ราชกิจจานุเบกษา ประกาศ ล็อกดาวน์ ถึง 30 ก.ย. เคอร์ฟิว 3 ทุ่มถึงตี 4

ราชกิจจานุเบกษา ประกาศ ล็อกดาวน์ ถึง 30 ก.ย. เคอร์ฟิว 3 ทุ่มถึงตี 4 ประกาศราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ ข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 33) มีใจความว่า ตามที่ได้มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักรตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม พ.ศ.2563 และต่อมาได้ขยายระยะเวลาการบังคับใช้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินดังกล่าวออกไปเป็นคราวที่ 13 จนถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2564 นั้น เพื่อเป็นการบังคับใช้บรรดามาตรการตามข้อกำหนดที่ได้ประกาศไว้แล้วต่อเนื่องไปให้เหมาะสมกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่รัฐบาลและพนักงานเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนสามารถเข้าควบคุมและบริหารจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินให้คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น ฝ่ายสาธารณสุขและหน่วยงานที่รับผิดชอบจึงได้ประเมินผลและความเหมาะสมของมาตรการต่างๆ เสนอต่อศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโร คติดเชื้ อไ วรั สโคโรนา 2019 (โควิด-19) (ศบค.) เพื่อพิจารณา โดยพนักงานเจ้าหน้าที่คงจำเป็นต้องติดตามกำกับดูแลทั้งบุคคล สถานที่ การดำเนินกิจการและกิจกรรมต่างๆ ให้อยู่ภายใต้เงื่อนไขของการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคที่ทางราชการกำหนดอย่างเคร่งครัด การดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามแผนบริการวัคซีน รวมทั้งการสร้างความรับรู้และความเข้าใจให้ประชาชน ผู้ประกอบการ และหน่วยงานที่รับผิดชอบเตรียมความพร้อมเพื่อการปฏิบัติตนสำหรับการดำเนินการตามมาตรการควบคุมและป้องกันโรคในระยะยาว เช่น มาตรการควบคุมโร คโ ค วิ ด-19 แนวใหม่เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างปลอดภัย (Smart Control and Living with COVID – 19) มาตรการป้องกันการติดเชื้อแบบครอบจักรวาล (Universal Prevention for COVID – 19) หรือมาตรการปลอดภัยสำหรับองค์กร (COVID-Free Setting) ที่จะบังคับใช้ในอนาคตอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๙ แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 และมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 นายกรัฐมนตรีจึงออกข้อกำหนดและข้อปฏิบัติแก่ส่วนราชการทั้งหลายตามคำแนะนำของ ศบค. ดังต่อไปนี้ ข่าวอื่นที่น่าสนใจ -#รอรับได้เลย…!! #กระทรวงการคลัง #พร้อมโอนวงเงิน #คนละครึ่งรอบที่ 2 #คนละ 1,500 บาท  -ถึงกับขึ้นป้ายแช่ง! คนวางยาฆ่าหมา “วันมาวิน พุ่มพันธุ์ม่วง” ลั่นขอให้คนทำเป็นเหมือนหมา…  

ธรรมนัส ส่งสัญญาณ ส.ส.ในกลุ่ม ความเคลื่อนไหวบ้านหลังใหม่ หลังตนพึ่งพ้นตำแหน่งรัฐมนตรี

หลังจากเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรี โดยรายละเอียดช่วงหนึ่งระบุว่า “บัดนี้ นายกรัฐมนตรีได้กราบบังคมทูลว่า สมควรให้รัฐมนตรีบางคนพ้นจากความเป็นรัฐมนตรี เพื่อความเหมาะสมและบังเกิดประโยชน์แก่ราชการ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 171 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รัฐมนตรีดังต่อไปนี้พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี” โดยให้ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ และนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมช.แรงงาน พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 8 ก.ย.64 ข่าวที่เกี่ยวข้อง แฉเบื้องลึก “มงคลกิตติ์” ให้กำลังใจ “ธรรมนัส” ลั่นคับที่อยู่ได้คับใจอยู่ยาก เปิดปมร้าว ธรรมนัส VS ประยุทธ์ ขัดใจอะไรกัน อาจถึงขั้นยุบสภาหรือไม่ แป้งเป็นเหตุสังเกตได้ ย้อนคดีฉาว ธรรมนัส ก่อนหลุดเก้าอี้รมต. ล่าสุดวันที่ 10 ก.ย.64 รายงานข่าวแจ้งว่า หลังจากร.อ.ธรรมนัส ถูกปลดออกจากตำแหน่งรมช.เกษตรและสหกรณ์ ทำให้เป็นที่จับตาถึงอีกตำแหน่งสำคัญทางการเมือง อย่างเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ที่ร.อ.ธรรมนัสยังทำหน้าที่อยู่ รวมถึงการขยับและแรงกระเพื่อมจากบรรดากลุ่ม ส.ส.ของร.อ.ธรรมนัสภายในพรรค ที่อาจมีการออกมาเคลื่อนไหว โดยร.อ.ธรรมนัสได้ส่งสัญญาณไปยังบรรดาส.ส.ในกลุ่ม ทั้งกลุ่มส.ส.ภาคเหนือตอนล่าง และกลุ่มต่างๆ ไม่ให้ขยับหรือเคลื่อนไหวในตอนนี้ โดยให้ทุกคนทำหน้าที่ภายในพรรคตามปกติ เนื่องจากตอนนี้อยู่ในช่วงที่ร.อ.ธรรมนัสกำลังปูทางและวางฐานในการสร้างบ้านใหม่ หรือตั้งพรรคการเมืองหรือมาใหม่ ซึ่งเมื่อพรรคการเมืองใหม่ที่ร.อ.ธรรมนัสจะตั้งขึ้นมาอยู่ในจุดที่มีความพร้อมแล้ว มีความเป็นไปได้ที่บรรดาส.ส.บางส่วนที่อยู่ในกลุ่มของ ร.อ.ธรรมนัส อาจย้ายเข้าไปร่วมอยู่ด้วย สำหรับพรรคการเมืองที่ ร.อ.ธรรมนัส เตรียมใช้เป็นบ้านใหม่รองรับบรรดากลุ่มการเมืองและส.ส.นั้น เบื้องต้นพบว่าร.อ.ธรรมนัสได้ให้บุคคลไปจดจัดตั้งไว้แล้วหลายพรรค โดยเป็นกลุ่มการเมืองในภาคเหนือรับไปดำเนินการ หากทุกอย่างลงตัวและถึงเวลาที่เหมาะสมสามารถที่จะเข้าไปดำเนินการได้ทันที  

