สุดแกร่ง…!! สาวใหญ่ลองผิดลองถูก จนได้กล้วยปิ้ง สร้างรายได้หลักแสนต่อเดือน

สุดแกร่ง…!! สาวใหญ่ลองผิดลองถูก จนได้กล้วยปิ้ง สร้างรายได้หลักแสนต่อเดือน ยังคงเป็นอีกข่าวที่ได้รับความสนใจจากพี่น้องประชาชนจำนวนมากที่จังหวัดสุรินทร์ พบกับร้านกล้วยปิ้งสูตรเด็ดที่ตั้งขายโดยมีแม่ค้าขับซาเล้งเร่ขาย หน้าตึกร้อยปีหน้าโรงพยาบาลสุรินทร์ ทำให้คนที่ผ่านไปมาแวะซื้อเป็นจำนวนไม่น้อย เป็นกล้วยน้ำว้าปิ้งพร้อมน้ำจิ้มกะทิสูตรเฉพาะของญาติ มาจากจังหวัดเพชรบุรี และยังมีขนมข้าวเหนียวปิ้ง ลูกชิ้นนึ่งขายควบคู่ไปด้วย คนที่ได้ลิ้มลองต่างก็ยกนิ้วให้ในความอร่อยของน้ำจิ้มสูตรเด็ดของร้าน   ข่าวอื่นที่น่าสนใจ -คุณครู…!! ตกใจอย่างหนัก เห็นวินจยย. เข้ามาโรงเรียนถามหาเด็กนักเรียน -คุณยาย…!! เอาทองมาขาย พอขายเสร็จต้องย้อนกลับมาที่ร้านทองอีกครั้ง   จากการสอบถาม นางวรรณนา ฮ่องแซ อายุ 54 ปี ซึ่งเป็นเจ้าของร้าน เล่าว่า ย้อนกลับไปเมื่อ 25 ปีที่แล้ว ตนเคยขายผลไม้ตามฤดูกาล ขายได้บ้างไม่ได้บ้าง ส่วนใหญ่ก็จะเน่าเสียก่อน เพราะขายไม่หมด ทำให้ผลไม่สุกจัด และเน่าเสียในเวลาต่อมา ทำให้ทุนหายกำไรหด จึงลองติดต่อให้ญาติที่ขายกล้วยปิ้งอยู่ที่จังหวัดเพชรบุรี พร้อมขอสูตรน้ำจิ้มกะทิ พอได้สูตรมาก็ลองขับสาเล้งเร่ขาย ลูกค้าคนแรกๆ ได้กินติดใจ ต่างก็บอกต่อปากต่อปากจนมีลูกค้าประจำเกือบทั้งในตัวจังหวัดมาคอยอุดหนุดทุกวันอย่างไม่ขาดสาย ป้าวรรณนา บอกว่าขายกล้วยปิ้งมา 25ปีแล้ว และยังทำขนม ข้าวเหนียว ปิงขายไปด้วย พักหลัง มีลูกชิ้นนึ่ง และไข่ทรงเครื่องเสริมมาอีก ทำให้ขายดิบขายดีกำไรงอกงาม บางวันก็ขายได้ทะลุถึง 70-80 ไม้ ไม้เล็ก 20 บาท ไม้ใหญ่ 40 บาท ยังไม่รวมไข่ทรงเครื่อง กับขนมข้าวเหนียวปิ้งอีก ทำให้รายได้ทะลุแสนต่อเดือน เป็นอาชีพหลักเลี้ยงครอบครัวได้สบายๆ ป้าวรรณนาบอกอีกว่า เราต้องลองผิดลองถูกก่อน จึงจะรู้ว่าประสบความสำเร็จหรือไม่ ทุกอย่างถ้าตั้งใจทำ ก็ประสบความสำเร็จได้เหมือนป้า สำหรับร้านกล้วยปิ้งป้าวรรณา เริ่มขายตั้งแต่เวลา 08.30-13.00 น. มี 2 สาขา สาขา 1 ตั้งหน้าเซเว่น ทางเข้าโรงพยาบาลสุรินทร์ บางวันขายถึงแค่เที่ยงของก็หมดเพราะลูกทยอยมาซื้ออย่างไม่ขาดสาย บางคนก็ซื้อไปฝากครอบครัว บ้างก็ซื้อไปเยี่ยมญาติที่โรงพยาบาล ส่วนใหญ่จะซื้อไปฝากเพื่อนพ้องเพราะต่างก็ติดใจในน้ำจิ้ม เพราะมีความหอมของกะทิที่คั่วไฟอ่อนๆ จนมีกลิ่นหอมและมีความมันของมะพร้าวที่คั้นกะทิจากผลสดๆ ใส่ไปในน้ำจิ้มเข้ากันได้จิ้มกับกล้วยน้ำหว้าปิงร้อนๆ ด้วยละมุนลิ้นเข้ากันสุดๆ

