ราชกิจจาฯ ประกาศคำพิพากษา ให้บุคคลนามสกุลดัง ล้มละลาย

วันที่ 1 ก.ย.2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 31 ส.ค.ที่ผ่านมา เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เรื่อง คำพิพากษาให้ล้มละลาย คดีหมายเลขแดงที่ ล. 3072/2563 ศาลล้มละลายกลาง กองบังคับคดีล้มละลาย 1 กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม ด้วยคดีเรื่องนี้ ศาลล้มละลายกลางได้พิพากษาให้ นายดิเรก บุนนาค ที่ 1 นางภิญญา บุนนาค ที่ 2 จำเลย เป็นบุคคลล้มละลายแล้ว ตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม 2564 ประกาศ ณ วันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2564 ข่าวที่เกี่ยวข้อง ประกาศ “ราชกิจจานุเบกษา” แจงเกณฑ์การคลายล็อก!! ราชกิจจาฯ ออกประกาศเผยแพร่ให้ เภสัชกร-ร้านขายยา จ่าย ฟาวิพิราเวียร์ แก่ผู้ตรวจ ATK ผลเป็นบวก

ราชกิจจาฯ ประกาศคำสั่งนายกฯตั้งศูนย์แก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสื่อสารในอินเทอร์เน็ต

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่งนายกรัฐมนตรี เรื่อง การจัดโครงสร้างของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด – 19) เพิ่มเติม (ฉบับที่ ๖) ความว่า  ตามที่ได้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ ๒๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ และได้ขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินออกไปต่อเนื่องเป็นลำดับ โดยมีคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ ๕/๒๕๖๓ เรื่อง การจัดตั้งหน่วยงานพิเศษเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ลงวันที่ ๒๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ และคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่  ๓๙/๒๕๖๓ เรื่อง การจัดโครงสร้างของศูนย์บริหารสถานการณ์ การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด – 19) เพิ่มเติม (ฉบับที่ ๕) ลงวันที่ ๒๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ นั้น ข่าวที่น่าสนใจ  กระต่าย พรรณนิภา ตั้งโต๊ะแถลงเปิดใจเคลียร์ทุกดราม่า สะเทือนวงการ! Weibo ลบบัญชี คริส วู และบัญชีต้นสังกัด ออกเกลี้ยงหมดเลย! เพื่อให้การแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน และการดำเนินการตามข้อกำหนดออกตามความในมาตรา ๙ แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ เป็นไปอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๗ แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ และข้อ ๔ (๓) ของคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ ๕/๖๕๖๓ เรื่อง การจัดตั้งหน่วยงานพิเศษเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ลงวันที่ ๒๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด – 19 จึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้ ๑. ให้เพิ่มความต่อไปนี้ เป็น (๘) ของข้อ ๑ ของคำสังนายกรัฐมนตรี ที ๖/๒๕๖๓ เรื่อง การจัดโครงสร้างของศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด – 19 ลงวันที่ ๒๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ ๓๙/๕๖๓ เรื่อง การจัดโครงสร้างของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาด ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด – 19) เพิ่มเติม (ฉบับที่ ๕) ลงวันที่ ๒๕ ธันวาคม พ.ส. ๒๕๖๓”(๔๘) ศูนย์ปฏิบัติการด้านการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับการสื่อสารในอินเทอร์เน็ต มีเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เป็นหัวหน้าศูนย์” ๒. ให้หัวหน้าศูนย์และผู้ปฏิบัติงานในศูนย์ปฏิบัติการด้านการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับการสื่อสารในอินเทอร์เน็ต เป็นผู้ปฏิบัติงานในศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด – 19 ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด – 19    

รายละเอียด ข้อกำหนด-มาตรการใหม่ คุมโควิดทั่วประเทศ มีผล 1 พ.ค.นี้ !

