รถถึงกับต้องจอด เมื่อพี่เบิ้มจะข้ามถนนแบบนี้ ใครจะกล้าไป

เหตุการณ์เกิดขึ้นที่รัฐฟลอริดา สหรัฐฯ เมื่อวันที่ 30 เมษายน เวลาประมาณ 13.30 น. เหล่าผู้ใช้ถนนต้องเผชิญกับการจราจรที่ติดขัดนานเกือบ 5 นาที เมื่อมีการมาเยือนของเจ้าถิ่นอย่าง “จระเข้ตัวเบิ้ม” เจ้าจระเข้ตัวเบิ้ม มีความยาวประมาณ 10 ฟุต กำลังยืนอยู่ตรงกลางสี่แยก มันได้ทำการกีดขวางเส้นทางจราจรหลายช่องทาง ผู้คนที่ใช้เส้นทางต่างรอให้มันข้ามถนนไป แต่ทว่าไม่เป็นผล จนเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงต้องมาช่วยเคลียร์ช่องทาง พร้อมกับคอยโบกรถและอารักขาให้มันข้ามถนน ดูแลราวกับแขกวีไอพี ซึ่งมันก็ค่อย ๆ เดินข้ามถนนไปอย่างใจเย็น ก้าวขาบ้าง หยุดเดินบ้าน นอนกลางสี่แยกบ้าง ในที่สุดก็สามารถข้ามไปยังถนนอีกฝั่งได้อย่างปลอดภัย สื่อท้องถิ่นรายงานว่า เจ้าหน้าที่ได้พยายามต้อนให้เจ้าจระเข้เดินไปยังทะเลสาบใกล้เคียง ซึ่งผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างเล่าว่า ไม่มีใครกล้าทำรุนแรงกับมัน เพราะเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายได้ จึงต้องยอมหยุดรถเพื่อให้มันข้ามถนนไป โชคดีที่เหตุการณ์นี้ไม่มีใครได้รับอันตรายทั้งคนและจระเข้ Elon musk ไม่ชอบระบบการศึกษา รู้สึกไม่ตอบโจทย์ เลยสร้างโรงเรียนให้ลูกตัวเองซะเลย !!

หญิงชาวไทยถูกชายผิวสีทำร้าย (มีคลิป)

คงจะได้เห็นข่าวคราวการทำร้ายบุคคลที่มีเชื้อชาติเอเชียกันมาบ้างไม่มากก็น้อย ซึ่งกรณีเช่นนี้ก็ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ชาวเอเชียหรือผู้ที่มีเชื้อสายเอเชียตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมจากความเกลียดชังมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือคุณ Tanyapat Pymolchindhapatt หญิงชาวไทยในสหรัฐอเมริกา เธอถูกทำร้ายโดยชายผิวดำที่กำลังมีเรื่องทะเลาะกับหญิงอีก 2 รายอีกฝั่งถนน ซึ่งในขณะนั้นเองเธอกำลังขับสกูตเตอร์ในฝั่งตรงข้ามดีๆ ไม่ได้เป็นคู่กรณีกับกลุ่มคนที่กำลังทะเลาะกัน เธอบอกว่าตกใจมากกับสิ่งที่เกิดขึ้นผู้ชายผิวสีคนนี้ได้ชกไปที่หัวของเธออย่างแรงแต่ดูเหมือนชายผิดสียังไม่จบเพียงเท่านั้นเขาพยายามจะทำร้ายเธออีกรอบ โดยที่ไม่มีใครเข้ามาให้ความช่วยเหลือเธอเลยแม้แต่คนเดียว และคนที่ทะเลาะกันมีเรื่องกันกลับแยกย้ายกันไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น คลิปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ยังโชคดีที่เธอนั้นใส่หมวกกันน็อคและถุงมืออยู่จึงสามารถกันอาการบาดเจ็บได้บางส่วน แต่ก็โชคร้ายที่ตกเป็นเป้าถูกทำร้ายร่างกาย โดยหลังจากนั้นมีอาการปวดตามเข่าและศีรษะ รวมไปถึงสภาพจิตใจด้วย ส่วนความคืบหน้าคดีชายที่ทำร้ายเธอยังคงลอยนวลอยู่ และหลักฐานจากคลิปนี้ก็ต้องขอบคุณเพื่อนบ้านที่บันทึกเหตุการณ์เอาไว้ทั้งหมด โดยในระหว่างนี้กำลังรอเจ้าหน้าที่ตำรวจติดต่อให้ไประบุตัวชายคนดังกล่าว ในส่วนของอาการบาดเจ็บนั้นก็ดีขึ้นตามลำดับ พร้อมกับกำลังใจดีๆ จากคนรอบข้างที่ช่วยให้ผ่านพ้นมาได้ และอยากให้เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์ระมัดระวังตัวกันให้มากขึ้น

