ตร.วังทองหลางบุกทลาย “ปาร์ตี้เกย์” สปาย่านรามคำเเหง ผู้ใช้บริการกว่า 40 คน

ตร.วังทองหลางบุกตรวจค้นสปาเกย์ รามคำแหง 21 แยก 2 พบผู้ใช้บริการกว่า 40 ราย ดื่มสุรา ร้องคาราโอเกะ พร้อมพบเข็มฉีดยาแล้วทิ้ง ถุงยางอนามัยใช้เเล้ว ทิ้งเกลื่อนตามพื้นห้อง ทั้งยังพบยาบ้า ยาอี ไอซ์ เมื่อวานนี้ 23 พฤษภาคม 2564 พ.ต.อ.เอกภพ ตันประยูร ผกก.สน.วังทองหลาง เปิดเผย หลังจากนำกำลังตำรวจกว่า 40 นาย บุกเข้าตรวจค้นสถานบริการฟารอส ซาวน่า ซอยรามคำแหง 21 แยก 2 เมื่อคืนวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมาว่า ได้รับแจ้งจากประชาชนในละแวกดังกล่าวว่า ขณะนี้ยังมีสถานบริการแห่งนี้เปิดให้บริการซาวน่า สปา เเละมีผู้เข้าใช้บริการจำนวนมาก จึงกังวลว่า จะเป็นแหล่งแพร่ระบาดของ COVID-19 ชุดสืบสวน สน.วังทองหลาง จึงตรวจสอบจนแน่ชัดว่าเปิดให้บริการดังกล่าวจริง จึงนำกำลังเข้าตรวจค้น   ภายในร้านพบว่า โซนชั้น 1 มีห้องใหญ่ซึ่งปิดไฟเป็นห้องมืด เปิดเพียงแสงไฟวิบวับ มีผู้ใช้บริการเป็นชายทั้งหมดนั่งรวมกันดื่มสุรา และหลายคนอยู่ในอาการมึนเมา นอกจากยังมีห้องคาราโอเกะ ห้องสปา ซาวน่า ไว้ให้บริการด้วย จากการตรวจค้นทั่วพื้นที่ของชั้น 1 พบสิ่งต้องสงสัยเป็นเข็มฉีดยาใช้แล้ว ทิ้งตามพื้นห้อง 4 เข็ม และพบยาเสพติด จำพวกยาบ้า ยาอี และไอซ์ พร้อมอุปกรณ์การเสพด้วยจำนวนหนึ่ง   ส่วนชั้น 2 และ 3 พบว่า มีการแบ่งเป็นห้องพักให้บริการเช่ารายวัน จำนวน 30 ห้อง ซึ่งพบว่าหลายห้องมีถุงยางอนามัยที่ใช้แล้ว   บุกทลาย บ่อนไก่ชน ลำพูน เปิดเย้ยโควิด จับนักพนันเพียบ บุกรวบแก๊งพนัน รวมเกือบ 30 ราย วิ่งหนีเข้าป่าก็ไม่รอด

รวบหนุ่มวัย 18 รับงานทางไลน์ ส่งยาบ้าทางพัสดุ หาเงินเล่นพนันออนไลน์

เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2564  ตำรวจ สน.บึงกุ่ม เข้าจับกุมเยาวชนชาย อายุ 18 ปี ที่ห้องพัก อพาร์ทเม้นท์แห่งหนึ่งภายในซอยเสรีไทย 9 แขวงคลองกุ่ม หลังได้รับเเจ้งเหตุว่าภายในห้องของเยาวชนดังกล่าว มักมีการลักลอบมั่วสุมเสพยาในห้อง เมื่อตำรวจไปตรวจสอบ พบ นายบีส เเละของกลางเป็นยาบ้า 12 ถุงจำนวน 22,400 เม็ด ยาไอซ์ 89 กรัม โดยจับกุมเขตบึงกุ่มหลังรับแจ้งจากสายลับว่าภายในห้องแห่งนี้มักมีการลักลอบมั่วสุมผลิตและเสพยาเสพติด รวมถึงบรรจุยาเสพติดเพื่อส่งทางพัสดุเอกชน เจ้าหน้าที่จึงนำกำลังเข้าตรวจสอบและจับกุมตัวผู้ต้องหาไว้ได้ในที่สุด นายบีส ผู้ต้องหาเผยว่า มีชายปริศนาไม่ทราบชื่อจะเป็นคนสั่งงานทางไลน์ โดยก่อนถูกจับกุมนั้น ได้สั่งให้ไปรับยาบ้าจำนวน 60,000 เม็ดและยาไอซ์ 1 กิโลกรัม จากตลาดนัดเลียบด่วนรามอินทราเพื่อนำมาแบ่งใส่ถุงไว้รอลูกค้า จากนั้นชายปริศนาจะส่งรายชื่อและที่อยู่ของลูกค้ามาให้ ตนก็นำไปส่งทางพัสดุเอกชน ซึ่งแต่ละครั้งจะได้ค่าจ้างเป็นเงิน 4,000 บาท ทำมาแล้วหลายครั้ง ส่วนเงินที่ได้ก็จะนำเอาไปเล่นพนันทางออนไลน์ เบื้องต้น ตำรวจแจ้งข้อหา มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาไอซ์) ไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย, มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) ไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย และมียาเสพติดให้โทษประเภท 5 (น้ำต้มใบกระท่อม)ไว้ในความครอบครองโดยผิดกฎหมาย ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป   สุนัขชิงตัดหน้า คาบยาบ้าให้เจ้าของแจ้งตำรวจ ลักลอบขน “ยาบ้า” เข้าอำเภอแม่อายตรวจเจอ กว่า 5 ล้านเม็ด – เร่งตามล่าคนขนยาที่วิ่งหนีหาย

