แห่วิจารณ์ยับ หนุ่มโพสต์ถือปืน-ดาบ ลั่น ถึงเวลาต้องทำหน้าที่ ปกป้องสถาบัน

จากกรณีเกิดเหตุการณ์ชุลมุนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ระหว่างมวลชนกลุ่มภาคีเครือข่ายปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ปะทะกับ เครือข่ายรามคำแหงเพื่อประชาธิปไตย หลังจากที่ฝ่ายเสื้อเหลืองได้นัดรวมตัวที่บริเวณลานพ่อขุน จากนั้น ฝ่ายนักศึกษาได้เลี่ยงมาจัดที่บริเวณใกล้เคียงกัน แต่ต่อมากลุ่มคนเสื้อเหลืองได้บุกไปยังกลุ่มนักศึกษาและเกิดการปะทะขึ้น ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเข้าแจ้งความไว้ที่ สน.หัวหมาก ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น ล่าสุดวันที่ 22 ต.ค.2563 กลายเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง หลังจากที่มีหนุ่มรายหนึ่งได้โพสต์ภาพตนเองถืออาวุธปืนและมีดดาบลงเฟซบุ๊ก พร้อมกับระบุว่าจะไปเข้าร่วมชุมนุมใหญ่วันที่ 23 ต.ค.นี้ ทำให้มีผู้เข้าไปแสดงความคิดเห็นอย่างหนัก โดยผู้โพสต์ระบุข้อความว่า “มันคงถึงเวลาแล้วสินะที่ผมจะได้ทำหน้าที่เพื่อปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และแผ่นดินเกิดแล้วเจอกันจุดชุมนุมใหญ่ในเย็นวันที่ 23 เกิดมาอย่าให้เสียชาติเกิด ผมคนไทยเกิดในแผ่นดินไทย” ทั้งนี้ ต่อมาได้มีคนไปคอมเมนท์ต่อว่าชายคนดังกล่าวจำนวนมาก ทั้งประเด็นการมีความคิดที่จะความรุนแรงกับคนที่เห็นต่าง การมีอาวุธไว้ในครอบครอง พร้อมทั้งมีการแท็กให้เพจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มาดำเนินคดีกับชายคนดังกล่าวด้วย

ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แนะนำการปฏิบัติตัวของประชาชนหลังมีการประกาศเคอร์ฟิว

โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แนะนำการปฏิบัติตัวของประชาชนหลังมีการประกาศเคอร์ฟิว ซึ่งออกตามความใน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แนะปรับตัว หากจำเป็นออกจากบ้านได้ และต้องมีเอกสารหลักฐานให้ตรวจสอบ วันที่ 3 เม.ย.2563 พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวในการแถลง สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ว่า สืบเนื่องจากมีการออกข้อกำหนดห้ามมิให้มีการออกนอกเคหสถานระหว่างเวลา 22.00 น. ถึง 04.00 น. ของวันรุ่งขึ้นทั่วราชอาณาจักร เว้นผู้ที่มีเหตุจำเป็น โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 เม.ย.เป็นต้นไปจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง หรือเรียกกันว่า CURFEW พล.ต.ท.ปิยะ กล่าวว่า ข้อกำหนดดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมการระบาด และลดการสัญจรของพี่น้องประชาชน ขอให้พี่น้องประชาชนอย่าได้ตื่นตระหนก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอเรียนชี้แจงทำความเข้าใจดังนี้ แนวทางการปฏิบัติของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ คือ 1) เพิ่มความเข้มในการบังคับใช้กฎหมาย กับผู้ที่ยังกระทำความผิดตามข้อกำหนดใน พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ , พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ , พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการฯ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 โดยประสานการปฏิบัติกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะ การบิดเบือนข้อมูล การหลอกลวง การกักตุนสินค้า และการขายสินค้าเกินราคา เพื่อไม่ให้เป็นการซ้ำเติมประชาชน 2) ยกระดับ […]

ตำรวจนครบาล 4 สั่งเร่งสอบหาตัว ชายนำรถจักรยานยนต์ตำรวจออกมาใช้ส่วนตัว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ รองผู้บัญชาการศึกษา (รอง ผบช.ศ.) ในฐานะคณะทำงานแก้ปัญหาจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โพสต์เฟจเฟซบุ๊ก “คุยเรื่องจราจรกับเอกรักษ์” โดยเป็นรูปภาพ ชายหนุ่มรายหนึ่งสวมชุดธรรมดากำลังขี่จักรยานยนต์ของตำรวจ และมีหญิงสาวซ้อนท้าย ซึ่งทั้งคู่ไม่สวมหมวกกันน็อค พร้อมระบุข้อความว่า “อยากทราบคำชี้แจงจากหน่วยงานต้นสังกัดมากเลยครับ ช่วยอธิบายให้ประชาชนทราบด้วยครับ #กองบังคับการตำรวจนครบาล 4” ทั้งนี้โพสต์ดังกล่าวมีผู้ใช้เฟซบุ๊กเข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก พร้อมกับตั้งคำถามว่าชายหนุ่มรายนี้นำรถจักรยานยนต์ของราชการมาใช้ส่วนตัวได้อย่างไร ต่อมา พ.ต.อ. กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. เปิดเผยถึงกรณีดังกล่าวว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเบื้องต้น รถจักรยานยนต์คันดังกล่าว ไม่ใช่ของ สน.หัวหมาก โดยจะทำการพิสูจน์ทราบถึงตัวผู้ขับขี่และตรวจสอบว่าเป็น รถจักรยานยนต์ที่เบิกไปใช้ปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่นายใด และจะดำเนินการตามระเบียบที่เกี่ยวข้องต่อไป  

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สั่งการ 3 หน่วยงานเร่งตรวจสอบ ภาพโพสต์รูปชุดครุยจุฬาถือ พระบรมฉายาลักษณ์ ร.9

พลตำรวจโทปิยะ อุทาโย ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยืนยันว่า ตำรวจไม่ได้นิ่งนอนใจ ต่อกรณีที่มีการเผยแพร่ภาพของ นางสาวพรรณิการ์ วานิช ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ ลักษณะภาพถ่ายรูปร่วมกับเพื่อนนิสิตสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่งก่อนเรียนจบ ซึ่งมีบางภาพมีลักษณะเชื่อมโยงกับสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยขณะนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้กองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ ปอท. ตรวจสอบการกระทำผ่านทางโซเชียลมีเดีย ทั้งเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ว่าเข้าข่ายความผิดตาม พระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์หรือไม่ รวมทั้ง มอบฝ่ายกฎหมาย ตรวจสอบว่าเข้าข่ายความผิดข้อกฎหมายใดหรือไม่ และมอบให้ตำรวจสันติบาล ตรวจสอบการข่าวอีกทางหนึ่ง ซึ่งยังไม่สามารถตอบได้ว่าจะเข้าข่ายความผิดข้อหาใดบ้าง เพราะยังอยู่ในขั้นตอนการรวบรวมพยานหลักฐาน ยืนยัน ไม่ใช่การกลั่นแกล้งทางการเมือง เนื่องจาก ตำรวจจะดำเนินการตรวจสอบทุกคนไม่เฉพาะกรณีนี้เท่านั้น โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยืนยันด้วยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีศูนย์เฝ้าฟังการกระทำความผิดผ่านโซเชียลมีเดียอยู่แล้ว โดยขอเวลาตรวจสอบอีกระยะหนึ่ง

1 2 3 5