เลื่อน!! เราเที่ยวด้วยกัน เฟส 3 – ทัวร์เที่ยวไทย รอเคาะใหม่ลุ้น 14 พ.ค. 64

ททท.ชะลอโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน เฟส 3” ให้สอดคล้องกับมาตรการควบคุมโควิด-19 เนื่องด้วยศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) มีคำสั่งล่าสุดขอให้ประชาชนงดการเดินทางเพื่อป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ขอขอบคุณภาพจาก ท่องเที่ยว – Thaiza ทั้งนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จึงอาจจะชะลอโครงการออกไปก่อน โดยในสัปดาห์หน้า คาดว่าไม่เกินวันศุกร์ที่ 14 พ.ค.นี้ ผู้ว่าฯ ททท. จะหารือกับ รัฐมนตรีว่าการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อให้ได้คำตอบที่ชัดเจนว่าจะเลื่อนโครงการนี้ออกไปเป็นวันที่เท่าไร หรือควรมีการดำเนินการอย่างไรต่อไป เพราะจะต้องแจ้งให้สภาพัฒน์ (สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ) ทราบด้วย เนื่องจากโครงการมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องของงบประมาณและระยะเวลาในการดำเนินโครงการ   สำหรับโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” เฟส 3 แจกเพิ่มอีก 2 ล้านสิทธิ์ ที่จะใช้วงเงินที่เหลืออยู่ประมาณ 5,700 ล้านบาท และโครงการ “ทัวร์เที่ยวไทย” ผ่านการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 23 มี.ค. 2564 ที่เน้นการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเดินทางท่องเที่ยวข้ามจังหวัดในวันธรรมดา เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง สำหรับการปรับปรุงรายละเอียดโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” เฟส 3 ในการดำเนินการต่อจากเฟส 1 และเฟส 2 ที่ผ่านมา โดยในครั้งนี้จะมีการขยายสิทธิเพิ่มขึ้นอีก 2 ล้านสิทธิ์ ตามมติ ครม. วันที่ 23 มีนาคม 2564 มีข้อสั่งการมีการปรับปรุงรายละเอียดใหม่ 7 เงื่อนไข ดังนี้ เราเที่ยวด้วยกัน เฟส 3 ใช้งบประมาณ 5,700 ล้านบาท เริ่มใช้สิทธิได้พฤษภาคม – สิงหาคม 2564 สาเหตุที่ล่าช้าไม่ทันช่วงวันหยุดยาว เนื่องจากระบบที่ธนาคารกรุงไทยต้องเร่งดำเนินการ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการฉวยโอกาสหรือทุจริตโครงการฯ แบบที่ผ่านมา ผู้ประกอบการ ต้องแจ้งจำนวนห้องพัก – ราคาให้กับ ททท.รับทราบ แต่ละโรงแรมที่เข้าร่วมโครงการ จะต้องส่งจำนวนห้องพักและช่วงเรตราคาของห้องพัก (ราคาสูงสุด-ราคาต่ำสุด) ให้ทาง ททท. เพื่อให้ ททท. ตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวด้วย ผู้ใช้สิทธิ์เข้าพัก ต้องลงทะเบียน และจองที่พักล่วงหน้า 7 วัน ผู้ใช้สิทธิ “เราเที่ยวด้วยกัน” เฟส 3 ต้องสแกนใบหน้า E-Voucher ปรับปรุงใหม่ มีเฉพาะราคา 600 บาท เท่านั้น ต้องท่องเที่ยวและพักแรมข้ามจังหวัดเท่านั้น ข่าวที่เกี่ยวข้อง ด่วน !!! ไฟเขียว “คนละครึ่งเฟส 3” แล้ว แจกเงินคนละ 3,000 รวมกว่า 9 หมื่นล้านบาท ! โครงการคนละครึ่งเฟส 3 ได้ข้อสรุปที่มีความชัดเจนในช่วงเดือนพฤษภาคม  

ตาลุกวาว!! ชาวเน็ตสนใจ สาวโพสต์ขายที่ดินเกาะหวาย ส่องานเข้า! ชี้อาจบุกรุกอุทยานฯ หากซื้อขายนอกเหนือพื้นที่ครอบครอง

ตาลุกวาว!! ชาวเน็ตสนใจ สาวโพสต์ขายที่ดินเกาะหวาย ส่องานเข้า! ชี้อาจบุกรุกอุทยานฯ หากซื้อขายนอกเหนือพื้นที่ครอบครอง เมื่อวันที่ 14 เมษายน จากกรณีบนโลกออนไลน์ได้มีการแชร์เรื่องราวจากสมาชิกผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งที่มีชื่อว่า Minky Arisara ซึ่งออกมาโพสต์ประกาศขายพื้นที่เกาะส่วนตัว 298 ไร่ ของที่บ้าน บนพื้นที่เกาะหวาย ในอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง จ.ตราด ในราคา 350,000,000 โดยระบุว่าเจ้าของขายเองไม่ผ่านนายหน้า ไม่แบ่งขายนั้น โดยระบุข้อความ “สวัสดีค่ะ มายมิ้นท์ 63 [MAIR18] ขออนุญาตฝากเกาะส่วนตัวของที่บ้าน สำหรับคนที่อยากซื้อไว้ทำสถานที่พักผ่อน หรือต่อยอดทำธุรกิจส่วนตัวค่ะ ขายที่ดินเกาะส่วนตัวของที่บ้าน 298 ไร่ ราคาเพียง 350,000,000 บาท เกาะหวายจ.ตราด เดินทางด้วย speed boat เพียงแค่ 45 นาที จากท่าเรือตราด ก็จะถึงเกาะที่เงียบสงบเล็กๆ ในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง ทรายนุ่ม น้ำใส จนได้รับการขนานนามว่า”มัลดีลฟ์แห่งภาคตะวันออก” Info – มีบ่อน้ำจืด – มีบังกะโลอยู่แล้วประมาณ 70 หลัง – พื้นที่ติดหน้าหาดเป็นส่วนใหญ่ กลางเกาะเป็นภูเขา และมีหน้าผาติดทะเลค่ะ สนใจรายละเอียด inbox มาคุยเลยค่ะ (ราคาเจ้าของขายเองไม่ผ่านนายหน้า ไม่แบ่งขายค่ะ) แนบรูปเพื่อประกอบการตัดสินใจ จากเพจ Dream Travel ค่ะ   ล่าสุดนายนิพนธ์ ภิญโญ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้างจ. ตราด กล่าวว่า จากกรณีที่มีการโพสต์ขายที่ดิน จำนวน 298 ไร่ มูลค่า 350 ล้านบาทนั้น การตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าเกาะดังกล่าวคือเกาะหวาย ซึ่งอยู่ในเขตอุทยานฯ มีเนื้อที่ทั้งหมด 900 กว่าไร่ และมีส่วนที่เป็นโฉนดสองแปลง เนื้อที่ 8 ไร่ และ 4 ไร่ ตามลำดับ และอีกแปลงเป็น น.ส3. จำนวน 9 ไร่ รวมมีพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ์ที 21 ไร่เท่านั้น นายนิพนธ์ กล่าวว่า ส่วนจำนวนที่อ้างว่ามี 298 ไร่อยู่ตรงไหนไม่ทราบ เพราะเราไม่มีเอกสารดังกล่าว แต่คงใช้เวลาตรวจสอบไม่นาน ถ้ามีการซื้อขายกันจริงก็จะผิดกฎหมาย เพราะการครอบครองที่ที่นอกเหนือจากที่มีการออกเอกสารครอบครองดังกล่าว ถือว่าผิดกฎหมายเพราะเป็นการบุกรุกอุทยานฯ ส่วนจะเอาความผิดกับคนโพสต์ขายหรือไม่นั่นต้องไปดูกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกรมอุทยานฯก่อน หลังจากนั้น เรื่องได้รับความสนใจอย่างมากชาวโชเชียวได้พยามสืบหาข้อเท็จจริงจนทำให้ ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งที่มีชื่อว่า Minky Arisara ได้ออกมาขอโทษผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัว ดั้งนี้… ข่าวที่เกี่ยวข้อง มิติใหม่แห่งการซื้อที่ดิน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เเละการฝากร้าน ประกาศหาคนหาร 1แสนคน ซื้อเกาะ 350 ล้านบาท ผู้ประกอบการยิ้ม คนแห่เที่ยววันสงกรานต์ นักท่องเที่ยวทะลักเกาะกูด สาวเที่ยวเกาะกูด ป่วยสั่งข้าวต้มหมู เจอโรงแรมคิดเงินชามละ 240 บาท

เปิดตัวรูปปั้นแย้ขนาดใหญ่ ให้เป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ เป็นจุดเช็คอินนักท่องเที่ยว ที่เข้าไปเที่ยวชมโครงการหมู่บ้านโอท็อป นวัตวิถี

