เช็คสิทธิประกันสังคม ม.40

เช็คสิทธิประกันสังคม ม.40 ความคืบหน้า จากกรณีประกันสังคม ม.40 รับเงินเยียวย า 5,000 บาท ล่าสุด เพจฯ แจ้งข่าวประกันสังคม อัปเดตข้อมูลเมื่อวันที่ 5 ก.ย.64 โดยระบุว่า เช็คสิทธิ ประกันสังคม ม.40 ใน 19 จังหวัด (ฉะเชิงเทรา เพชรบูรณ์ นครนายก สมุทรสงคราม ชลบุรี นครราชสีมา ระยอง สระบุรี ลพบุรี อ่างทอง ปราจีนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ประจวบคีรีขันธ์ กาญจนบุรี ตาก เพชรบุรี และ สิงห์บุรี) ที่จ่ายเงินสมทบ ภายในวันที่ 1-3 ส.ค. 64 ข่าวที่เกี่ยวข้อง เยียวยาประกันสังคม “ม.39-ม.40” กลุ่มตกหล่น เร่งแก้ผูกพร้อมเพย์ด่วน เตรียมเฮ !ประกันสังคม ม.33 รับเงินอีกรอบ โอนเมื่อไหร่ ใครได้บ้าง หากเข้าไปเช็กใน https://www.sso.go.th แล้วขึ้นสถานะว่า เป็นผู้ประกันตนแล้ว รอเช็กสิทธิ รับเงิน 5,000 บาท ภายในวันที่ 8-15 ก.ย.นี้ 19 จังหวัดที่จ่ายเงินสมทบในวันที่ 4-24 ส.ค.64 หากขึ้นเป็นผู้ประกันตนแล้ว รอเช็กสิทธิ รับเงิน 5,000 บาท ภายในวันที่ 8-15 ก.ย.64 หากเข้าไปเช็กใน https://www.sso.go.th แล้วขึ้นสถานะว่า ไม่ได้รับสิทธิ ให้รีบยื่นทบทวนสิทธิ หากผ่านเงื่อนไข คาดจะได้รับเงินเยียวยา 5,000 บาท กลางเดือน ก.ย.64 ทั้งนี้ ผู้ประกันตน ม.40 สามารถตรวจสอบสิทธิได้ในเว็บไซต์ www.sso.go.th ได้ตั้งแต่วันที่ 7 ก.ย. 64 เวลา 13.00 น. หรือ บ่ายโมง เป็นต้นไป ขอบคุณภาพจาก FB แจ้งข่าวประกันสังคม

โฆษก สปส. เผยได้จ่ายเงินช่วยเหลือไปแล้ว 4 แสนกว่าราย ยังอยู่ระหว่างดำเนินการอีก 2 แสนกว่า และรอนายจ้างรับรองอีก 5 แสน

นางพิศมัย นิธิไพบูลย์ ผู้ตรวจราชการกรม สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ในฐานะโฆษก สปส. กล่าวชี้แจงกรณีมีการเผยแพร่ข่าวความมั่นคงและเสถียรภาพของกองทุนประกันสังคมมูลค่ากว่า 2 ล้านล้านบาท และการจ่ายเงินสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานจากเหตุสุดวิสัยล่าช้า จนส่งผลให้ผู้ประกันตนเกิดความกังวลในการบริหารกองทุน ว่า ประเด็นข้อกังวลเงินกองทุนประกันสังคมกว่า 2 ล้านล้านบาท หายไปไหน กองทุนมีเงินเพียงพอที่จะจ่ายสิทธิประโยชน์กรณีว่างงาน และกรณีอื่นๆ หรือไม่นั้น ขอเรียนว่า กองทุนว่างงาน ปัจจุบันมีเงินกองทุนว่างงานอยู่จำนวนกว่า 160,000 ล้านบาท ซึ่งเพียงพอต่อการจ่ายสิทธิประโยชน์ให้แก่ผู้ประกันตน “โดย สปส.ได้ประมาณการเบื้องต้น พบว่า จากจำนวนผู้มาขอรับสิทธิประโยชน์กรณีว่างงาน 1.2 ล้านคน คาดว่าจะคิดเป็นเงินทั้งหมด 20,000 – 30,000 ล้านบาท ซึ่ง สปส.ยืนยันว่ามีเงินกองทุนเพียงพอที่จะนำไปจ่ายสิทธิประโยชน์ดังกล่าว โดยไม่มีปัญหาแต่อย่างใด พร้อมทั้งได้เตรียมสำรองสภาพคล่องไว้รอการจ่ายเงินแล้ว ขอให้ผู้ประกันตนวางใจว่า กองทุนมีเงินกองทุนเพียงพอ นอกจากนี้ เงินลงทุน 2 ล้านล้านบาท ยังอยู่ครบถ้วน ไม่ได้หายไปไหน” โฆษก สปส. กล่าว นางพิศมัย กล่าวว่า สำหรับเงินลงทุนกองทุนประกันสังคม ณ วันที่ 31 มีนาคม 2563 จำนวน 2,032,841 ล้านบาท ลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูง เช่น พันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย พันธบัตรรัฐวิสาหกิจที่กระทรวงการคลังค้ำประกัน หุ้นกู้บริษัทเอกชนที่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ และหน่วยลงทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ จำนวน 1,671,176 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 82 ของเงินกองทุน และลงทุนในหลักทรัพย์ อาทิ หุ้นสามัญ หน่วยลงทุนในหุ้นต่างประเทศ หน่วยลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ โครงสร้างพื้นฐาน ทองคำ จำนวน 361,665 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 18 ของเงินกองทุน ซึ่งเป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการประกันสังคมที่กำหนดให้ต้องมีสัดส่วนหลักทรัพย์มั่นคงอย่างน้อย ร้อยละ 60 ซึ่งการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลจะมีปริมาณที่สูงกว่าหลักทรัพย์ประเภทอื่น “เนื่องจากเป็นการลงทุนที่สร้างรายได้ที่สม่ำเสมอให้กับกองทุน และประเด็นกรณีการจ่ายเงินช่วยเหลือจากประกันสังคมที่ล่าช้า ในเรื่องนี้ กระทรวงแรงงาน โดย สปส.ได้ดำเนินการนำเรื่องการปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัยให้ขยายความคุ้มครองผู้ประกันตนจากภัยอันเกิดจากโรคที่แพร่หรือระบาดในมนุษย์ โดยกฎหมายได้ประกาศลงราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2563 เวลา 18.30 น ซึ่งสปส.เริ่มทยอยจ่ายเงินกรณีว่างงาน ให้ผู้ประกันตนกลุ่มแรกเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2563 จนกระทั่งปัจจุบันสรุปข้อมูล ณ วันที่ 3 พฤษภาคม 2563 มีจำนวนผู้ประกันตนยื่นขอใช้สิทธิ จำนวน 1,177,841 ราย ได้สั่งจ่ายให้แก่ผู้ประกันตนไปแล้วทั้งสิ้น 426,358 ราย อยู่ระหว่างดำเนินการ 243,974 ราย และอยู่ระหว่างติดตามนายจ้างจำนวนกว่า 50,000 สถานประกอบการ ให้เข้ามารับรองสิทธิลูกจ้าง จำนวน 507,509 ราย” โฆษก สปส. กล่าว นางพิศมัย กล่าวอีกว่า เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ของทุกส่วนราชการของกระทรวงแรงงาน เร่งระดมประสานงานติดตามนายจ้างจำนวนกว่า 50,000 ราย ให้เข้ามารับรองการหยุดงาน รวมทั้ง สปส.จะได้ออกหนังสือแจ้งนายจ้างให้เข้ามารับรองการหยุดงานของลูกจ้างกลุ่มดังกล่าว เพื่อไม่ให้ลูกจ้างเสียสิทธิ์ “จากการติดตามพบว่า มีประมาณร้อยละ 20 เป็นสถานประกอบการที่เปิดทำการปกติและจ่ายเงินค่าจ้างให้แก่ลูกจ้าง ประมาณการลูกจ้างจำนวนกว่า 1 แสนคน มีประมาณร้อยละ 10 เป็นสถานประกอบการที่จ่ายเงินค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างตามมาตรา 75 พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองแรงงาน ประมาณการลูกจ้างจำนวนกว่า 2 แสนคน คงเหลือจำนวนลูกจ้างที่คาดว่าจะมีคุณสมบัติครบถ้วน ซึ่ง สปส.กำลังเร่งให้นายจ้างดำเนินการรับรอง สั่งจ่ายในกลุ่มนี้อีกกว่า 2 แสนราย” นางพิศมัย กล่าว โฆษก สปส.กล่าวว่า ขอชี้แจงแก่ลูกจ้างผู้ประกันตนว่า การรับเงินว่างงานกรณีเหตุสุดวิสัยนั้น จะต้องเป็นกรณีที่นายจ้างหยุดประกอบกิจการชั่วคราวและไม่จ่ายเงินค่าจ้างให้แก่ลูกจ้าง ประกอบกับลูกจ้างนั้นจะต้องจ่ายเงินสมทบครบตามเงื่อนไขในการขอรับสิทธิ์ประโยชน์กรณีว่างงานคือ […]

พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ยืนยันแล้วจะเงินสมทบประกันสังคมเพิ่มจาก 750 เป็น 1000 บาทอย่างแน่นอน

วันที่ 3 ก.ย. 61  พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวระหว่างเป็นประธานงานวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ครบรอบ 28 ปี ว่า ตลอด 28 ปีของ สปส.มีความก้าวหน้าอย่างมาก เช่น พัฒนารูปแบบการให้บริการกรณีทันตกรรมโดยไม่ต้องสำรองจ่าย เพิ่มเงินสงเคราะห์บุตร จาก 400 บาท เป็น 600 บาท ต่อเดือน เพิ่มค่าฝากครรภ์กรณีคลอดบุตร เพิ่มสิทธิประโยชน์และค่าทดแทน โดยจัดทำร่างแก้ไข พ.ร.บ. เงินทดแทน (ฉบับที่…) พ.ศ. … ซึ่งขณะนี้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้เห็นชอบแล้ว เตรียมประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อบังคับใช้ต่อไป คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในสิ้นปี 2561 เป็นต้น สำหรับก้าวต่อไปของ สปส.ที่ตนมอบนโยบาย คือ 1.เพิ่มจำนวนผู้ประกันตนเข้ามาในระบบให้มากขึ้น โดยขณะนี้มีผู้ประกันตนประมาณ 15 ล้านคน ส่วนแรงงานนอกระบบซึ่งมี 22 ล้านคน แต่เข้ามาเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 40 เพียง 2.5 ล้านคน โดยปี 2561 เข้าสู่ระบบประมาณ 3 แสนกว่าคน ซึ่งปี 2562 ตั้งเป้าไว้ต้องเพิ่มอีก 2-3 ล้านคน ซึ่งจะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยผู้ประกันตนตามมาตรา 40 จะเป็นผู้ใดก็ได้ที่มีอายุ 15 – 60 ปี ไม่เคยเป็นลูกจ้างตามมาตรา 33 และผู้ประกันตนมาตรา 39 ประกอบอาชีพอิสระ และไม่เป็นผู้ทุพพลภาพในปัจจุบัน ซึ่งต้องการให้เข้ามาอยู่ในระบบอย่างมาก เพราะจะได้รับการคุ้มครองอย่างดีมาก ทั้งการรักษาพยาบาล การทุพพลภาพ ชราภาพ สงเคราะห์บุตร เป็นไปตามหลักยุทธศาสตร์ 20 ปีด้านแรงงาน ส่วนเจ้าหน้าที่ประกันสังคมจะมีการปรับโครงสร้างการทำงานให้สอดคล้องกับภาระงาน 2.บริหารกองทุนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ผลตอบแทนต่าง ๆ ต้องมีประสิทธิภาพ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากผู้ประกันตน ซึ่งยืนยันว่าการลงทุนนั้นมีความโปร่งใส มีคณะกรรมการพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยแต่ละปีได้ผลตอบแทนหลายหมื่นล้านบาท โดยปี 2560 ได้ผลตอบแทน 5.8 หมื่นล้านบาท 3.การปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์ต่างๆ ให้มีความเหมาะสม โดยเฉพาะเรื่องผู้สูงอายุ การสงเคราะห์บุตร ทุพพลภาพ หรือมาตรฐานสถานบริการ  และ 4.การเข้าถึงบริการที่ง่ายและรวดเร็ว โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยี ต้องทันสมัย และระบบออนไลน์ต่างๆ ส่วนความคืบหน้าการปรับเพดานอัตราการจ่ายเงินสมทบจากฐานเงินเดือน 15,000 บาท เป็น 20,000 บาท หรือเก็บจาก 750 บาท เป็น 1,000 บาทนั้น พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการ ซึ่งยืนยันว่าจะต้องมีการปรับเพิ่มขึ้นแน่นอน แต่การจะปรับเพิ่มอัตราการจ่ายเงินสมทบนั้น จะต้องสร้างการรับรู้และความเข้าใจให้แก่ผู้ประกันตนด้วย โดยเฉพาะการปรับเพิ่มแล้วจะเกิดประโยชน์อะไรมากขึ้นแก่ผู้ประกันตน เช่น ได้เพิ่มเงินบำนาญชราภาพ เป็นต้น ทั้งนี้หากยังมีความเห็นต่างกันอยู่ หรือยังมีคนรู้สึกว่าเดือดร้อนกับเรื่องนี้ จะยังไม่ดำเนินการหรือยังไม่เสนอรัฐบาล ซึ่งขณะนี้ตัวแทนฝั่งนายจ้างและลูกจ้างช่วยไปสื่อสารแล้ว ส่วนเรื่องการขยายอายุเกษียณการทำงานเดินหน้าไปพร้อมกัน แต่อันไหนพร้อมก่อนก็ดำเนินการ

จากแนวคิดการเพิ่มเงินสมทบผู้ประกันตน 800-1000 บาท มีข้อดีอะไรบ้าง

กลายเป็นที่ถกเถียงกันในสังคมเป็นอย่างมาก จากกรณีเครือข่ายผู้ประกันตนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ภายหลังสำนักงานประกันสังคม(สปส.) ประกาศความคืบหน้าการขับเคลื่อนนโยบายเพิ่มเพดานเงินเดือนสำหรับเก็บเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม  ซึ่งจะต้องมีการแก้พ.ร.บ.ประกันสังคมต่อไป อย่างไรก็ตาม สำหรับการเพิ่มเงินสมทบผู้ประกันตน จะเป็นการขยายฐานเพดานเงินเดือนจาก 1.5 หมื่นบาทเป็น 2 หมื่นบาท ในการคำนวณเงินสมทบเข้ากองทุน แต่ยังคงเก็บในอัตราร้อยละ 5 เหมือนเดิม โดยจะเก็บเพิ่มระหว่าง 800-1,000 บาท ปรากฎว่ายังไม่ทันประกาศใช้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้างทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน นายมนัส โกศล ประธานเครือข่ายประกันสังคมคนทำงาน(คปค.) กล่าวถึงกรณีสำนักงานประกันสังคมขับเคลื่อนนโยบายขยายเพดานเงินเดือนเพื่อเก็บเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมเพิ่ม ซึ่งมีทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ว่า คปค.เห็นด้วยกับแนวคิดของสำนักงานประกันสังคม(สปส.) และผลสรุปของ การประพิจารณ์12ครั้งที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ก็เห็นด้วย  ซึ่งจริงๆแล้วการเพิ่มเงินสมทบโดยขยายเพดานเงินเดือนจาก 15,000 บาท เป็น 20,000 บาทนั้น คิดอัตราเท่าเดิมที่ร้อยละ 5  ไม่ได้มีประโยชน์ในแง่การเก็บออมยามชราภาพเท่านั้น  แต่เป็นการเพิ่มสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนทุกกรณี ทั้งเจ็บป่วย ทุพพลภาพ คลอดบุตร เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต ว่างงาน ลาออก หรือเลิกจ้างจะครอบคลุมได้สิทธิประโยชน์ในการดูแลทั้งหมด นายมนัส กล่าวอีกว่า การขยายเพดานเงินเดือนจาก 15,000 บาท  เป็น 20,000 บาท เพื่อนำมาเป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบร้อยละ 5 ซึ่งจะทำให้ผู้ประกันตนได้สิทธิประโยชน์เพิ่มทั้งหมด ยกตัวอย่าง   คนที่ฐานเงินเดือนอยู่ที่ 15,000 บาท ก็จ่ายเท่าเดิมคือ 750 บาทต่อเดือน สิทธิที่ได้เหมือนเดิมคือ กรณีเจ็บป่วย ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน 30 วันต่อปี หากเกินกว่านั้นได้จะเงินชดเชย 7,500 บาทจากประกันสังคม  กรณีทุพพลภาพจะได้ 7,500 บาทต่อเดือนตลอดชีวิต กรณีลาคลอดบุตร 45 วันของประกันสังคมจะจ่ายให้ผู้ประกันตนจำนวน 22,500 บาท  กรณีเงินสงเคราะห์ตาย หากผู้ประกันตนส่งเงินสมทบ 10 ปี หากเสียชีวิตจะได้เงินสงเคราะห์ 6 เดือน หรือ 90,000 บาท  กรณีชราภาพได้ 3,000 บาท ยังไม่นับรวมเพิ่มปีละ 1.5 เปอร์เซ็นต์สำหรับผู้ประกันตนที่จ่ายเงินสมทบเกิน 15 ปี กรณีว่างงานลาออกได้เงินชดเชยการว่างงาน 3 เดือนคิดเป็น 30 เปอร์เซ็นต์จากเงินเดือน หรือได้ประมาณ 4,500 บาท ส่วนกรณีว่างงานจากการเลิกจ้าง ได้50 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือนจำนวน 6 เดือน หรือ 7,500 บาท “แต่สำหรับการขยายฐานเงินเดือนใหม่จะเพิ่มสิทธิประโยชน์เหล่านี้ขึ้น ยกตัวอย่าง คนที่ฐานเงินเดือนอยู่ที่ 16,000 บาท ก็จ่ายสมทบเพิ่มเป็น  800 บาทต่อเดือน จะได้เงินเพิ่มกรณีเจ็บป่วย 8,000 บาท  กรณีทุพพลภาพ 8,000 บาทต่อเดือนไปตลอดชีวิต   กรณีลาคลอดบุตร 45 วันของประกันสังคมจะจ่ายให้ผู้ประกันตนจำนวน    24,000 บาท  กรณีเงินสงเคราะห์การเสียชีวิต หากส่งเกิน 10 ปีจะได้เงินชดเชย 6 เดือน จำนวน  96,000 บาท  กรณีชราภาพได้เงิน 3,200 บาทต่อเดือนยังไม่นับรวมเพิ่มปีละ 1.5 เปอร์เซ็นต์สำหรับผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบเกิน 15 ปี  กรณีว่างงานจากการลาออกได้เงิน 4,800 บาท และกรณีว่างเงินจากการเลิกจ้างได้เงินจำนวน 8,000 บาท เป็นต้น  จะเห็นว่าหากมีการปรับเพิ่ม สิทธิประโยชน์ต่างๆ ก็จะเพิ่มขึ้น ซึ่งขณะนี้ก็ต้องรอการปรับแก้พ.ร.บ.ประกันสังคมฉบับที่ 5” นายมนัส กล่าว

