รีวิว…!! 24 ชั่วโมง หลังได้วัคซีนเข็ม 3 (แอสตรา)

รีวิว…!! 24 ชั่วโมง หลังได้วัคซีนเข็ม 3 (แอสตรา) 2 เข็มแรก ฉีด ซิโนแวค เข็มที่ 2 ฉีดไปตอนต้นเดือนเมษายน 3 เดือนถัดมา เห็นมีเจ้าหน้าที่ไปเจาะตรวจภูมิคุ้มกัน พบว่าต่ำมาก ๆ ๆ ๆ หลายคน เห็นประกาศว่าจะมีการฉีดกระตุ้นเข็ม 3 ให้บุคลากรด่านหน้า…..ประกาศตอนเที่ยง ตอนบ่ายโมงรีบขึ้นไปฉีด ในใจตอนนั้นคืออะไร….ถ้าฉีดวันนี้ อีก 4 อาทิตย์ภูมิขึ้นเลย…แต่ถ้ารอวัคซีนที่รอคอย กว่าจะมาปลายเดือน กว่าจะได้ฉีดต้นเดือนหน้า ฉีดเสร็จกว่าภูมิจะขึ้นอีก นับจากนี้ก็เดือนครึ่งถึงสองเดือน แล้ว……ถ้าไม่มาตามนัดล่ะ ไม่มีใครรู้อนาคตหรอก เวลามันรอคอยไม่ได้…ตัดสินใจ 3 วินาที เดินขึ้นไปฉีด พี่ที่เป็นหมอผ่าตัดด้วยกันอีก 2 คนก็เดินตามไปฉีด ถามว่ากลัวไหม…ก็กลัว ๆ แต่ตัวเองเป็นหมอผ่าตัด ความรู้ไม่เยอะมาก ก็เลยไม่คิดมากมั้ง 5555555 ไปถึง ไม่ได้ทำอะไรมาก เนื่องจากวันแรก ระบบยังไม่เซท ไม่ต้องรอคิว (วันนี้มีการลงทะเบียน และทำทุกอย่างตามปกติ มีการ observe หลังฉีด)….วันแรกง่ายเลย เซนต์ชื่ออย่างเดียว ใช้เวลาฉีด 10 วินาที ฉีดเสร็จไปทำงานต่อตามปกติ ตรวจ OPD ตอนเย็นอยู่เวร….ผ่าเคสไปประมาณ 4 เคส + เคสที่ต้องป้องกันพิเศษ กว่าจะเสร็จก็เที่ยงคืน ตื่นมาตีห้าครึ่ง ผ่าอีก 2 เคส และราวด์วอร์ดต่อถึงแปดโมงกว่า ตอนนี้ครบ 24 ชั่วโมง สบายดี ไม่มีไข้ ปวดแขนนิดหน่อย….เผลอลืมตัว ฉีดแขนขวา ….. ก็ยังผ่าตัดได้ตามปกติ เดี๋ยวตรวจภูมิแล้ว จะมารีวิวต่อ ว่าได้ผลแค่ไหน (มีเพื่อนร่วมงานที่สนิทฉีดด้วยกันอีก 5 คน มีไข้ คืนแรกอยู่ 1 คน อีก 4 คนสบายดี และก็เช่นเคย การตอบสนองของร่างกายแต่ละคนย่อมแตกต่างกันไป) ไม่ใช่..ไม่อยากได้ mRNA แต่อยู่ในดินแดนเสี่ยงสูง เจอผู้ป่วยทุกวันทั้ง OPD, OR, WARD ทั้งรพ รัฐที่ทำอยู่ และเอกชนที่ไปพาร์ทไทม์ ได้อะไรมาก็ต้องคว้าไว้ก่อน….ส่วนตัวสั่งซื้อเองจากเอกชน เพราะไม่อยากรบกวนใคร ถึงเวลานั้นเอาของดี ของฟรี ให้ประชาชนดีกว่า (กว่าจะกดจองได้ยากมากกกกกกกกกกกกกก) อยู่ในดินแดนที่มีคนไข้โรคนี้อยู่ในโรงพยาบาล 120 เตียง + 2 ICU (จากจำนวนเตียงทั้งหมด 560 เตียง) โรงพยาบาลสนาม 2000 เตียง ข่าวอื่นที่น่าสนใจ –ด่วน!! ครม.ไฟเขียวมาตรการเยียวยาแจกเงินฟรีแลนซ์ ม.39-40 คนละ 5 พัน –ติดโควิดต่อไม่รอแล้ว ! ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ เปิด 12 วัน ” พบติดเชื้อแล้ว 6 ราย ” สาธารณสุข ลั่น สามารถป้องกันได้ จังหวัดที่แอดอัดด้วยประชากรทั้งไทยและต่างด้าว เคสที่ไม่ลดลงเลย ทั้งเคสปกติและเคสฉุกเฉิน นาทีนี้ ไม่มีวัคซีนไหนดีที่สุดแน่นอน จะรู้อีกทีอันไหนทีจริงก็ใช้เวลาอีกหลายปี….และที่สำคัญ วัคซีนทุกชนิดมีผลข้างเคียงหมด มากน้อย อย่างไร ก็แตกต่างกันไป แต่อย่างน้อยมันช่วยลดภาวะแทรกซ้อน ลดความรุนแรงของโรคได้ โรคนี้ไม่ได้หายไปไหน…ทำใจไว้ล่วงหน้าเลย ยังไงก็ต้องอยู่กับมันไปอีกยาวววววววนานนนนน ใครได้เข็ม 3 แล้ว มารีวิวกันบ้างนะครับ

แม่สุดงง! เครื่องประดับหายประจำ สุดท้าย! คือลูกสาวขโมยไปกลืนลงท้อง รวมกว่า 224 ชิ้น

            รูนิ คาทุน หญิงสาวชาวอินเดีย วัย 26 ปี ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเป็นการเร่งด่วน หลังจากที่เธอป่วยหนัก กินอะไรไม่ได้จนร่างกายซูบผอมและอ่อนแรงเป็นอย่างมาก ครอบครัวของเธอต่างก็เป็นกังวล เพราะลูกสาวอาการหนักมาก   และเมื่อทีมแพทย์ทำการผ่าท้องเธอออกดู ความจริงทุกอย่างก็ปรากฏ ซึ่งมันทำให้แพทย์และพยาบาลตกตะลึงไม่น้อย เพราะพบเครื่องประดับจำนวนมากอัดแน่นอยู่ในท้องของเธอ เว็บไซต์เดลี่เมล  ระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นที่เมืองรามปุระหัต รัฐเบงกอลตะวันตก ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย โดยรูนิมีพฤติกรรมกลืนเครื่องประดับและสิ่งของมีค่าลงท้องมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ไม่มีใครในครอบครัวรู้เรื่องมาก่อน แม่ของรูนิ เล่าว่า เธอสังเกตมาพักใหญ่แล้วว่าเครื่องประดับต่าง ๆ ในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นสร้อย กำไล หรือเครื่องเพชรเครื่องทอง ได้ทยอยหายไปทีละเล็กละน้อย ผู้ต้องสงสัยคนสำคัญก็คือ รูนิ เพราะลูกสาวคนนี้เคยแอบขโมยเหรียญจากร้านค้าของลุงมาแล้ว แต่เมื่อใดก็ตามที่รูนิถูกแม่ถามว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับข้าวของที่หายไปหรือไม่ เธอก็จะร้องไห้ เหตุการณ์ในบ้านก็เป็นแบบนี้เรื่อยมา จนกระทั่งรูนิเริ่มล้มป่วย กินอะไรไม่ลง ซึ่งทำให้ร่างกายอ่อนแอ และนับวันยิ่งผอมลง จนกระทั่งวันหนึ่ง เธออาการหนักมาก ทางครอบครัวจึงต้องรีบพาไปหาหมอ            ดร.