เก๋งหนีด่านตรวจ พุ่งชนกระบะยับเยิน คาดเมายา

เมื่อคืน วันที่ 3 เมษายน เกิดเหตุเก๋งพุ่งฝ่าด่านตำรวจ ก่อนเสียหลังชนรถกระบะโตโยต้าวีโก้ 4 ประตู เหตุเกิด ขณะที่ พ.ต.ท.วิรัช อินทร์ศักดิ์ สารวัตรจราจร สภ.เมืองกำแพงเพชร กำลังปฏิบัติหน้าที่ควบคุมจุดตรวจจุดสกัดอยู่บริเวณถนนสายกำแพงเพชร-พิจิตร ใกล้กับตู้สายตรวจจราจร  มีรถเก๋ง สีเทาดำ ยี่ห้อฮอนด้า ซีวิค หมายเลขทะเบียน 1437 พิจิตร ขับผ่านด่านมา ซึ่งกำลังมุ่งหน้าจะเข้าตัวเมืองกำแพงเพชร เจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามจะเรียกตรวจค้น แต่รถคันดังกล่าวเหยียบคันเร่งขับฝ่าด่านอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเร่งไล่ล่า ติดตามไปจนถึงบริเวณถนนเจริญสุข (สามแยกช่างปล้อง) ใกล้ปั๊มน้ำมัน PT  เเละรถเก๋งคันดังกล่าวที่กำลังเร่งหนีตำรวจ เกิดเสียหลักพุ่งชนรถกระบะโตโยต้าวีโก้ 4 ประตู หมายเลขทะเบียน กค 9876 กำแพงเพชร ที่จอดอยู่ริมทางด้านขวาอย่างแรง ทำให้ท้ายของรถกระบะกระเด็นไปชนเสาไฟฟ้าหักโค้นลงมา ส่วนรถเก๋งได้รับความเสียหายที่ล้อด้านขวา ไปจนถึงประตูคนขับ จอดคาอยู่กลางถนน เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวคนขับไว้ได้ เพราะบาดเจ็บและอยู่ในอาการมึนงง ทราบชื่อคือนายแทน สอนเขียว อายุ 41 ปี ชาว ต.เจริญผล อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์ มีบาดแผลที่หน้าผากและที่คาง หน่วยกู้ภัยสว่างกำแพงเพชรธรรมสถานจึงทำการปฐมพยาบาล ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้สอบสวนนายแทน แต่ไม่สามารถสื่อสารกันได้ เนื่องจากมีอาการคล้ายคนมึนเมา ให้การไม่รู้เรื่อง บอกแต่เพียงว่าเดินทางมาจาก จ.พิจิตร และจะเดินทางไปรับภรรยาที่ อ.วังเจ้า จ.ตาก เมื่อถามว่าขับรถฝ่าด่านตรวจค้นทำไม ก็ไม่สามารถตอบได้ และไม่รู้ตัวว่าขับรถชน     นอกจากนี้เจ้าหน้าที่จึงตรวจค้นในรถ พบยาบ้าซุกซ่อนอยู่ในถุงพลาสติก ตกใกล้กับกล่องไม้จิ้มฟัน บริเวณที่เหยียบเบรกรถ ในกล่องพลาสติกสีขาวที่วางอยู่บนเบาะ พบยาบ้าซุกซ่อนอยู่ รวมยาบ้าประมาณ 60 เม็ด เจ้าหน้าที่จึงคุมตัวไปดำเนินคดีตามกฎหมาย   ด้านเจ้าของรถกระบะให้การว่า เดินทางมาจากต่างจังหวัด เพื่อที่จะมาร่วมพิธีกราบไหว้บรรพบุรุษในวันเช็งเม้งกับครอบครัว โดยจอดรถชิดขอบทางไว้แล้วก็มาถูกเฉี่ยวชน รถก็ไม่มีประกัน และผู้เฉี่ยวชนก็เป็นผู้ต้องหายาเสพติด คงจะต้องจ่ายเงินค่าซ่อมเอง คิดว่าเป็นการฟาดเคราะห์ ทั้งนี้ พ.ต.ท.สุวิทย์ พิศอ่อน สารวัตรสอบสวน สภ.เมืองกำแพงเพชร เดินทางมาสอบสวนตรวจที่เกิดเหตุ และแจ้งให้นายศรัณย์พูล พานิชอุปถัมภ์ อายุ 25 ปี ชาว จ.กำแพงเพชร ซึ่งเป็นเจ้าของรถกระบะที่ถูกชน ให้ไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อเรียกร้องค่าเสียหาย  