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ข้อกำหนด-มาตรการควบคุมพื้นที่ทั่วประเทศใหม่ พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 6 จังหวัดหนักสุด มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 พ.ค. นี้เป็นต้นไป เผยกรณีพบคนไม่สวมใส่หน้ากาก เจ้าหน้าที่สามารถกล่าวตักเตือนได้ ก่อนที่จะใช้กฎหมายตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2564  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไชต์ราชกิจจานุเษกษาได้ เผยแพร่ ข้อกำหนดออกตาความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 22) ประกาศฉบับดังกล่าวมีสาระสำคัญตามที่ ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ศบค.แถลงในวันนี้ โดยยกระดับมาตรการการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ใหม่ หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่กทม.และปริมณฑล โดยกำหนดพื้นที่ควบคุมใหม่ เพื่อปรับระดับการกำหนดพื้นที่และ มาตรการการบังคับใช้ คือ 1.พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 6 จังหวัด (สีแดงเข้ม) ได้แก่พื้นที่กรุงเทพมหานคร(กทม.) ชลบุรี นนทบุรี เชียงใหม่ สมุทรปราการ ปทุมธานี 2.พื้นที่ควบคุมสูงสุด (สีแดง) 45 จังหวัด และ 3.พื้นที่ควบคุม (สีส้ม) 26 จังหวัด สำหรับมาตรการหลักๆในแต่ละพื้นที่ที่ปรับสีใหม่ จะค่อนข้างคล้ายๆกัน ยกเว้นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด หรือพื้นที่สีแดงเข้ม ใน 6 จังหวัด มาตรการจะเข้มกว่าพื้นที่สีอื่น โดยมาตรการบังคับใช้ มีดังนี้ 1.ให้สวมหน้ากากอนามัยเมื่อออกนอกเคหสถาน หรืออยู่ในพื้นที่สาธารณะ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่พบผู้ไม่กระทำตามมาตรการดังกล่าว พนักงานเจ้าหน้าที่จะว่ากล่าวตักเตือนและสั่งให้บุคคลนั้นดำเนินการให้ถูกต้อง ก่อนที่จะดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 ก็ได้ 2.ร้านจำหน่ายอาหารหรือเครื่องดื่ม ให้จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มในลักษณะของการนำกลับไปบริโภคที่อื่นได้เท่านั้น โดยงดการบริโภคอาหาร เครื่องดื่ม สุราและเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในร้าน และเปิดให้บริการได้จนถึงเวลา 21.00 น. 3.