สิทธารทะ พิศวาท นายแพทย์หัวหน้าแผนกศัลยศาสตร์ โรงพยาบาลวิทยาลัยแพทย์รามปุระหัต กล่าวว่า จากการตรวจเลือดพบว่า ฮีโมโกลบินในเลือดของรูนิอยู่ในระดับที่ต่ำมาก ระดับอัลบูมิน หรือโปรตีนในเลือด ก็ต่ำมากเช่นกัน เรียกได้ว่าอาการอยู่ในระดับที่วิกฤต และด้วยความที่สภาพร่างกายของคนไข้อ่อนแอมาก แพทย์จึงไม่สามารถผ่าตัดให้เธอได้ทันที เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงมาก ถ้ารีบร้อนผ่าตัดอาจทำให้เธอเสียชีวิตได้ ทางโรงพยาบาลได้ให้เลือดกับรูนิ 5 ถุง รวมทั้งต่อสายให้อาหารเหลวผ่านทางสายยาง และหลังจากเฝ้าดูอาการมาประมาณ 1 สัปดาห์ ร่างกายของเธอก็เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น แพทย์จึงตัดสินใจผ่าตัด โดยพวกเขาพบว่ามีเครื่องประดับจำนวนมากอัดแน่นรวมกันเป็นก้อนใหญ่อยู่ในท้องของรูนิ แพทย์ได้นำออกมาจนหมด ซึ่งการผ่าตัดใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาที ข้าวของที่พบในท้องของคนไข้รายนี้ ประกอบไปด้วย ต่างหู 80 ชิ้น สร้อยเส้นยาว 69 เส้น เหรียญ 46 เหรียญ ห่วงจมูก 11 ชิ้น ล็อกเก็ต 8 อัน สร้อยข้อเท้า 5 เส้น กุญแจ 4 ดอก และนาฬิกา 1 เรือน รวมทั้งหมด 224 ชิ้น ขณะนี้รูนิพ้นขีดอันตรายแล้ว อาการของเธอทรงตัวและกำลังพักฟื้นอยู่ในโรงพยาบาล โดยมีแพทย์และพยาบาลคอยดูแลอย่างใกล้ชิด แต่กรณีของเธอก็ไม่ใช่เคสแรกที่มีคนไข้กลืนสิ่งแปลกปลอม เฉพาะที่ประเทศอินเดียแห่งเดียว ก็มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นมาหลายครั้ง ก่อนหน้านี้ในปี 2561 แพทย์ได้ผ่าเอาเครื่องประดับ สกรู และนอต จำนวนมาก ออกจากท้องคนไข้หญิงในรัฐคุชราต ส่วนอีกเคสเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2562 เคสนี้คนไข้เป็นชายในรัฐราชสถาน ซึ่งกลืนตะปูลงท้องไป 116 ตัว พฤติกรรมเหล่านี้มีชื่อเรียกว่า โรคชอบกินของแปลก หรือ Pica Disorder เป็นอาการผิดปกติทางจิตชนิดหนึ่ง ซึ่งทำให้ผู้ป่วยชอบบริโภคสิ่งของแปลกปลอมที่ไม่ใช่อาหาร ไม่ว่าจะเป็น กระดาษ เส้นผม ดิน หิน ไปจนถึงของแหลมคมที่เป็นอันตราย อย่างเช่น เศษแก้ว เศษโลหะ หรือตะปู ซึ่งในขณะนี้ยังไม่มีรายงานการวิจัยที่แน่ชัดว่าสาเหตุของโรคเกิดจากอะไร

ร้องศูนย์ดำรงธรรม หมอผ่าตัดขี้ลืม ผ่าแล้วลืมผ้าก๊อตไว้ในท้องคนไข้ จนทำคนไข้ตาย