รวบ พ่อ-ลูก ขโมยทุเรียนขาย ซื้อยาเสพ

เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 64 ที่ผ่านมา พ.ต.อ.บัญชา คล้ายนอก ผกก. สืบสวน 2 บก.สส. ภ.2 ได้รับร้องเรียนจาก นายไชยา เจ้าของสวนผลไม้ ว่ามีคนร้าย แอบเข้ามาขโมยตัดทุเรียนพันธุ์หมอนทอง และ นวลทองจันท์ ภายในสวน พื้นที่หมู่ 1 ต.ปัถวี อ.มะขาม จ.จันทบุรี เมื่อวันที่ 28 – 29 มีนาคม หายไปประมาณ 300 ลูก น้ำหนักราว 1 ตัน มูลค่าความเสียหาย ประมาณ 2 แสนบาท ต่อมาเจ้าหน้าที่ทีมสืบสวน 2 บก.สส. ภ.2 ร่วมกับ ตำรวจสืบสวน สภ.มะขาม ออกสืบสวนจนทราบเบาะแสว่า ที่บ้านพักไม่มีเลขที่ หมู่1 ต.ปัถวี อ.มะขาม มีกลุ่มวัยรุ่น มั่วสุมเสพยาและจำหน่ายยาเสพติดในพื้นที่ ตลอดจนพฤติกรรมลักตัดทุเรียนในสวนผลไม้ของชาวบ้าน จึงเดินทางไปตรวจสอบ เมื่อไปถึงพบกับ นายธวัชชัย อายุ 43 ปี และชายอีก 2 คน เป็นเยาวชนอายุ 15 ปี 1 ราย ลูกชายผู้ต้องหา และชายอายุ 19 ปี อีก 1 ราย อยู่ในบ้านพัก จึงแสดงตัวขอเข้าตรวจค้นและนำตัวมาสุ่มตรวจปัสสาวะ จากนั้นคุมตัวมาตรวจนับของกลาง ซึ่งเป็นทุเรียนพันธุ์หมอนทอง และนวลทองจันท์ กว่า 60 ลูก ที่วางอยู่ในท้ายรถกระบะ อีซูซุ สีทอง ทะเบียน บม-8280 จันทบุรี จึงได้คุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 3 คน มาทำการสอบสวนขายผลเพิ่มเติม   ขณะนำตัว นายธวัชชัย มาทำการชี้ของกลาง และเผชิญหน้า เจ้าของสวนผลไม้ ได้ร่ำไห้สำนึกผิด พร้อมยกมือไหว้กล่าวขอโทษ ทั้งนี้พบว่าทั้ง 3 คน มีปัสสาวะเป็นสีม่วง จากการสอบสวนให้การยอมรับสารภาพว่า ร่วมกันมั่วสุมเสพยาเสพติดจริง และยังได้ร่วมกันไปก่อเหตุลักขโมยตัดทุเรียนในสวนเพื่อนบ้าน โดยทำมาแล้ว 5 ครั้ง ซึ่งทุเรียนที่ขโมยมาจะนำไปซุกซ่อนไว้ในสวนที่เกิดเหตุ ที่มีเนื้อที่กว่า 500 ไร่ จากนั้นจะทยอยนำไปขายให้กับล้งรับซื้อผลไม้ ตลาดปากแซง ต.พลับพลา ส่วนใหญ่จะเป็นทุเรียนอ่อน ด้อยคุณภาพ เพระต้องลักขโมยตัดเวลากลางคืน ส่วนเงินที่ได้มาจะนำไปซื้อยามาเสพ และใช้จ่ายส่วนตัว เบื้องต้นได้แจ้งข้อหา ร่วมกันเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์) เมทเอเฟตามีน โดยผิดกฎหมาย และร่วมกันลักทรัพย์หรือรับของโจร ในเวลากลางคืน โดยใช้ยานพาหนะ ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมกันนี้จะได้สืบสวนขยายผล ถึงเครือข่ายยาเสพติด ตลอดจนล้งรับซื้อผลไม้ที่รับซื้อทุเรียนของกลาง นอกจากจะมีความผิดฐานรับซื้อของโจรแล้ว ยังจะเข้าข่ายความผิด หลอกลวงขายทุเรียนอ่อนให้แก่ผู้บริโภค ซึ่งจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายเช่นกัน