สำนักงานประกันสังคม ตั้งเป้าเก็บเงิน ผู้ประกันตน 1000 บาทต่อเดือน

งานเข้าเหล่ามนุษย์เงินเดือนอีกแล้ว  หลังนายแพทย์สุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม หรือ สปส. ออกมาชี้แจงความคืบหน้าการขับเคลื่อนนโยบายเพิ่มเพดานเงินเดือนสำหรับเก็บสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม ว่ายังอยู่ในขั้นตอนการทำความเข้าใจกับผู้ประกันตน โดยหันมาใช้วิธีรับฟังความคิดเห็นทางออนไลน์แทนการเปิดเวทีรับความคิดเห็น ด้านนายแพทย์สุรเดช เผยว่า ขณะนี้ทำให้คนมีความเข้าใจไปมากกว่าครึ่งแล้ว หากมีผู้ประกันตนเห็นด้วยเกิน80% น่าจะสามารถเดินหน้าต่อไปเดตไลน์อยู่ที่ความเข้าใจของผู้ประกันตนตอนนี้คนที่ยังคัดค้านเป็นเพราะยังไม่เข้าใจและเป็นกลุ่มเดิมดังนั้นจึงอยากให้ช่วยกันทำความเข้าใจด้วย ส่วนการเก็บเงินสมทบยังคงเก็บในอัตราเดิมคือ5% แต่ที่ทำอยู่คือการขยายฐานเพดานเงินเดือนในการคำนวณเงินสมทบ จาก15,000 บาท เป็น20,000 บาท  โดยจะแบ่งออกเป็นดังนี้ ฐานเงินเดือน15,000 บาท หักประกันสังคม750 บาท/เดือน ฐานเงินเดือน16,000 บาท หักประกันสังคม800 บาท/เดือน ฐานเงินเดือน18,000 บาท หักประกันสังคม900 บาท/เดือน ฐานเงินเดือน20,000 บาท หักประกันสังคม1,000 บาท/เดือน สรุปคือคนที่ฐานเงินเดือนก็จ่ายเท่าเดิมส่วนคนที่ฐานเงินเดือนสูงก็ปรับเพิ่มขึ้นแต่ได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นด้วย

1 2