จับตาดูการสืบสวนของศาลโลก ใครกันแน่คือต้นเหตุของการเกิดโควิด-19

จากสถานการณ์โควิด-19 ที่ระบาดไปทั่วโลกในขนาดนี้ หลายคนก็ต่างสงสัย ว่าจริงๆแล้วต้นเหตุมันเริ่มมาจากที่ใดกันแน่ แต่วันนี้ก็มีอีกข่าวที่อาจชวนให้ช็อคกันทั้งโลก ว่าโควิด-19 อาจเกิดจากฝีมือมนุษย์ และผู้ที่อยู่เบื้องหลังก็คือนาย “ทรัมเป็ต” มีการเปิดเผยข้อมูล จากห้องแลปไวรัส P3 รัฐคาโรไลน่าเหนือของอเมริกา โดยนาย  Greg Roubini ผู้เชี่ยวชาญด้านข่าวกรองชื่อดังของอเมริกาให้สัมภาษณ์ของผู้สื่อข่าวช่องข่าวทีวีที่1 ของอเมริกาได้เป็นผู้เผยความลับนี้ นาย Greg เผยว่า ไวรัสโควิด19 ได้รับการออกแบบทางพันธุกรรมเพื่อใช้เป็นอาวุธชีวภาพ ถูกสร้างที่ห้องแลป BSL-3 รัฐ คาโรไลน่าเหนือ พัฒนาโดย ศาสตราจารย์ราล์ฟ บาร์ริก พร้อมกันนั้น เขาระบุว่า ไวรัสถูก “รัฐบาลมืด” จากรัฐคาโรไลน่าเหนือส่งไปแพร่ระบาดในประเทศจีน อิตาลี และอเมริกาทั้งประเทศ ก่อนหน้านี้ในวันที่ 15 มีนาคม นายเกรก ก็ได้ทวิตข้อความถามนายทรัมป์ว่า  “เหตุใดจึงไม่บอกประชาชนอเมริกาว่า ไวรัสผลิตจากอเมริกา? ทำไมไม่อธิบายให้ชัดเจนว่าตัวไวรัสเองแท้จริงแล้วคืออาวุธชีวภาพ?” และมีข้อมูลอีกจาก ศาสตราจารย์ Luc Montanier ผู้ได้รับรางวัลโนเบลเนื่องจากเป็นผู้ค้นพบไวรัสเอชไอวีได้เปิดเผยกับนักข่าวชาวฝรั่งเศสเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาว่า โควิด19 ไม่ใช่มาจากธรรมชาติ หากแต่ได้รับการพัฒนาอย่างประณีตโดยนักวิทยาศาสตร์ชีวโมเลกุล ศาสตราจารย์ Luc […]

สาวท้องแก่ วัย 19ปี ถูกเพื่อนลวงไปฆ่ารัดคอหมกศพ เพื่อเอาทารกในท้องมาดูแล

 dailymail  รายงานเหตุสะเทือนใจใน นครชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา เมื่อสาวท้องแก่ วัย 19 ปีที่หายตัวไปอย่างปริศนา สุดท้ายกลายเป็นศพยัดอยู่ในถังขยะ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าหญิงสาวโดนคนร้ายล่อลวงไปผ่าท้องเพื่อขโมยทารก   ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่จึงทำการสอบสวน พร้อมนำตัว นางคลาริซ่า ฟิกูเอโร วัย 46 ปี สามีและลูกสาว ไปสอบปากคำ รวมถึงตรวจดีเอ็นเอของลูกชายที่หญิงวัยกลางคน อ้างว่าคลอดเองที่บ้าน และโทรศัพท์แจ้ง 911 ขอความช่วยเหลือนั้น ปรากฏว่าทารกไม่ใช่สายเลือดของครอบครัวนี้ รายงานระบุต่อมาว่า น.ส.มาร์ลีน โอโชอา-ยูเรียสเตกุย คุณแม่วัยรุ่นลูกหนึ่ง และกำลังตั้งครรภ์ 9 เดือนลูกคนที่สอง หายไปจากโรงเรียนในเขตปิลเซน เมื่อ 23 เม.ย.ที่ผ่านมา ระหว่างนั้นตำรวจได้รับแจ้งเหตุน่าสงสัยของครอบครัวหนึ่งซึ่งตั้งเพจเรี่ยไรเงินบริจาคเพราะลูกชายที่เพิ่งคลอดมีอาการป่วยหนัก โดยยังมีอาการสาหัส เป็นตายเท่ากัน  ก่อนต้องผงะอย่างหนัก เมื่อพบศพของน.ส.มาร์ลีนยัดในถังขยะบริเวณสวนหลังบ้านของหญิงผู้ต้องสงสัย ซึ่งจากการชันสูตรศพในเบื้องต้นระบุว่า หญิงสาวถูกรัดคอจนเสียชีวิต ส่วนช่องท้องมีการใช้มีดผ่าออก และเชื่อว่าทารกที่ยังรักษาตัวในโรงพยาบาล น่าจะเป็นลูกของน.ส.มาร์ลีน และเมื่อตรวจดีเอ็นเอก็พบว่าเป็นไปตามสันนิษฐาน ต่อมาเจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า ผู้ตายติดต่อกับผู้ต้องสงสัยผ่านกลุ่มพูดคุยทาใช้ชื่อว่า Help a Sister Out บนเฟซบุ๊ก โดยน.ส.มาร์ลีนโพสต์ข้อความว่า “สวัสดีสาวๆ ฉันกำลังจะคลอดในวันที่ 10 พ.ค. แต่ยังขาดของใช้สำหรับลูกชายอีกหลายอย่าง” […]

1 2