ที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดขอนแก่น นางบุญถม ลายภูเขียว พร้อมญาติได้เข้าร้องเรียนกรณีพี่ชาย คือ นายแอ๊ด ลายภูเขียว เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลชุมแพ เพื่อผ่าตัดเนื้องอกในไต แต่แพทย์ที่ ทำการผ่าตัดรักษากลับลืมผ้าก๊อตไว้ในท้อง ต้องทำการผ่าตัดรอบที่สองทำให้พี่ชาย อาการทรุดและเสียชีวิต เมื่อวานที่ผ่านมา นางบุญถม ลายภูเขียว เล่าว่า พี่ชายของเธอ คือนายแอ๊ด เข้ารับการรักษาที่ โรงพยาบาลพยาบาลชุมแพ เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2561 โดยแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นเนื้องอกในไต และแพทย์ นัดเพื่อเข้ารับการผ่าตัด ในวันที่ 2 กันยายน 2561 หลังจากนั้นได้พักฟื้นต่อที่โรงพยาบาลอีก 5 วัน จนอาการดีขึ้น จึงให้ พี่ชายกลับบ้านได้ กระทั่ง2 สัปดาห์ต่อมา พี่ชายมีอาการปวดท้องอย่างหนัก จึงพาไปที่ โรงพยาบาล สีชมพู จ.ขอนแก่น เพื่อให้แพทย์ดูอาการ ผลการตรวจเอกซเรย์พบว่ามีเศษผ้าก๊อตอยู่ในช่องท้อง จึงส่งตัวไปยัง โรงพยาบาลชุมแพ เพื่อทำการผ่าตัดเอาผ้าก๊อตออก หลังผ่าตัดเสร็จก็ให้คนไข้กลับไปพักฟื้นที่บ้าน อย่างไรก็ตาม แพทย์โรงพยาบาลชุมแพ ได้ทำสัญญาจ่ายเงินเยียวยาแก่คนไข้ เป็นหนังสือสัญญาประนีประนอมยอมความ ทำขึ้นที่โรงพยาบาลชุมแพ โดยไม่ได้ใส่ชื่อแพทย์ผู้ทำการรักษาผ่าตัดลงในสัญญา ซึ่งมีข้อความระบุว่า.. ผู้ให้สัญญา ตกลงช่วยเหลือเยียวยาความเสียหาย ในกรณีที่ผู้ให้สัญญาทำการผ่าตัดรักษาบกพร่อง เป็นเหตุให้ได้รับความ เสียหาย ต้องเข้าทำการรักษาพยาบาลอีกครั้ง ให้แก่ผู้รับสัญญา เป็นจำนวนเงิน 40,000 บาท ซึ่งนางบุญถม บอกว่าเป็นเงินชดเชยเยียวยาดังกล่าวเป็นเงินส่วนตัวของหมอ ซึ่งในขณะที่ทำสัญญานั้นพี่ชายยังพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลชุมแพ นางบุญถมเล่าต่อว่า หลังการผ่าตัดครั้งที่ 2 พี่ชายได้กลับมาพักฟื้นที่บ้าน นาน 1 เดือน แต่กลับกลายเป็นว่า พี่ชายไม่สามารถเดินได้ และอาการทรุดลงเรื่อยๆ จนกระทั่งเสียชีวิต เมื่อวันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมานี้เอง ทำให้ต้องมาร้องเรียนขอความเป็นธรรม กับทาง ศูนย์ดำรงธรรม โดยทางญาติต้องการเรียกร้องค่าเสียหายเป็นจำนวนเงินสองแสนบาท และค่าทำศพพี่ชาย จากทางโรงพยาบาลอีก หนึ่งแสนบาท รวมสามแสนบาท.

