้ข้อความดังกล่าวสมควรได้รับการให้อภัย เพราะนั่นไม่ใช่แค่การแสดงความเห็นทางการเมืองที่คนเราสามารถมองแตกต่างกันได้ แต่คือเรื่องของมนุษยธรรม ที่มนุษย์คนหนึ่งพึงมีต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน สิ่งสำคัญที่สุดคือความสูญเสียชีวิตและบาดเจ็บของคนเสื้อแดง แม้ว่าคำขอโทษเป็นเพียงคำพูดที่ไม่สามารถนำเอาชีวิตของคนเหล่านั้นกลับมาได้ แต่ดิฉันยืนยันขอขมาต่อดวงวิญญาณของผู้เสียชีวิต และผู้มีชีวิตที่ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม 3.อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญคือการโต้ตอบในโซเชียลมีเดียที่มีการใช้ถ้อยคำไม่สุภาพกับคนที่ตั้งคำถามถึงการเข้าร่วมม็อบ กปปส. เป็นความผิดพลาดของดิฉันที่ไม่ทันตั้งรับกับการเป็นบุคคลสาธารณะ ที่ต้องเผชิญการถูกวิพากษ์วิจารณ์หรือถูกตั้งคำถามอันเป็นเรื่องปกติ การตอบโต้ผู้วิพากษ์วิจารณ์ด้วยถ้อยคำไม่สุภาพ เป็นการกระทำที่ไม่สมควรในฐานะบุคคลที่อาสาเข้ามาทำงานสาธารณะ ดิฉันต้องขอโทษจากใจจริงกับสิ่งที่เกิดขึ้น และสัญญาว่าเหตุการณ์ที่ขาดการไตร่ตรองเช่นนี้ ต้องไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต หลังจากเหตุการณ์ปี 53 ดิฉันได้เข้ามาทำงานเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนมากขึ้น ทำให้ตระหนักถึงความคิดที่ผิดพลาดไปในอดีตของตัวเอง การตระหนักถึงความผิดพลาดในอดีต เป็นพลังผลักดันสำคัญที่ทำให้ดิฉันตัดสินใจออกมาเคลื่อนไหวกับกลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา การได้ต่อสู้เคียงข้างและสัมผัสพูดคุยกับกลุ่มคนเสื้อแดงที่ถูกกระทำอย่างโหดร้ายอยุติธรรมในอดีต โดยดิฉันเองก็เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการที่ทำร้ายพวกเขา ทำให้ดิฉันได้เรียนรู้ถึงการต่อสู้ของราษฎร และยิ่งรู้สึกละอายใจต่อการกระทำของตัวเองในอดีตมากขึ้น ดิฉันเสียใจที่ไม่ได้ออกมาพูดเรื่องนี้ก่อนหน้านี้ เพราะคำขอโทษนี้ไม่ควรออกมาจากปากดิฉันในฐานะเพียงคนที่สนใจเข้ามาทำงานการเมือง แต่ควรออกมาจากปากดิฉันในฐานะประชาชนคนธรรมดาที่แสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำที่ผิดพลาดของตนเองในอดีต ดิฉันน้อมรับทุกผลลัพธ์ที่จะตามมา ดิฉันไม่คาดหวังว่าจะได้รับการให้อภัยจากสังคม แต่ดิฉันขอพิสูจน์ความจริงใจของตัวเองที่ได้เรียนรู้ข้อผิดพลาดในอดีต ผ่านการทำงานหนักที่สุดเท่าที่จะทำได้ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง เพื่อให้ได้ประชาธิปไตยกลับคืนมา และได้ความเป็นธรรมกลับคืนให้แก่ประชาชนทุกคนที่ถูกรัฐกระทำอย่างโหดร้ายทารุณ ยุติวัฒนธรรมพ้นผิดลอยนวลที่ฝังรากลึกในสังคมไทยให้ได้ในรุ่นเรา

กลุ่มคนเสื้อแดงรวมตัวชุมนุม ณ บริเวณ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ในวันครบรอบ 11 ปี 10 เมษา 99 ศพ

กลุ่มคนเสื้อแดงรวมตัวชุมนุม ณ บริเวณ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ในวันครบรอบ 11 ปี 10 เมษา 99 ศพ วานนี้ (10 เม.ย. 64) กลุ่มคนเสื้อแดงได้มีการนัดชุมนุม ณ บริเวณ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย โดยมีการเรียกร้องให้ทางรัฐบาลปล่อยตัวแกนนำเยาวชนคณะราษฏร และ เชื้อเชิญกลุ่มคนเสื้อแดงให้ร่วมกันปกป้องเยาวชนคณะราษฏรซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่ทางกลุ่มคนเสื้อแดงไม่อยากให้มีประวัติซ้ำรอยเฉกเช่น 11 ปีที่แล้ว ที่มีเหตุการณ์การสลายการชุมนุม ซึ่งเป็นเหตุที่ทำให้เกิดผู้เสียชีวิตกว่า 99 ศพ กลุ่มเสื้อแดงรวมตัวจัดกิจกรรมงานรำลึก 11 ปี 10 เมษา 2553 “นายกฯ” เย้ย “จตุพร” นัดม็อบชุมนุม 4 เม.ย. ขนาดแกนนำเสื้อแดงยังไม่เอาด้วย ภาพ : พุฒิพงศ์ ธัญญพันธุ์

