ราชกิจจานุเบกษา ประกาศ ล็อกดาวน์ ถึง 30 ก.ย. เคอร์ฟิว 3 ทุ่มถึงตี 4

ราชกิจจานุเบกษา ประกาศ ล็อกดาวน์ ถึง 30 ก.ย. เคอร์ฟิว 3 ทุ่มถึงตี 4 ประกาศราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ ข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 33) มีใจความว่า ตามที่ได้มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักรตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม พ.ศ.2563 และต่อมาได้ขยายระยะเวลาการบังคับใช้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินดังกล่าวออกไปเป็นคราวที่ 13 จนถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2564 นั้น เพื่อเป็นการบังคับใช้บรรดามาตรการตามข้อกำหนดที่ได้ประกาศไว้แล้วต่อเนื่องไปให้เหมาะสมกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่รัฐบาลและพนักงานเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนสามารถเข้าควบคุมและบริหารจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินให้คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น ฝ่ายสาธารณสุขและหน่วยงานที่รับผิดชอบจึงได้ประเมินผลและความเหมาะสมของมาตรการต่างๆ เสนอต่อศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโร คติดเชื้ อไ วรั สโคโรนา 2019 (โควิด-19) (ศบค.) เพื่อพิจารณา โดยพนักงานเจ้าหน้าที่คงจำเป็นต้องติดตามกำกับดูแลทั้งบุคคล สถานที่ การดำเนินกิจการและกิจกรรมต่างๆ ให้อยู่ภายใต้เงื่อนไขของการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคที่ทางราชการกำหนดอย่างเคร่งครัด การดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามแผนบริการวัคซีน รวมทั้งการสร้างความรับรู้และความเข้าใจให้ประชาชน ผู้ประกอบการ และหน่วยงานที่รับผิดชอบเตรียมความพร้อมเพื่อการปฏิบัติตนสำหรับการดำเนินการตามมาตรการควบคุมและป้องกันโรคในระยะยาว เช่น มาตรการควบคุมโร คโ ค วิ ด-19 แนวใหม่เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างปลอดภัย (Smart Control and Living with COVID – 19) มาตรการป้องกันการติดเชื้อแบบครอบจักรวาล (Universal Prevention for COVID – 19) หรือมาตรการปลอดภัยสำหรับองค์กร (COVID-Free Setting) ที่จะบังคับใช้ในอนาคตอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๙ แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 และมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 นายกรัฐมนตรีจึงออกข้อกำหนดและข้อปฏิบัติแก่ส่วนราชการทั้งหลายตามคำแนะนำของ ศบค. ดังต่อไปนี้ ข่าวอื่นที่น่าสนใจ -#รอรับได้เลย…!! #กระทรวงการคลัง #พร้อมโอนวงเงิน #คนละครึ่งรอบที่ 2 #คนละ 1,500 บาท  -ถึงกับขึ้นป้ายแช่ง! คนวางยาฆ่าหมา “วันมาวิน พุ่มพันธุ์ม่วง” ลั่นขอให้คนทำเป็นเหมือนหมา…  

ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ฉบับ 17 ยกระดับพื้นที่ควบคุมสูงสุด-เข้มงวด เอาผิดจนท.รู้เห็นให้มีบ่อนพนัน

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 17) มีใจความว่า ตามที่ได้มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักรตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค.2563 และต่อมาได้ขยายระยะเวลาการบังคับใช้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินดังกล่าวเป็นคราวๆออกไปอย่างต่อเนื่องนั้น เพื่อกำหนดมาตรการต่างๆที่จำเป็นในการระงับยับยั้ง สำหรับประกาศฉบับดังกล่าว มีสาระสำคัญ 4 ข้อ ประกอบด้วย 1.ยกระดับการบังคับใช้มาตรการป้องกันโรค ให้ประชาชนในพื้นที่ติดตั้งแอปพลิเคชั่น “หมอชนะ” ควบคู่การใช้แอปพลิเคชั่นไทยชนะ 2.ยกระดับพื้นที่ควบคุมสูงสุดที่จำเป็นต้องมีมาตรการเข้มงวดอย่างยิ่ง โดยให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเส้นทางคมนาคมและยานพาหนะของประชาชนเดินทางเข้าออกเขตพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ได้แก่ จันทบุรี ชลบุรี ตราด ระยอง และสมุทรสาคร เพื่อสกัดคัดกรองคนเข้าออกพื้นที่ โดยบุคคลที่จะออกนอกพื้นที่ ต้องแสดงเหตุผลความจำเป็น บัตรประชาชน บัตรแสดงตนอื่นๆ ควบคู่กับเอกสารรับรอง ต่อเจ้าหน้าที่ 3.ปราบปรามลงโทษผู้กระทำผิดเด็ดขาด จัดการเจ้าหน้าที่ที่รู้เห็นให้มีบ่อนพนันในพื้นที่อันเป็นต้นตอของการระบาด รวมถึงบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายแรงงานต่างประเทศโดยไม่ได้มีการตรวจสอบ คัดกรองโรคตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุข 4.โทษของผู้ฝ่าฝืน จำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ผู้ติดเชื้อที่จงใจปกปิดข้อมูลการเดินทางหรือแจ้งข้อมูลเท็จต่อเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อทำให้เป็นอุปสรรคต่อการสอบสวนและควบคุมโรคเป็นผลให้เชื้อโรคแพร่ออกไป อาจเข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืน การฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามสั่งเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อพ.ศ.2558 ด้วย   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2564 เป็นต้นไป

ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง ออกประกาศเตือน 3 จุด สถานที่เสี่ยงการต่อการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19

นายสุรศักดิ์ เจริญศิริโชติ ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง ผู้กำกับการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตพื้นที่จังหวัดระยอง ลงนามคำสั่งจังหวัดระยอง เรื่อง ให้ประชาชนที่เดินทางไปยังสถานที่เสี่ยงการต่อการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด19 ไปรับการตรวจหรือรักษา โดยเนื้อหาของประกาศฉบับนี ขอให้ประชาชนที่เดินทางไปยังสถานที่ ประกอบด้วย โรงแรมดี วารี ดีวา เซ็นทรัล ระยอง ระหว่างวันที่ 8-11 ก.ค.2563 และห้างสรรสินค้าแพชชั่นช็อปปิ้ง เดสติเนชั่น(ห้างฯแหลมทองระยอง) เมื่อวันที่ 10 ก.ค.2563 ทั้งนี้ ประชาชนที่เดินทางไปยังสถานที่ดังกล่าวข้างต้นตั้งแต่วันที่ 8-11 ก.ค.2563 ขอให้ไปรับการตรวจหรือรักษาเกี่ยวกับโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยให้ติดต่อสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดระยองโดยด่วน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลงนามคำสั่งกระทรวงกลาโหม เลื่อนกำหนดการตรวจเลือกทหารกองเกินปี2563

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ลงนามคำสั่งกระทรวงกลาโหม ที่ 357/2563 เรื่องเลื่อนกำหนดการตรวจเลือกทหารกองเกิน เข้ารับราชการกองประจำการ ปี 2563 โดยระบุว่า ตามที่กองทัพบก ได้กำหนดให้มีการตรวจเลือกทหารกองเกิน เข้ารับราชการกองประจำการ ระหว่างวันที่ 1-12 เมษายนนั้น เนื่องจากปัจจุบันเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดต่อจากเชื้อไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทย นายกรัฐมนตรี โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วประเทศ ตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งมีผลเมื่อวันที่ 26 มีนาคม – 30 เมษายน 2563 ดังนั้นเพื่อเป็นการควบคุมป้องกันและลดความเสี่ยงของทหารกองเกินและประชาชน จึงให้เลื่อนกำหนดการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการกองประจำการประจำปี 2563 จากเดิมออกไป เป็นระหว่างเดือนกรกฎาคม ถึง สิงหาคม 2563 สำหรับขั้นตอนและวิธีการปฏิบัติให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามกฏหมาย ข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศ คำสั่ง และหลักเกณฑ์ ที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ทหารกองเกิน ที่ได้รับหมายเรียกเข้ารับราชการทหาร (สด.35) เพื่อเข้ารับการตรวจเลือก ในปี 2563 ไม่สามารถอ้างเหตุในการเลื่อน ว่าจะไม่มาทำการตรวจเลือก ตามที่กระทรวงกลาโหม กำหนดการตรวจเลือกครั้งใหม่ได้ เมื่อกล่าวถึงเดือนเมษายน หลายคนคงจะนึกถึงวันสงกรานต์หรือวันปีใหม่ไทย จริงๆ ยังมีอีกสิ่งสำคัญของชายไทยที่อายุครบ 20 ปีบริบูรณ์แล้ว นั่นก็คือ “การเกณฑ์ทหาร” หรือที่ภาษาราชการ เรียกว่า “การตรวจเลือกทหาร” ซึ่งตามกฎหมายแล้วชายที่มีสัญชาติไทยทุกคนมีหน้าที่รับราชการทหารด้วยตนเอง ดังนั้น เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย ไม่ต้องถูกลงโทษปรับหรือจำคุก หรือตามแก้ปัญหากันในภายหลัง จึงขอนำสาระเกี่ยวกับการเกณฑ์ทหาร โดยเฉพาะการขอผ่อนผันการเกณฑ์ทหารของผู้ที่ศึกษาอยู่ในต่างประเทศมาแบ่งปันกัน การลงบัญชีทหารกองเกิน (การขึ้นทะเบียนทหาร) ชายที่มีสัญชาติไทยเมื่อมีอายุครบ 17 ปีบริบูรณ์ (อายุย่างเข้า 18 ปี) ต้องไปแสดงตนเพื่อลงบัญชีทหารกองเกินตามภูมิลำเนาของบิดา หรือที่เรียกว่า ภูมิลำเนาทหาร โดยติดต่อหน่วยสัสดีเขตหรืออำเภอที่บิดามีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน เช่น ในปี พ.ศ. 2561ผู้ที่มีอายุครบ 17 ปีบริบูรณ์ (อายุย่างเข้า 18 ปี) คือ ผู้เกิด พ.ศ. 2544ต้องไปลงบัญชีทหารกองเกิน โดยลงบัญชีได้ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2561และเมื่อดำเนินการแล้วจะได้รับใบสำคัญทหารกองเกิน หรือที่เรียกว่า สด. 9 หากไม่สามารถไปได้ด้วยตนเอง ต้องให้บุคคลที่บรรลุนิติภาวะและเชื่อถือได้ไปแจ้งแทน (ควรเป็นบิดา มารดา หรือผู้ปกครอง) หากพ้นกำหนดถือว่าหลีกเลี่ยงขัดขืนมีความผิดตามกฎหมาย การรับหมายเรียกเข้ารับราชการทหาร ชายไทยที่ได้ลงบัญชีทหารกองเกินไว้แล้ว เมื่อมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ (อายุย่างเข้า 21 ปี) ให้ไปรับหมายเรียกเข้ารับราชการทหารที่หน่วยสัสดีเขตหรืออำเภอที่มีภูมิลำเนาทหารภายในปี พ.ศ. นั้น เพื่อเข้ารับการตรวจเลือกทหารในเดือนเมษายนของปี พ.ศ. ถัดไป เช่น ผู้เกิด พ.ศ. 2541จะมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ในปี พ.ศ. 2561ให้ไปรับหมายเรียกเข้ารับราชการทหาร หรือที่เรียกว่า สด. 35 ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2561เพื่อเข้ารับการตรวจเลือกทหารในเดือนเมษายน 2562หากไม่สามารถไปรับหมายเรียกได้ด้วยตนเอง ต้องให้บุคคลที่บรรลุนิติภาวะและเชื่อถือได้ไปแจ้งแทน (ควรเป็นบิดา มารดา หรือผู้ปกครอง) หากพ้นกำหนดถือว่าหลีกเลี่ยงขัดขืน มีความผิดตามกฎหมาย การขอผ่อนผันการตรวจเลือกทหาร (ขอผ่อนผันการเกณฑ์ทหาร) ในเดือน เม.ย. ของทุกปี จะเป็นช่วงที่มีการตรวจเลือกทหาร หรือ การเกณฑ์ทหารตามเขตและอำเภอต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งชายไทยที่ได้รับหมายเรียกเข้ารับราชการทหาร แต่ไม่สามารถไปตรวจเลือกทหารตามวันเวลาที่กำหนด เนื่องจากกำลังศึกษาในต่างประเทศ ให้ยื่นเรื่องขอผ่อนผันการเกณฑ์ทหารที่หน่วยสัสดีเขตหรืออำเภอที่มีภูมิลำเนาทหาร โดยให้บิดา มารดา หรือผู้ปกครองเป็นดำเนินการ ซึ่งโดยปกติแล้วจะได้รับการผ่อนผันตามจำนวนปีใช้ศึกษาตามหลักสูตรจนกว่าจะจบการศึกษา และยกเว้นให้ไม่ต้องมาแสดงตนในวันเกณฑ์ทหาร สำหรับเอกสารที่จะต้องใช้ยื่นขอผ่อนผันเกณฑ์ทหารกับหน่วยสัสดีเขตหรืออำเภอที่มีภูมิลำเนาทหาร  นอกจาก สด.9 และ สด.35  ตลอดจนหลักฐานแสดงตนอื่นๆ จำพวกบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านแล้วนั้น ยังมีเอกสารสำคัญที่จะต้องยื่นประกอบด้วย คือ 1. หนังสือรับรองของสถาบันการศึกษา พร้อมคำแปลภาษาไทย และ 2. หนังสือรับรองของสถานทูตหรือสถานกงสุลไทยในประเทศที่กำลังศึกษาอยู่  

นายกฯออก 16 ข้อกำหนด ห้ามเข้าพื้นที่เสี่ยง-ปิดช่องทางเข้าประเทศ-ห้ามชุมนุม

จากการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ได้มีการออกข้อกำหนด ตามมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนด การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน 2548 ฉบับ ที่ 1 โดยมีการออกข้อกำหนด 16 ข้อ โดยจะมีรายละเอียดของการ เปิดปิดสถานที่ ข้อห้ามต่างๆ ดังนี้ 1 ห้ามเข้าพื้นที่เสี่ยง หรือสถานที่ที่มีความเสี่ยงต่อการติดต่อเชื้อโรคโควิด-19 ตามที่กำหนดในมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 17 มีนาคม 2563 หรือตามที่ผู้ว่าฯ กทม. ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อได้ประกาศหรือสั่งตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 2 ปิดสถานที่เสี่ยงต่อการติดต่อโรค ให้ผู้ว่าฯ กทม. และผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดออกคำสั่งโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 35 (1) พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 พิจารณาสั่งปิดสถานที่ที่มีคนจำนวนมากไปทำกิจกรรมร่วมกันและเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อเป็นการชั่วคราว โดยต้องสั่งปิดสถานที่ดังต่อไปนี้ (1) สนามมวย สนามกีฬา สนามแข่งขัน สนามเด็กเล่น สนามม้าในทุกจังหวัด (2) ผับ สถานบริการ สถานที่แสดงมหรสพ สถานที่มีการแสดงหรือการละเล่นสาธารณะ สถานประกอบการ อาบ อบ นวด และนวดแผนโบราณ สปา สถานที่ออกกำลังกาย (ฟิตเนส) สถานบันเทิง ในกรุงเทพฯและปริมณฑล (3) แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ พิพิธภัณฑสถาน ห้องสมุดสาธารณะ ศาสนสถาน สถานีขนส่งหรือโดยสาร ตลาด ห้างสรรพสินค้า ให้พิจารณาโดยสั่งปิดเฉพาะส่วนหรือทั้งหมด โดยสามารถกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมตามความเห็นชอบของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดหรือกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ ให้เจ้าของสถานที่จัดให้มีมาตรการคัดกรองและปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคตามที่ทางราชการกำหนด 3 ปิดพรมแดนไทย ทั้งทางอากาศ ทางบก ทางน้ำ ห้ามเข้าประเทศไทย ยกเว้น ดังนี้ (1) เป็นผู้ได้รับยกเว้น หรือได้รับอนุญาตจากนายกรัฐมนตรี/หัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินกำหนด (2) เป็นผู้ขนส่งสินค้าตามความจำเป็น (3) เป็นผู้ควบคุมยานพาหนะหรือเจ้าหน้าที่ประจำยานพาหนะ ที่มีความจำเป็นเข้ามาตามภารกิจและมีกำหนดเวลาเดินทางออกนอกราชอาณาจักรชัดเจน (4) เป็นบุคคลในคณะทูต คณะกงสุล องค์การระหว่างประเทศ หรือผู้แทนรัฐบาลที่มา ปฏิบัติงานในไทย หรือได้รับอนุญาตมีหนังสือรับรองจากกระทรวงการต่างประเทศ (5) ผู้ไม่มีสัญชาติไทยแต่มีใบอนุญาตทำงานหรือได้รับอนุญาตจากทางราชการให้ ทำงานในราชอาณาจักร (6) เป็นผู้มีสัญชาติไทยในต่างแดน ให้ติดต่อสถานทูตไทยหรือสถานกงสุลไทยในประเทศที่พำนัก เพื่อออกหนังสือรับรอง หรือมีใบรับรองแพทย์ ทั้งนี้ ผู้ได้รับการยกเว้นหรือผ่อนผันตาม (4) (5) หรือ (6) ต้องมีใบรับรองแพทย์ที่ยืนยันว่ามีสุขภาพเหมาะสมต่อการเดินทางทางอากาศ (Fit to Fly Health Certificate) ซึ่งได้รับการตรวจรับรองหรือออกให้มีระยะเวลาไม่เกิน 72 ชั่วโมงก่อนการเดินทาง โดยเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองมีอำนาจปฏิเสธไม่ให้ผู้ไม่มีสัญชาติไทยที่ตรวจพบหรือต้องสงสัยว่าติดเชื้อโควิด-19 หรือไม่ยินยอมให้ตรวจ เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองได้ 4 การห้ามกักตุนสินค้า ยา เวชภัณฑ์ อาหาร น้ำดื่ม สินค้าอื่นที่จำเป็นต่อการอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน 5 การห้ามชุมนุม ห้ามทำกิจกรรม หรือการมั่วสุม ในสถานที่แออัด หรือกิจกรรมยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย 6 ห้ามเสนอข่าวหรือเผยแพร่ข่าวสารเกี่ยวกับ โควิด-19 ที่ไม่เป็นความจริง ทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว หรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร 7 มาตรการเตรียมรับสถานการณ์ (1) ให้ผู้ว่าฯ กทม. และผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เป็นผู้กำกับการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตท้องที่ที่ตนรับผิดชอบ หากมีปัญหาให้รายงานกระทรวงมหาดไทย (2) ให้หน่วยงานของรัฐทุกแห่ง กำหนดและประชาสัมพันธ์เผยแพร่มาตรการเพื่อช่วยเหลือหรือบรรเทาผลกระทบอันเกิดจากการบังคับใช้มาตรการของรัฐต่อประชาชนตามหน้าที่และ อำนาจโดยพิจารณาใช้งบประมาณของตนเองเป็นอันดับแรก ในกรณีไม่อาจดำเนินการได้ให้เสนอหรือขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาล (3) ให้โรงพยาบาล สถานพยาบาลหรือหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน จัดหายา เวชภัณฑ์ เครื่องมือในการตรวจโรค เครื่องช่วยในการหายใจและอุปกรณ์อื่น ๆ ที่จำเป็นให้เพียงพอตามมาตรฐานที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดหรือแนะนำ ทั้งนี้ รวมถึงการเตรียมบุคลากรทางการแพทย์ และการเตรียมสถานที่กักกัน สถานที่คุมไว้สังเกต หรือเตียง เพื่อรองรับผู้ป่วยที่อาจเพิ่มจำนวนขึ้น โดยขอความร่วมมือดัดแปลงสถานที่ต่าง ๆ เช่น โรงแรม โรงเรียน มหาวิทยาลัย หอประชุม สถานที่ปฏิบัติธรรม ศาลาวัด อาคารของเอกชนที่ยังไม่ได้ใช้งาน […]