หมอผ่าตัดโพสต์ภาพลำไส้ใหญ่ของผู้ป่วยโรคมะเร็งรายหนึ่ง พร้อมกล่าวถึงยาสมุนไพรของคนๆหนึ่ง

งานนี้มีดราม่าอีกแล้ว วันที่ 22 มี.ค.61 มีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Sivamate Kaengpenkae ที่ระบุว่าตอนเป็นหมอผ่าตัด และได้โพสต์ภาพลำไส้ใหญ่ของผู้ป่วยโรคมะเร็งรายหนึ่ง พร้อมข้อความระบุว่า…คนไข้มะเร็งลำไส้ใหญ่ admitผ่าตัดเดือนพย. ปฏิเสธการรักษาทุกอย่าง ขอไปกินยาสมุนไพรของ “คนที่คุณก็รู้ว่าใคร” 5 เดือนผ่านไป กลับมาอีกครั้งด้วยปวดท้องมาก พบมะเร็งลามไปติดลำไส้ส่วนอื่น ต้องตัดลำไส้ใหญ่เกือบทั้งหมด เค้าจะรู้มั้ยนะว่าทำบาปกรรมอะไรไว้กับคนไข้? หลังจากที่โพสต์ได้ไม่นาน เกิดกระแสทั้งผู้ที่ต่อต้านและเห็นด้วยเป็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่ลงความเห็นว่า คนไข้ไม่ควรจะปฏิเสธการรักษาทางหนึ่งทางใด ควรจะรักษาควบคู่กันไปเพื่อให้ได้ผลลัพท์ที่ดี ยิ่งขึ้น แต่บางส่วนก็ยังมองว่าการออกมาโพสต์ของแพทย์รายนี้เป็นการไม่ให้เกียรติและดูถูกการรักษากับแพทย์ทางเลือก ล่าสุดแพทย์คนดังกล่าวได้โพสต์ข้อความชี้แจงประเด็นดราม่าทั้งหมดไว้ดังนี้ สืบเนื่องจากโพสต์ก่อนนะครับ ผมเป็นหมอผ่าตัด อยู่รพ.ศูนย์แห่งหนึ่ง ดูแลคนไข้มะเร็งมามากกว่า20ปี ไม่ได้ต่อต้านแพทย์ทางเลือก เพราะรู้ว่าต้านความเชื่อหรือศรัทธาของคนไข้ไม่ได้ จริงๆแล้วผมควรชอบที่คนไข้ไปรักษากับแพทย์ทางเลือก เพราะลดงาน ลดคนไข้ผ่าตัด แต่ที่ต้องออกมาพูด ออกมาเตือน(ให้ถูกด่าโดยไม่จำเป็น) เพราะเห็นคนไข้ที่กลับมาจากการรักษาแล้วเป็นมากขึ้น จากที่หวังว่าผ่าตัดแล้วจะหายขาด ก็กลายเป็นผ่าตัดเพื่อบรรเทาอาการ ไม่หายขาด เสึยดายโอกาส สงสารคนไข้ การแพทย์ทางเลือกควรจะเป็นทางเลือก เมื่อการแพทย์หลักไม่ได้ผล ผมไม่ได้ต่อต้านการแพทย์ทางเลือก แต่คนไข้ที่รับการรักษาแบบทางเลือกต่างหากที่เลือกที่จะทิ้งการแพทย์แผนปัจจุบัน ผมรู้ว่าน้องหมอหลายคนอึดอัด ได้แต่บ่นกันเอง ไม่รู้จะบอกผู้ใหญ่คนไหน ในเมื่อผู้ใหญ่ในกระทรวงมองไม่เห็นว่ามันเป็นปัญหา ไม่ว่าจะเป็นทางไหน ปลายทางก็คืออยากรักษาคนป่วยให้หายเหมือนกัน ทางที่ดีที่สุดก็คือ ร่วมกันหาวิธีรับมือกับโรคร้ายไม่แตกแยกนั่นน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด