“ฐปณีย์ ” นำทัพสื่อออนไลน์ ยื่นศาลแพ่งสั่งเพิกถอน  ใน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ .ให้อำนาจ กสทช.ตัดเน็ตผู้โพสต์ข้อความบิดเบือน-สร้างความหวาดกลัว

 “ฐปณีย์ ” นำทัพสื่อออนไลน์ ยื่นศาลแพ่งสั่งเพิกถอน  ใน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ .ให้อำนาจ กสทช.ตัดเน็ตผู้โพสต์ข้อความบิดเบือน-สร้างความหวาดกลัว เมื่อช่วงเช้า เวลา 10.00 น.ของวันที่ 2 ส.ค.64 ที่ศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก ทนายความภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน และตัวแทนสื่อออนไลน์ ประกอบด้วย นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความจากภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน, น.ส.ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้ก่อตั้งสื่อออนไลน์ The Reporters, สื่อ Voice, The Standard, The Momentum, THE MATTER, ประชาไท, Dem All, The People, way magazine, PLUS SEVEN จำนวน 12 คน ได้รวมตัวยื่นฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และในฐานะผอ.ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 เพื่อให้ศาลแพ่งมีคำสั่งเพิกถอน ข้อกำหนดฉบับที่ 29 ที่ให้อำนาจ กสทช. “ตัดเน็ต” ผู้โพสต์ข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว ซึ่งออกคำสั่งโดยไม่มีอำนาจ ไม่มีความจำเป็น ไม่ได้สัดส่วน และขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 นอกจากนี้ยังได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนฉุกเฉินเพื่อคุ้มครองชั่วคราวด้วย โดยนายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า วันนี้ตัวแทนสื่อและภาคประชาชน12 คน เป็นโจทก์ ยื่นให้ศาลเพิกถอนข้อกำหนด ตาม พรก.ฉุกเฉินฯ ข้อที่ 29 ซึ่งออกโดยนายกรัฐมนตรี ในลักษณะที่ห้ามไม่ให้นำเข้า ข้อความที่อาจจะทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว ซึ่งข้อกำหนดนี้ อาจทำให้ตีความได้ว่าแม้การนำเข้าความจริงหรือนำเสนอข่าวตามความจริง ก็อาจจะเป็นความผิดตามข้อกำหนดฉบับนี้ได้ จึงเห็นว่าขัดต่อหลักความชัดเจน หลักไม่มีความผิด ไม่มีกฎหมาย ไม่มีโทษตามกฎหมายอาญา และขัดต่อรัฐธรรมนูญ ประเด็นต่อมาสื่อมวลชนต้องมีเสรีภาพในการนำเสนอข่าวสาร เป็นเสรีภาพที่ได้รับการรับรองไว้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 34,35,26 การจำกัดในลักษณะนี้เท่ากับเป็นการจำกัดเสรีภาพ ในการเสนอข่าว ด้วยความจริงอย่างตรงไปตรงมา และข้อกำหนดฉบับนี้ให้อำนาจ กสทช. สั่งให้ผู้ให้บริการทำการตรวจสอบ ข้อมูลว่าผู้ใดกระทำผิด และให้มีอำนาจ ระงับการให้บริการอินเทอร์เน็ต การกำหนดลักษณะนี้มีความไม่ชอบด้วยกฎหมายหลายประการ คือในพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มาตรา 9 ไม่ได้ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีสั่งระงับการให้บริการอินเทอร์เน็ตได้ การออกข้อกำหนดนี้จึงเกินกว่าที่กฎหมายให้อำนาจไว้ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และรัฐธรรมนูญ “การตัดอินเตอร์เน็ตเป็นการกระทำที่เกินไปกว่าแนวของศาลอาญาหรือเกินกว่าที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ เพื่อคุ้มครองเสรีภาพของสื่อ และเสรีภาพทางการแสดงออก หากจะปิดกั้นหรือลบข้อความ ก็ควรลบเป็นรายข้อความที่เป็นความผิดต่อกฎหมายเท่านั้น แต่การระงับให้บริการอินเทอร์เน็ต จะทำให้ผู้ที่ถูกระงับไม่สามารถใช้งานได้ในทุกแพลตฟอร์ม และยังถือว่าเป็นการปิดกั้นการสื่อสารในอนาคต ซึ่งขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 30” นายนรเศรษฐ์ ระบุ นายนรเศรษฐ์ กล่าวอีกว่า ส่วนประเด็นที่สังคมอาจจะมีคำถามว่า ถ้าไม่มีข้อกำหนดฉบับนี้ รัฐจะจัดการต่อข่าวปลอม หรือข่าวที่บิดเบือนอย่างไร ตนขอเรียนว่าเรื่องนี้รัฐบาลไม่มีความจำเป็นที่ต้องออกพระราชกำหนดเพราะว่ารัฐสามารถใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ในการดำเนินคดีกับคนที่เผยแพร่ข่าวปลอม หรือข่าวบิดเบือนได้อยู่แล้ว ส่วนหากจำเป็นที่ต้องลบข้อความก็สามารถใช้อำนาจ ตามมาตรา 20 ในการยื่นคำร้องต่อศาลอาญาให้ศาลสั่งลบข้อความได้ การออกข้อกำหนดลักษณะนี้จึงไม่มีความจำเป็น ที่สำคัญข้อกำหนดนี้ให้ กสทช.มีอำนาจเด็ดขาด โดยไม่ต้องผ่านศาลตรวจสอบ และไม่ให้คู่ความอีกฝ่ายคัดค้าน จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างยิ่ง ขณะเดียวกันในวันนี้ก็ได้ขอให้ศาลแพ่งคุ้มครองชั่วคราวด้วย ดังนั้นถ้าศาลแพ่งรับฟ้อง พร้อมมีคำสั่งให้ไต่สวนฉุกเฉินและหากศาลมีคำสั่งให้คุ้มครองชั่วคราวนั่น ก็หมายความว่าข้อกำหนดดังกล่าวอาจจะยังไม่สามารถใช้บังคับได้ ด้าน น.ส.ฐปณีย์  ตัวแทนสื่อออนไลน์ กล่าวว่า ในนามองค์กรสื่อ และประชาชน เราร่วมกับภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับข้อกำหนด ฉบับที่ 29 ซึ่งในทางกฎหมายอาจขัดรัฐธรรมนูญ ในแง่ของสื่อมวลชนหรือประชาชนที่ใช้อินเทอร์เน็ต ก็ได้รับผลกระทบจากข้อกำหนดนี้ ทำให้สร้างความหวาดกลัวต่อสื่อมวลชน และประชาชน เป็นข้อกำหนดที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นของประชาชน ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ น.ส.ฐปณีย์ กล่าวด้วยว่า การนำเสนอข่าวเรื่องผู้ป่วยเสียชีวิตในบ้าน หรือข้างถนน ข่าวเหล่านี้ สลดหดหู่ เศร้า และเป็นข่าวที่น่ากลัว แต่น่ากลัวโดยสถานการณ์และข้อเท็จจริง ในฐานะสื่อมวลชน เรามีการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนรายงานข่าว และมีหน้าที่นำเสนอข่าวเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ให้เขาได้เข้าถึงสิทธิการรักษา มองว่ารัฐไม่ควรใช้กฎหมายเหล่านี้เข้ามาปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นของประชาชน และปิดกั้นการรายงานของสื่อมวลชนเพื่อช่วยเหลือชีวิตเพื่อนมนุษย์ ส่วนมองว่าจะมีการใช้กฎหมายกลั่นแกล้งสื่อมวลชนหรือไม่นั้น ตนมองว่า ข้อกฎหมายนี้ไม่ชัดเจนกำกวม ซ้ำเติมสถานการณ์ เราตระหนักเรื่องจรรยาบรรณในวิชาชีพอยู่แล้ว  […]

ด่วน!! LINE ล่มกันทั้งหมด

ด่วน!! LINE ล่มกันทั้งหมด วันนี้ (12 เม.ย.64) มีผู้ใช้งานแอปฯ รายงานว่า พบปัญหาการใช้งานแอพพลิเคชั่น “ไลน์” โดยพบว่าใช้งานไม่ได้ ตั้งแต่ 12.20 น. จนถึงขณะนี้ยังไม่รู้สาเหตุของการระบบล่มในครั้งนี้ เบื้องต้นโดยผู้ใช้งานหลายรายโพสต์ข้อความว่า ไม่สามารถรับส่งข้อความ รูปภาพ สติกเกอร์ ฯลฯ Line man ประท้วงทวงค่าแรง ระวัง! กลอุบายใหม่ของพวกมิจฉาชีพ หลอกเอาข้อมูล โดยใช้แอพ LINE บังหน้า

รู้กันยัง…!! กฎหมายใหม่ เริ่ม 7 ธันวาคมนี้ ห้ามโฆษณาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผ่านสื่อออนไลน์

ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แจง กฎหมายใหม่ ห้ามโฆษณาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ผ่านสื่อออนไลน์ เป็นการบังคับใช้ด้วยมาตรฐานเดียวกัน ไม่ปิดกั้นผู้จำหน่ายรายย่อย เมื่อเวลา 11.00 น. วันนี้ที่ 4 ธ.ค. ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษก ตร. พร้อมด้วยพ.ต.อ.หญิง ศิริกุล กฤตพิทยบูรณ์ รองโฆษก ตร. นายแพทย์นิพนธ์ ชินานนท์เวล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สคอ.) ชี้แจงประเด็นกฎหมายตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยวิธีการหรือในลักษณะการขายทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2563 สร้างความเข้าใจให้ผู้ประกอบการ ร้านค้า และผู้ที่เกี่ยวข้อง รับทราบเจตนารมณ์ของกฎหมาย พร้อมทั้งให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตาม เพื่อป้องกันเด็กและเยาวชนไม่ให้เข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้โดยง่าย โดยมีผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่และรายย่อย ที่มีการเปิดเพจเฟซบุ๊กหลายเพจ เพื่อจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้น และพบว่า บางเว็บเพจที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ผิดกฎหมายด้วย และย้ำว่า การบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกัน ทั้งบริษัทเล็กและบริษัทใหญ่ ไม่ได้ต้องการปิดกั้นช่องทางการโฆษณาของบริษัทจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รายเล็กแต่อย่างใด ยืนยัน กฎหมายฉบับนี้ มุ่งเน้นไปที่วิธีการจำหน่ายลักษณะเชิญชวนให้ซื้อ หรือ เสนอขายแก่ผู้บริโภคโดยตรงผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เช่น เว็บไซต์ เพจเฟซบุ๊ก ไลน์ เพื่อประโยชน์ทางการค้า ซึ่งไม่รวมถึงการซื้อขายโดยตรงที่ร้านจำหน่าย หรือการทำธุรกรรมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ทางพันตำรวจเอกศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตั้งแต่วันที่กฎหมายฉบับนี้ประกาศใช้ในวันที่ 7 ธันวาคม หากมีการละเมิดกฎหมาย จะมีโทษจำคุก ไม่เกิน 6 เดือน หรือ ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งนอกเหนือจากกฎหมายฉบับใหม่ที่จะบังคับใช้ ขอย้ำว่า กฎหมายฉบับเดิมที่เกี่ยวข้อง ก็ยังมีผลอยู่ เช่น หากเป็นการเชิญชวนให้ดื่มเครื่องดื่มแอกอฮอล์ จะเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากเป็นการจำหน่ายสุราหลีกเลี่ยงภาษี ก็จะมีโทษปรับตามปริมาณของน้ำสุรา ส่วนการขายให้กับเด็กและเยาวชน อาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กฯ ด้วย