สนามกีฬา สถานที่เพื่อการออกกำลังกาย ยิม ฟิตเนส ให้ปิดให้บริการ ยกเว้น สถานที่ใช้เป็นเอกเทศตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ ส่วนสนามกีฬา หรือสถานที่ เพื่อการออกกำลังกาย ประเภทกลางแจ้งหรือที่ตั้งอยู่ในพื้นที่โล่งแจ้ง สามารถเปิดให้บริการได้ไม่เกินเวลา 21.00 น. และสามารถจัดการแข่งขันกีฬาได้โดยไม่มีผู้ชมในสนาม สำหรับการแข่งขันกีฬาที่เคยได้รับอนุญาตจากนายกรัฐมนตรี ให้จัดการแข่งขันได้ เมื่อได้มีการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคตามที่ทางราชการกำหนดแล้ว ให้สามารถจัดการแข่งขันได้ต่อไป 4.ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า คอมมูนิตี้มอลล์ หรือสถานประกอบการอื่นที่มีลักษณะคล้ายกันให้เปิดดำเนินการได้ตามเวลาปกติของสถานที่นั้นๆ จนถึงเวลา 21.00 น. โดยให้จำกัดจำนวนผู้ใช้บริการและงดเว้นการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย ยกเว้นส่วนที่เป็น ตู้เกม เครื่องเล่น ร้านเกม และสวนสนุก ที่งดการให้บริการ 5.ร้านสะดวกซื้อ ซูเปอร์มาร์เกต ตลาดนัดกลางคืน ตลาดโต้รุ่ง ถนนคนเดิน ให้เปิดดำเนินการได้ตามเวลาปกติของสถานที่นั้นๆ เปิดบริการ เวลา 04.00-23.00 น. สำหรับ ร้านหรือสถานที่ซึ่งตามปกติเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ให้เริ่มเปิดดำเนินการได้ใน เวลา 04.00 น. ทั้งนี้ งดการเดินทางออกนอกพื้นที่ ให้ประชาชนที่อยู่ในเขตพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด งดการเดินทางออกนอกพื้นที่โดยไม่มีเหตุจำเป็น เพื่อลดการเดินทางที่อาจเสี่ยงต่อการติดโรค และในทุกพื้นที่และทุกจังหวัด ยังคงงดจัดกิจกรรมงานเลี้ยงสังสรรค์ หรือรวมกลุ่มเกินกว่า 20 คน ยกเว้นงานที่จัดพิธีตามประเพณี เช่น งานศพ  โดยมีมาตรการป้องกัน และให้จังหวัดกำหนดพื้นที่ย่อยให้เข้มกว่า ศบค.กำหนดได้ ตามสถานการณ์ของจังหวัด นอกจากนี้ ให้ส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐเจ้าของกิจการหรือผู้ประกอบการเอกชนพิจารณาทำงานที่บ้านตามมาตรการขั้นสูงสุดเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 14 วัน เพื่อลดการรวมกลุ่มของบุคคล ซึ่งอาจสั่งการให้ปฏิบัติงานนอกที่ตั้ง สลับเวลาการทำงาน หรือวิธีอื่นใดที่เหมาะสมไก้ ทั้งนี้ข้อกำหนดทั้งหมดนี้ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2564 นี้ เป็นต้นไป คลิกอ่านประกาศฉบับเต็มที่นี่!! ข่าวที่เกี่ยวข้อง สะเทือนใจ! พบครอบครัวหนึ่ง ติดเชื้อโควิด และทยอยเสียชีวิต ควิดวันนี้ พบป่วยใหม่ 1,583 ราย เผย ยอดตายกลับมาพุ่งอีก! เผยไทม์ไลน์ น้าค่อม ชวนชื่น […]

ราชกิจจาฯ เผยแพร่ข้อกำหนด ‘พรก.ฉุกเฉิน’ เร่งควบคุมการแพร่ระบาด COVID-19 ห้ามชุมนุม-เข้าพื้นที่เสี่ยง

 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ข้อกำหนด ออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ฉบับที่ 15 โดยมีรายละเอียดดังนี้ เมื่อปัจจุบันพบการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ระลอกใหม่ขึ้นในบางพื้นที่ รัฐบาลจึงมีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการกระชับและยกระดับมาตรการต่าง ๆ ที่จำเป็น เพื่อเข้าแก้ไขสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างทันท่วงที ป้องกันมิให้เกิดการระบาดลุกลามเป็นวงกว้างต่อไป อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.248 และมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 นายกรัฐมนตรีจึงออกข้อกำหนดและข้อปฏิบัติแก่ส่วนราชการทั้งหลาย ดังต่อไปนี้ 1. การห้ามใช้หรือเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงต่อการติดโรค ห้ามประชาชนใช้ เข้าไป หรืออยู่ในพื้นที่ สถานที่ หรือพาหนะที่มีความเสี่ยงต่อการติดโรค 2. การปิดสถานที่เสี่ยงต่อการติดโรค ให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้ว่าราชการจังหวัดออกคำสั่งโดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 พิจารณาสั่งปิดสถานที่ที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการติดโรคและการแพร่ของโรคไว้เป็นการชั่วคราว 3. การห้ามชุมนุม ห้ามมิให้มีการชุมนุม การทำกิจกรรม หรือการมั่วสุมกัน ณ ที่ใด ๆ ในสถานที่แออัด หรือกระทำการดังกล่าวอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อง ทั้งนี้ ภายในเขตพื้นที่ที่หัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานกาณณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงประกาศกำหนด 4. มาตรการเดินทางและเคลื่อนย้ายแรงงานต่างด้าว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เฝ้าระวัง ตรวจคัดกรองการเดินทางและการเคลื่อนย้ายแรงงานต่างด้าว 5. การปฏิบัติและบังคับใช้มาตรการป้องกันโรค ให้ส่วนราชการ พนักงานเจ้าหน้าที่ พนักงานควบคุมโรคติดต่อ และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการให้ประชาชนทุกภาคส่วนปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคอย่างเคร่งครัด 6. การประสานงาน ให้ ศปก.ศบค. ซึ่งมีเลขา สมช. เป็นผู้อำนวยการศูนย์ ทำหน้าที่เป็นหน่วยปฏิบัติขับเคลื่อน เร่งรัด และติดตามการปฏิบัติงานของส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งบูรณาการความร่วมมือในการปฏิบัติงาน เพื่อให้สถานการณ์ฉุกเฉินสามารถยุติโดยเร็ว ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 7. เพื่อให้การกำหนดมาตรการป้องกันโรคเป็นไปในทางเดียวกัน การออกประกาศ หรือคำสั่งของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หรือผู้ว่าราชการจังหวัดตามข้อ 1 หรือข้อ 2 เพื่อการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินนี้ ให่ดำเนินการตามมาตรการหรือแนวปฏิบัติที่นายกรัฐมนตรี หรือตามที่ ศบค.กำหนด ให้ศนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุขและศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 กระทรวงมหาดไทย ร่วมกันพิจารณาประเมินและกำหนดพื้นที่สถานการณ์เพิ่มเติมเพื่อการบริหารจัดการและเตรียมความพร้อมในการป้องกันการระบาดใหม่ 8. ให้บรรดาประกาศ หรือคำสั่งของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อที่ออกตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อเพื่อแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน เป็นตามข้อกำหนดนี้

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ สถานะหนี้สาธารณะ ไทยพุ่ง 7.8 ล้านล้านบาท

วันที่ 27 พ.ย.63 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่องรายงานสถานะหนี้สาธารณะ ณ วันที่ 30 ก.ย.63 และรายการการกู้เงินและค้ำประกัน ระหว่างเดือนเม.ย.63 ถึงเดือนก.ย.63 ด้วยพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ.2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 16 วรรคสอง กำหนดให้กระทรวงการคลังสรุปรายงานสถานะของหนี้สาธารณะและประกาศในราชกิจจานุเบกษาภายใน 60 วัน หลังจากวันสิ้นเดือนมี.ค.และเดือนก.ย.ของทุกปี โดยรายงานดังกล่าวต้องแสดงหนี้สาธารณะที่เกิดจากการกู้เงินและค้ำประกัน ณ วันสิ้นเดือนดังกล่าว รวมทั้งรายการการกู้เงินและค้ำประกันที่เกิดขึ้นใหม่ในช่วงระยะเวลาระหว่างเดือนต.ค.ถึงเดือนมี.ค. และเดือนเม.ย.ถึงเดือนก.ย. ตามลำดับกระทรวงการคลังขอรายงานสถานะหนี้สาธารณะ ณ วันที่ 30 ก.ย.63 และรายการการกู้เงินและค้ำประกันระหว่างเดือนเม.ย.63 ถึงเดือนก.ย.63 ดังนี้ 1.รายงานสถานะหนี้สาธารณะคงค้าง ณ วันที่ 30 ก.ย.63 ยอดหนี้สาธารณะคงค้าง ณ วันที่ 30 ก.ย.63 มีจำนวน7,848,155.88 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 49.34 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product : GDP) โดยเป็นหนี้รัฐบาล จำนวน 6,734,881.76 ล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจ จำนวน 795,980.29 ล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่ท้าธุรกิจให้กู้ยืมเงิน ธุรกิจบริหารสินทรัพย์ และธุรกิจประกันสินเชื่อ (รัฐบาลค้ำประกัน) จำนวน 309,472.36 ล้านบาทและหนี้หน่วยงานอื่นของรัฐ จำนวน 7,821.47 ล้านบาท อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่                           ข้อมูลจาก เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา

1 2 3