ปลอมเป็นร่างทรงเเก้กรรม ล่อลวงสาวเสพยา-ทำอนาจาร

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม ที่ผ่านมาผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งประกาศตามหาน้องสาวที่หายไปพร้อมรถเก๋ง ตั้งเเต่ช่วงเช้า ภายหลังสามารถติดต่อได้เเละทราบว่า สัญญาณติดต่ออยู่บริเวณต.หนองซ้ำซาก อ.บ้านบึง ซึ่งพี่สาว อายุ 32 ปี ได้เดินทางเข้ามาแจ้งความกับ ร.ต.ท.วรท ทวีสุข พนักงานสอบสวน สภ.บ้านบึง กระทั่งพบน้องสาวตนเองอยู่ในอาการเบลอ พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง ต่อมาเวลา 17.00 น.  พี่สาวพร้อมผู้เสียหายกว่า 10 คน เดินทางมายังบ้านเลขที่ 105/48 หมู่บ้านคู่ขวัญ หมู่ 2 ต.หนองซ้ำซาก อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี เพื่อเอาเรื่องกับ นายปิยะวัฒน์ หรือ ตี๋ อายุ 43 ปี ที่สวมบทเป็นร่างทรง แต่มี นางสุภินิ หรือ หมวย อายุ 44 ปี ภรรยาของตี๋ออกมารับหน้า ไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปข้างใน อ้างว่า ไม่มีหมายค้น เมื่อตำรวจสอบสวนสอบถามนายตี๋ ยอมรับว่าเสพยาเสพติด และอ้างว่า น้องสาว(เหยื่อ) พาตนขับรถไปซื้อยาเสพติด ในพื้นที่อ.บางละมุง และพามาส่งก่อนที่จะถึงบ้านพักตนเอง จากนั้นก็นอนหลับจนกระทั่งถูกควบคุมตัว ด้านพี่สาวได้พาน้องสาวที่ยังอยู่ในอาการเบลอ พูดจาไม่รู้เรื่อง เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนซึ่งพี่สาวเล่าว่า ตนได้รับแชทจากร่างทรงปลอมให้ไปทำพิธีแก้กรรม แต่ได้ปฏิเสธไป ต่อมาทราบว่าร่างทรงโทรหาน้องสาวให้ขับรถมารับไปทำธุระ พอรู้ว่าน้องหายก็โพสต์ตามหา และรู้ว่าถูกร่างทรงล่อลวงพาเข้าโรงแรม และบังคับให้เสพยา ทำอนาจาร ซึ่งพฤติกรรมของร่างทรง พูดจาหว่านล้อมให้หลงเชื่อในทำนองว่ามีเคราะห์ ต้องแก้กรรม ทำพิธียกบายศรีเสริมความเป็นมงคล แล้วชีวิตจะราบรื่น สุดท้ายเป็นการหลอกลวง เพื่อต้องการพาไปร่วมเสพยาและทำอนาจาร ซึ่งคาดว่ามีหญิงสาวตกเป็นเหยื่อแล้วหลายราย ด้านเพื่อนที่ทำงานของผู้เสียหายอีกหลายคน เปิดเผยพฤติกรรมของร่างทรงว่า ถูกร่างทรงพูดจาหว่านล้อมให้หลงเชื่อในทำนองว่ามีเคราะห์ ต้องแก้กรรม แล้วให้โอนเงินค่าบายศรีจำนวนหลายพันบาท ครั้งแรกผู้เสียหายไม่เชื่อ แต่ร่างทรงจะหว่านล้อมพูดในเรื่องต่างๆของผู้เสียหายให้ฟังแบบสุ่มๆจนเชื่อ แล้วโอนเงินค่าบายศรีในราคาสูงให้ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะสอบสวนผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดอีกครั้ง เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

1 2 3 9