ตั้งเวทีแล้ว! ม็อบ ‘จตุพร’ เตรียมปราศรัยไล่ ‘ประยุทธ์’ ยันไม่แตะสถาบัน

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้ประกาศจัดชุมนุมคนเสื้อแดง ในช่วงเย็นของวันที่ 4 เม.ย.นี้ ที่บริเวณสวนสันติพร อนุสรณ์สถานพฤษภาประชาธรรม ถนนราชดำเนิน ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น ล่าสุดวันที่ 4 เม.ย.2564 นายยศวริศ ชูกล่อม หรือ เจ๋ง ดอกจิก หนึ่งในแกนนำกลุ่ม นปช. ได้เดินทางมาจัดเตรียมสถานที่ด้วยตนเอง โดยมีการตั้งเวทีปราศรัย และเตรียมเก้าอี้ ประมาณ 600 ตัว มาวางเรียงในบริเวณดังกล่าว พร้อมทั้งมีการติดตั้งระบบเครื่องเสียง จอทีวีแบบแอลอีดี เพื่อทำการถ่ายทอดการปราศรัยให้กับมวลชน ที่จะเดินทางมาร่วมรับฟังในช่วงเวลา 16.00 น.วันนี้ เนื้อหาอื่นที่เกี่ยวข้อง “นายกฯ” เย้ย “จตุพร” นัดม็อบชุมนุม 4 เม.ย. ขนาดแกนนำเสื้อแดงยังไม่เอาด้วย จตุพร พ้นโทษแล้ว หลังถูกจำคุกในเรือนจำเป็นเวลา 1 ปีกับ 15 วัน ในคดีหมิ่นประมาท นายอภิสิทธิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี นายยศวริศ กล่าวถึงการชุมนุมครั้งนี้ว่า ขณะนี้สถานที่พร้อมหมดแล้ว โดยมีการจัดเตรียมเครื่องเสียงและจอแอลอีดี เพื่อให้มวลชนได้รับฟังอย่างทั่วถึง ทั้งนี้ ย้ำว่าการจัดเวทีในวันนี้ จะเป็นการขับไล่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เท่านั้น ซึ่งมีจุดยืนชัดเจนว่า จะไม่แตะต้องเรื่องสถาบัน หากพบว่า มีมวลชนมาแสดงสัญลักษณ์ 112 ก็จะต้องเข้าไปห้ามปราม ทำความเข้าใจ เพราะเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง สำหรับการชุมนุมในครั้งนี้ สำหรับการดูแลความสงบเรียบร้อยการชุมนุมในวันนี้ ทางกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ได้มีการจัดเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชน 3 กองร้อย สลับหมุนเวียนดูแลความสงบเรียบร้อย พร้อมทั้งตั้งจุดคัดกรอง บริเวณปากทางเข้าถนนข้าวสาร ฝั่งตรงข้ามวัดชนะสงครามอีกด้วย