สร้างอาชีพเพิ่มรายได้ให้ชุมชน เกษตรกรปลูก “ยาสูบ” เป็นพืชเศรษฐกิจ

เกษตรกรปลูก ‘ยาสูบ’ สร้างอาชีพเพิ่มรายได้ให้ชุมชน เมื่อวันที่ 1 มี.ค.64 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวบ้านในพื้นที่ บ้านนาอ้อม ต.ขุนควร อ.ปง จ.พะเยา ปลูกยาสูบทำยาเส้นหรือยาขื่นขายสร้างรายได้หลังทำนาและเป็นอาชีพที่ทำกันทุกบ้าน เป็นอาชีพที่สืบทอดกันมาครั้งปู่ย่าตายาย คนในตำบลแถวนี้จึงมีชีวิตอยู่กับยาสูบมานานแสนนานและสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนอย่างดี นายประเวศ กาพุทธ อายุ 62 ปี เกษตรกรผู้ปลูกยาสูบใน ต.ออย อ.ปง เล่าว่า ตนเองปลูกยาสูบพื้นเมืองหรือยาขื่น ซึ่งปลูกอยู่บริเวณใกล้ลำน้ำยมในการปลูกยาขื่นจะเริ่มปลูกในเดือนตุลาคม และเริ่มเก็บใบยาในเดือนธันวาคม ซึ่งใช้เวลาประมาณ 3 เดือน หลังจากเก็บใบยามาแล้วจะนำมาบ่ม 5 วัน จากนั้นจึงหั่น สมัยก่อนหั่นโดยใช้มีด แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้นจึงใช้เครื่องจักรในการบดหรือหั่นยาและสามารถผลิตยาได้ทันตามความต้องการของตลาด หลังจากนั้นก็จะนำใบยาที่บดแล้วไปตากประมาณ 3 แดด ก็จะสามารถเก็บและทำเป็นก้อน บรรจุลงในตะกร้า หรือ ก๋วย ซึ่งการทำไร่ยาขื่นหรือยาสูบ ของชาวบ้านในพื้นที่บ้านนาอ้อม อำเภอปง แต่ละบ้านจะผลิตแต่ละวันหนึ่งจะได้ 12 ตะกล้า หรือ ก๋วย บรรจุก๋วยละ 200 ก้อน และมีพ่อค้าจากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรืออีสานมารับซื้อไปจำหน่ายต่อสามารถสร้างงานสร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่บ้านนาอ้อม อำเภอปง เป็นอย่างดี  

มงคลกิตติ์ เสนอให้ทำเซ็กซ์ทอยและค้าประเวณี ให้ถูกกฎหมาย สร้างรายได้และยังจะแก้ปัญหาข่มขืนได้ด้วย

นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยศรีวิไลย์ ในฐานะคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาข่มขืนกระทำชำเราและล่วงละเมิดทางเพศ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการผลักดัน “เซ็กซ์ทอย” ถูกกฎหมายและให้รัฐจัดสวัสดิการบริการทางเพศแก่ผู้ขาดโอกาส ว่า เรื่องเซ็กซ์ทอยถูกกฎหมายนั้น เป็นข้อเสนอของ อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย และ ส.ส.พรรคก้าวไกล ประมาณ 3-4 คน ซึ่งต้องยอมรับว่าเซ็กซ์ทอยมีการใช้กันทั่วประเทศ และใช้กันเกลื่อน แต่กฎหมายไม่สามารถเอาผิดได้ เพราะเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง ขณะที่ต่างประเทศมีการอนุญาตให้สามารถใช้ได้อย่างถูกกฏหมายและเก็บภาษีเป็นรายได้เข้ารัฐ จึงมองว่าหากประเทศไทยนำแนวคิดดังกล่าวมาใช้ จะสร้างรายได้ให้กับรัฐอีกทางหนึ่ง ขณะที่เรื่องการจัดสวัสดิการทางเพศนั้น นายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า เป็นแนวคิดของตนที่คิดไว้นานแล้ว และนำกลับมาถกเถียงกันใหม่ แต่ยอมรับว่ามีกรรมาธิการฯ ที่เป็นคนรุ่นอาวุโส ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่เห็นด้วย แต่ก็มีส่วนหนึ่งที่สนับสนุน โดยจะแบ่งเป็น 2 ประเภท ประเภทแรกเป็นผู้ที่มีกำลังจ่าย สามารถซื้อบริการได้ รัฐก็ควรจัดให้มีการค้าประเวณีถูกกฎหมาย ทำให้ถูกสุขอนามัย มีใบประกอบวิชาชีพ และหากขึ้นทะเบียนถูกต้อง อาชีพดังกล่าวจะมีรัฐคอยดูแล สามารถจ่ายภาษีให้ถูกต้องได้ อาชีพค้าประเวณีก็จะถูกถอนออกจากสิ่งผิดกฎหมาย ทำให้การค้าประเวณีเป็นอีกอาชีพหนึ่ง เพราะวันนี้จะถามว่าปราบปรามได้หรือไม่ ต้องตอบตรง ๆ ว่าไม่สามารถปรับได้เลย เต็มประเทศไปหมด ส่วนอีกประเภท คือ เป็นส่วนที่รัฐจัดสวัสดิการไว้ให้ สำหรับผู้ที่ขาดโอกาส เพื่อป้องกันปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศ เพราะคนกลุ่มนี้อาจจะมีปัญหาทางจิต อ่อน ๆ และหลังคดีไม่มีใครแจ้งความ เนื่องจากเป็นที่อับอาย ดังนั้นจึงมองว่าควรหาทางออกให้กับคนกลุ่มนี้ เมื่อถามว่า ในสังคมไทยการทำให้มีสวัสดิการทางเพศ จะยอมรับกันได้หรือไม่ นายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า เมื่อถึงเวลาหนึ่งคนจะรับได้ และต้องยอมรับว่าความจริงโสเภณีในประเทศไทยเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยตั้งกรุงศรีอยุธยา “ความจริงโสเภณีในประเทศไทยเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา มาถึงปัจจุบัน ก็ 700 กว่าปี ช่วงหนึ่งถูกกฎหมาย ช่วงหนึ่งผิดกฎหมาย ช่วงก่อน 2502 ก็ถูกกฎหมาย แต่พอหลังจากนั้นมี พ.ร.บ.ค้ามนุษย์ ก็ผิดกฎหมาย แต่ ณ ปัจจุบัน เราห้ามปรามกันได้หรือไม่ มันยังมีอยู่มั้ย เราต้องอย่าดัดจริตว่ามันไม่มี คล้าย ๆ กับบ่อนการพนันบอลออนไลน์ บอกไม่มี ไม่มี แต่สุดท้ายมีกันเต็มประเทศ ซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐก็ยอมรับว่ามันเป็นรายได้หลัก เรียกว่ารายได้นอกระบบ หรือ ส่วย มันก็จะเกี่ยวเนื่องกับการเสนอให้ทำสิ่งใต้ดินให้ถูกกฎหมาย” นายมงคลกิตติ์ กล่าว นายมงคลกิตติ์ กล่าวย้ำว่า ในฐานะกรรมาธิการฯ จะผลักดันเรื่องนี้อย่างเต็มที่ เพื่อต้องการแก้ไขปัญหาข่มขืน ที่จะต้องมีทั้งการป้องปรามและสนับสนุนไปพร้อม ๆ กัน ที่สำคัญสังคมเปลี่ยนแปลงไปมาก อีกสักระยะก็จะยอมรับกันได้ เพราะการไม่ยอมรับคือการไม่แก้ไขปัญหา การยอมรับว่ามันมีและหาทางแก้ไขจะสามารถแก้ไขปัญหาในอนาคตได้