วันที่ 20 ธ.ค. 61 ชาวบ้านซ่งแย้ หมู่ที่ 9 ต.คำเตย อ.ไทยเจริญ จ.ยโสธร ได้ร่วมกันเปิดตัวรูปปั้นแย้ขนาดใหญ่ มีลำตัวยาว 18 เมตร กว้าง 4 เมตร และสูง 3 เมตร ติดตั้งอยู่ริมถนนวารีราชเดช ใกล้กับหมู่บ้าน เส้นทางระหว่าง อ.กุดชุม ไป อ.เลิงนกทา จ.ยโสธร หลังจากที่ได้ว่าจ้างให้ช่างได้ก่อสร้างและปั้นเป็นตัวแย้ขนาดใหญ่ขึ้น โดยทำจากคอนกรีตเสริมเหล็กปั้นขึ้นรูปด้วยปูนซีเมนต์พร้อมกับพ่นสีให้เหมือนตัวแย้จริงๆ ใช้งบประมาณในการก่อสร้าง 1 แสนบาท จากโครงการหมู่บ้านโอท็อป นวัตวิถี เพื่อให้เป็นสัญลักษณ์ประจำของหมู่บ้าน ตามชื่อบ้านซ่งแย้และให้สถานที่แห่งนี้เป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ เป็นจุดเช็คอินรอให้นักท่องเที่ยวและผู้ที่สนใจเดินทางเข้าไปเที่ยวชมพร้อมกับถ่ายรูปเช็คอินภายใต้โครงการหมู่บ้านโอท็อป นวัตวิถี พร้อมกับได้ส่งเสริมและสนับสนุนตลาดชุมชนเป็นตลาดจำหน่ายสินค้าของคนในชุมชนให้มีรายได้เพิ่มขึ้นในอนาคต สร้างความน่าสนใจให้กับนักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมและท่องเที่ยวในแอ่งเล็ก และการพัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์โอท็อปของชุมชนให้ได้มาตรฐานและมีคุณภาพ เพื่อสร้างรายได้ให้กระจายอยู่กับประชาชนในหมู่บ้าน/ชุมชน บนพื้นฐานเสน่ห์ ภูมิปัญญา วัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ที่ดัดแปลงให้เกิดมูลค่าเพิ่มเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับหมู่บ้าน/ชุมชน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนเชื่อมโยงเส้นทางการท่องเที่ยวของจังหวัดยโสธร นายชัยพร  สายแวว ผู้ใหญ่บ้านซ่งแย้ หมู่ 9 กล่าวว่า ตนพร้อมด้วยชาวบ้านมีแนวคิดร่วมกันที่จะทำสัญลักษณ์ให้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะประจำหมู่บ้าน จึงได้จัดทำเป็นรูปปั้นแย้ขนาดใหญ่ขึ้นมา โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกรมการพัฒนาชุมชนภายใต้โครงการหมู่บ้านโอท็อป นวัตวิถี จึงได้ว่าจ้างช่างให้ไปก่อสร้างและปั้นเป็นรูปตัวแย้ขนาดใหญ่ขึ้น ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 2 เดือน จึงเสร็จเรียบร้อย และขณะนี้ก็พร้อมรอให้นักท่องเที่ยวและผู้ที่สนใจเข้าไปเที่ยวชมพร้อมกับถ่ายรูปเช็คอินกันได้ตลอดเวลา เพื่อให้สถานที่แห่งนี้เป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ ของหมู่บ้านเป็นแหล่งท่องเที่ยวและยังเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนตลาดของชุมชนให้เป็นสถานที่จำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ของชุมชนเป็นการสร้างรายได้ให้กับชุมชนอีกทางหนึ่งด้วย

ใครจะไปคิดว่ากลางป่า จะมีตลาดน้ำสวยงามอยู่ในนั้นด้วย

“ตลาดน้ำกลางป่า แห่งเดียวในโลก” จั่วมาอลังการแบบนี้แต่รู้มั้ยว่าที่นี่เดิมเป็นพื้นที่แห้งแล้งไม่มีแม้น้ำสักหยด แต่ด้วยความร่วมใจกันของคนในชุมชน ช่วยกันพลิกฟื้นพื้นป่าที่เสื่อมโทรมพัฒนาทำตามแนวพระราชดำริ ทำให้ผืนป่าและแหล่งน้ำกลับมาสวยงามอีกครั้ง จนตอนนี้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตของ อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี ดำเนิการในรูปแบบวิสาหกิจชุมชน