“นายกฯ” เย้ย “จตุพร” นัดม็อบชุมนุม 4 เม.ย. ขนาดแกนนำเสื้อแดงยังไม่เอาด้วย

นายกรัฐมนตรี ไม่สน “จตุพร” นัดชุมนุม 4 เมษายนนี้ เย้ยบอกแกนนำเสื้อแดงไม่เอาด้วย เตือนอย่าสร้างปัญหาให้ประเทศเหมือนในอดีต พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณี จตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. นัดชุมนุมขับไล่ตนเองในวันที่ 4 เมษายนนี้ ในนามกลุ่มสามัคคีประชาชนเพื่อประเทศไทย ว่า ก็มีคนมาพูดแล้วว่าไม่สนับสนุนด้วย แม้กระทั่งกลุ่มอดีตแกนนำเสื้อแดงเก่าๆ ก็บอกว่าไม่เอาด้วย ก็แล้วแต่จตุพร ตนก็มีแค่ขอให้อย่าผิดกฎหมายเท่านั้นเอง อย่าสร้างความเดือดร้อน สร้างปัญหาให้กับประเทศชาติบ้านเมือง อย่างเช่นที่เคยเกิดมาก่อน ขอให้นำมาเป็นบทเรียน เมื่อถามว่า ที่บอกว่าแกนนำเสื้อแดงเก่าๆที่ไม่เอาด้วยเป็นการพูดคุยกับนายกรัฐมนตรี หรือ เป็นการให้ข่าวจากการสัมภาษณ์ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนเห็นในโทรทัศน์ ส่วนกังวลหรือไม่ที่จตุพรจะออกมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าจะกังวลทำไม ก็เขาเป็นคนทำถูกทำผิดกฎหมาย ก็เป็นเรื่องของสังคมเจ้าหน้าที่ว่าอย่างไร แล้วทุกคนในประเทศไทยอยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีกหรือ พร้อมถามผู้สื่อข่าวว่าเกิดทันเหตุการณ์ชุมนุมปี 2553 หรือไม่ ถ้าทันก็ดูแล้วบอกกันด้วย อ่านข่าวอื่นๆเพิ่มเติม “ตำรวจ”เดินหน้าเอาผิดม็อบ 24 มีนา งัด ม.112 เล่นงานคนถือป้ายหมิ่นสถาบัน ผบ.ตร.เผยใช้แก๊สน้ำตา -กระสุนยาง คุมม็อบตามจำเป็น!ไม่กังวลถูกสื่อฟ้อง? เด็กหญิง ชาวเมียนมา 7 ขวบดับอนาถ เซ่นสลายชุมนุมม็อบต้านรัฐประหารมัณฑะเลย์           ขอบคุณข้อมูล

มาแผนไหน สุเทพ โผล่ไปหาเสียงที่สุรินทร์ ซึ่งเป็นถิ่นของคนเสื้อแดง

วันที่ 18 ก.ค.61 ใกล้ถึงช่วงที่การเมืองจะเข้มข้นขึ้น งานนี้ก็ต้องงัดยุทธวิธีมาใช้กันต่างๆนานา ที่ บ้านโพนม่วง ม.7 ต.ไพรขลา อ.ชุมพลบุรี จ.สุรินทร์ นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ หน.พรรครวมพลังประชาชาติไทย, นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และนายสุริยะใส กตะศิลา เดินทางลงพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ณ ทะเลสาบทุ่งกุลา บ้านโพนม่วง ม.7 ต.ไพรขลา อ.ชุมพลบุรี จ.สุรินทร์ เพื่อศึกษา เก็บข้อมูลรับฟังปัญหา และข้อเสนอของประชาชนในพื้นที่ ท่ามกลางการ รปภ.เข้ม หวั่นเกิดความไม่สงบเรียบร้อย เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ของมวลชนเสื้อแดง และฐานเสียงของพรรคเพื่อไทย โดยมี นายศักดิ์ พันธ์ ปานงาม รองนายก อบต.ไพรขลา มาเล่าประประวัติความเป็นมาของชาติพันธุ์ ชุมชนทุ่งกุลาร้องไห้ ก่อนการนำเสนอเรื่องผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ที่รัฐบาลทุกๆชุดไม่เคยเหลียวแล ชาวบ้านในพื้นที่อยากมี โรงสีชุมชนเป็นของตนเอง เพื่อตัดวงจรพ่อค้าคนกลาง และส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวทะเลสาปทุ่งกุลาให้เป็นรูปธรรม ขณะที่ นายอิทธิพล จิตรแจ้ง ผู้ใหญ่บ้านจันทร์หอม ต.นาหนองไผ่ อ.ชุมพลบุรี จ.สุรินทร์ นำเสนอเรื่องมาตร ราคาข้าว รัฐบาลควรเป็นผู้กำหนดราคา และดูแลตั้งแต่ต้นนำยันปลายนำ เกษตรกรชาวนา ควรได้รับการดูแลมากกว่าที่ผ่านมา เป็นเพียงพลเมืองชั้นสองของประเทศ นายสุเทพ กล่าวกับชาวบ้านว่า ตนอยากให้มีพรรคการเมืองของประชาชนอย่างแท้จริง นักการเมืองต้องรับใช้ประชาชน และฟังความคิดเห็นของประชาชน ส่วนใหญ่ของประเทศ และไม่ใช่ให้นักการเมืองมาแสวงหาผลประโยชน์ อนาคตบ้านเมืองเป็นของประชาชนต้องยืนยัน และก้าวร่วมกันนำพาประเทศ ให้พี่น้องประชาชน และลูกหลาน มีสภาพความชีวิตที่ดีขึ้น บนรากเหง้าของตนเอง จะไม่เป็นลูกน้องใครทั้งสิ้น ประชาชนจะเป็นเจ้าของพรรครวมพลังประชาชาติไทย และที่สำคัญจะต้องเป็นพสกนิกรที่รักภักดี และร่วมกันในการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และจะต้องปกป้องสิ่งที่ดีงามทั้งหมด ที่บรรพบุรุษไทยได้ทำเอาไว้