หลังฝนฤดูร้อนถล่ม ชาวบ้านนาแห้วแห่จับอึ่งอ่าง ขายได้กิโลกรัมละ 250 บาท สร้างรายได้ให้ครอบครัว

วันที่ 7 เม.ย. 62 มีรายงานว่า อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย ได้เกิดฝนนอกฤดูฝนตกไปทั่วอำเภอ ทำให้ประชาชนอำเภอนาแห้วได้ออกจับอึ่งอ่าง ที่ออกมาหาอาหารในช่วงฝนตก แต่ละคนจับได้ไม่น้อยกว่า 10 -15 กิโลกรัม นำออกมาขายตัวเป็นๆ กิโลกรัมละ 200 – 250 บาท สร้างรายได้แต่ละครอบครัวไม่น้อย 1,000-3,000 บาท นางสุมาลี โคลส์ กำนันตำบลบ้านนาพึง อ.นาแห้ว เผยว่า หลังจากที่ได้เกิดพายุฤดูร้อน และมีฝนตกลงมา ทำให้กบเขียดร้องกันระงมลั่นป่า ชาวบ้านได้ออกมาจับกบจับอึ่งอ่างกัน หลังจากฝนตกลงมา บรรดาอึ่งอ่างซึ่งจำศีลอยู่ก่อนหน้านี้ออกมาหาอาหาร จำพวกแมลงต่างๆ ที่จะออกมาในช่วงหลังฝนตก ทำให้แต่ละคนจับได้ไม่น้อยกว่า 10 -15 กิโลกรัม บางคนหาเก่งจับอึ่งอ่างได้คืนละกว่า 50 กิโลกรัมก็มี นางสุมาลี กล่าวว่า ส่วนใหญ่ที่ชาวบ้านจับอึ่งอ่างมาได้ก็เก็บไว้กินในครอบครัว อีกส่วนก็นำไปขายตามตลาด ซึ่งเป็นที่ต้องการนักชิมมาก เพราะ 1 ปีมีครั้งเดียว ส่วนใหญ่จะขายกิโลกรัมละ 200 บาท แต่ถ้าอึ่งอ่างมีไข่ก็จะกิโลกรัมละ 250 บาท และอีกส่วนได้มีพ่อค้าแม่ขายมารับซื้อและนำไปขายต่อในตัวจังหวัด ในราคา 300- 350 บาท ส่วนใหญ่ที่ซื้ออึ่งอ่างไปจะนำไปต้มใส่ใบมะขามอ่อน เอาปิ้งย่างกับน้ำพริก หรือบางคนไปทำปลาร้า ไว้เก็บกินนอกฤดูกาล ภาพและข้อมูลจาก Khaosod 

หนึ่งเดียว!! เลี้ยงผึ้งป่า สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ จนผลิตน้ำผึ้งแท้ส่งออกสู่ตลาด สร้างรายได้ปีละล้าน แถมใจดีไม่หวงเคล็ดลับ

ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่สวนผึ้งม่อนปู่ยารักษ์ผึ้งป่า ของ นายสยาม สกุลณา อายุ 43 ปี บ้านเลขที่ 62 หมู่ 6 บ้านหาดแฟน ตำบลห้วยแก้ว อำเภอภูกามยาว จังหวัดพะเยา ซึ่งมีอาชีพเลี้ยงผึ้งแบบแหวกแนวไม่เหมือนใคร และไม่มึใครเหมือน โดยเอาผึ้งป่า มาเลี้ยงและขยายเพาะพันธุ์ ให้ มาทำรังสร้างน้ำผึ้งหวานขายสร้างรายได้งามปีละล้านกว่าบาท โดยได้คิดค้นสูตรเด็ด ทำฮอร์โมน “กลิ่นล่อผึ้งป่า” มาเป็นผึ้งบ้านให้เข้ามาอยู่อาศัยในรังที่ทำไว้ กว่า 400 รัง ที่นำวางกระจายไปทั่วบริเวณผืนป่า “ ม่อนปู่ญารักษ์ผึ้งป่า” จนได้น้ำผึ้งขายตลอดปีสร้างรายได้ปีละล้าน เพราะมีการขยายพันธุ์ผึ้งป่า ตลอดทั้งปี จนเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับชีวิตผึ้งป่าที่มีเพียงแห่งเดียวของประเทศ นายสยาม กล่าวว่า ได้นำเอา วิถีแห่งผืนป่าวิถีแห่งอิสรภาพความพอเพียงที่ไม่เพียงพอ เรื่องราวของผึ้งป่า ไม่ใช่เฉพาะแต่ดูแลผึ้งป่า เลี้ยงผึ้งขายมีรายได้เท่านั้น แต่เชื่อมโยงไปถึงเรื่องราวของการได้ช่วยเหลือแบ่งปันโอกาส เรื่องราวของอาชีพการเลี้ยงผึ้งป่าของตนเอง เป็นแหล่งแรกๆ ของประเทศ ที่ทำเป็นอาชีพหลายๆร้อยรัง และทำอาชีพเลี้ยงผึ้งป่าอย่างเดียว และจะขยายพื้นที่เพิ่มสมาชิก เพื่อที่จะรวมกลุ่มกัน ผลิตน้ำผึ้งป่าคุณภาพออกสู่ตลาด สำหรับม่อนปูยารักษ์ผึ้งตรงนี้เปิดเป็นศูนย์เรียนรู้ยินดีต้อนรับทุกท่าน จากทั่วประเทศที่มีความตั้งใจจะเลี้ยงผึ้งป่าเป็นอาชีพ โดยจะสอนตั้งแต่คนไม่มีพื้นฐานเกี่ยวกับการดูแลผึ้ง จนจบคอร์ส 2 วัน 1 คืน สามารถทำเป็นอาชีพสร้างรายได้กับการเลี้ยงผึ้งได้เลย สำหรับการดูน้ำผึ้งป่าแท้หรือไม่แท้ดูด้วยสายตาได้ระดับหนึ่ง สีของน้ำผึ้ง ขึ้นอยู่กับแหล่งของเกสรดอกไม้ สีเข้มสีอ่อนแตกต่างกันไป เนื้อน้ำผึ้งแท้ จะไม่มีการแบ่งชั้น จะเป็นสีเดียวกันหมด ตั้งทิ้งไว้จะไม่ตกตะกอน การสกัดน้ำผึ้งมีผลต่อคุณภาพน้ำผึ้ง ถ้าเกิดบีบผ่านมือตัวอ่อนแตกใส่หรือโดนเชื้อน้ำผึ้งจะไม่ดี แต่ทาง ม่อนปู่ญารักษ์ผึ้งป่า สกัด ด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ และเก็บน้ำผึ้งเฉพาะเดือนห้า และเป็นน้ำผึ้งแท้ เวลาหยดน้ำผึ้งจะไหลเป็นเส้นต่อเนื่อง การทำผึ้งป่า 1 รัง จะให้น้ำผึ้งได้ 10 ขวด ขวดละ 300 บาท ก็ได้ 3,000 บาท เราไม่มีต้นทุนเลย ได้กำไรล้วนๆสำหรับ“ ม่อนปู่ญารักษ์ผึ้งป่า” ยังได้มีการรับทำรังผึ้งออกจำหน่ายราคารังละ1,200บาท ซึ่งรังผึ้งแต่ละรังจะมีการแนะนำผู้ซื้อให้รู้ถึงวิธีการเอาผึ้งป่าเข้ามาเลี้ยงจนได้น้ำหวานและยังมีน้ำผึ้งป่าแท้ให้กับผู้ต้องการซื้อไปรับประทานเพราะน้ำผึ้งป่าจะมีสรรพคุณ และมีประโยชน์ต่อร่างกาย ของตนทุกเพศทุกวัยและคนโบราณยังเชื่อว่าน้ำผึ้งป่า หากนำเอาไปผสมจะเป็นยาที่สามารถทานแล้วทำให้ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ปราศจากโรคภัยอีกด้วย ผู้สนใจก็ไม่หวงความรู้ยินดีเผยแพร่ความรู้ให้ สามารถเข้ามาเรียนรู้ได้ ที่ม่อนปู่ญารักษ์ผึ้งป่า จังหวัดพะเยามีที่เดียวในประเทศ สามารถติดต่อเบอร์โทร 06-5006-9870