ราชกิจจานุเบกษา…!! โครงการ หรือกิจกรรมการป้องกันและขจัดโรค CV-19 จากสถานพยาบาลที่ภาครัฐกำหนดโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจมากเลยทีเดียว เมื่อวันที่ 5 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง กำหนดผู้ป่วยฉุกเฉิน โรคติดต่ออันตรายตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อกรณีโรคติดเชื้อไวรัสหรือโรค CV-19 (ฉบับที่ 2) ใจความระบุว่า เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อ หรือ โรค CV-19 ในปัจจุบัน รัฐได้กำหนดมาตรการในการป้องกันโรค CV-19 ตามแผนงาน โครงการ หรือกิจกรรมการป้องกันและขจัดโรค CV-19 จากสถานพย าบาลที่ภาครัฐกำหนดโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย หากบุคคลผู้รับการฉีดวัคซีน เกิดอาการแพ้วัคซีน หรืออาการไม่พึงประสงค์ที่เกิดจากการฉีดวัคซีน CV-19 บุคคลดังกล่าวมจึงมีความจำเป็นต้องได้รับการรักษาพยาบาลโดยฉุกเฉินจากสถานพยาบาลตามก ฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล จึงเป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง กำหนดผู้ป่วยฉุกเฉิน โรคติดต่ออันตรายตามกฎหมายว่าด้วย โรคติดต่อ กรณีโรค CV-19 อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 6 วรรคหนึ่ง แห่งพ.ร.บ.สถานพย าบาล พ.ศ.2541 และมาตรา 33/1 แห่งพ.ร.บ.สถานพย าบาล พ.ศ. 2541 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.สถานพยาบาล (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2559 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขโดยคำแนะนำของคณะกรรมการสถานพยาบาล จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้ โดยข้อ 3 ให้ผู้ป่วยโรคติดเชื้อ CV-19 ซึ่งเป็นโรคติดต่ออันตรายตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ และบุคคลกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับการป้องกัน CV-19 โดยการฉีดวัคซีนตามแผน โครงการหรือกิจกรรมการป้องกันและขจัด CV-19 จากรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ ไม่รวมถึง วัคซีนทางเลือกที่ให้บริการโดยสถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล ซึ่งเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากผู้รับการฉีดวัคซีน เป็นผู้ป่วยฉุกเฉินซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษาพยาบาลโดยฉุกเฉิน จากสถานพยาบาลตามมาตรา 36 แห่งพ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพ.ร.บ.สถานพย าบาล ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2559 ข่าวอื่นที่น่าสนใจ -ศบค.ชี้ ! เหตุล็อกดาวน์-เคอร์ฟิวไร้ผล เพราะ ปชช.การ์ดตกไม่ปฏิบัติตาม -สุดจะบรรยาย ! พยาบาลนอนหมดแรงบนสนามหญ้า ทำงานวันละ 16 ชั่วโมง ขอเอาพลังกับผืนดินก่อนเดี๋ยวเข้าไปสู้ต่อ  

ฮือฮา!! 3 หมื่นผู้ต้องขังได้ปล่อยตัว รับพระราชทานอภัยโทษ อีก 2 แสนคนได้ลดวันต้องโทษ

เมื่อวันที่ 27 ก.ค.64 ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2564 แก่ผู้ต้องราชทัณฑ์ เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2564 เพื่อให้โอกาสแก่บุคคลเหล่านั้นกลับประพฤติตนเป็นพลเมืองดีอันจะเป็นคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติสืบไป พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ประกาศว่าโดยที่ทรงพระราชดำาริเห็นว่าในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา28กรกฎาคม2564เพื่อเป็นการแสดงพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสมควรพระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องราชทัณฑ์เพื่อให้โอกาสแก่บุคคลเหล่านั้นกลับประพฤติตนเป็นพลเมืองดีอันจะเป็นคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติสืบไป อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 175และมาตรา 179 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา261 ทวิวรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2517 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้   ข่าวที่เกี่ยวข้อง ‘2เมียนมา’ คดีฆ่านทท.เกาะเต่า ได้รับพระราชทานอภัยโทษ จากประหารเหลือคุกตลอดชีวิต สองสามีภรรยา คดีแผ้วถางป่า (ตายายเก็บเห็ด) ได้รับพระราชทานอภัยโทษ เตรียมพ้นเรือนจำในวันนี้ พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2564 มีทั้งสิ้น 20 มาตรา ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป ทั้งนี้จะมีทั้งในส่วนที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัว ตามมาตรา มาตรา 5 เป็นกลุ่ม ผู้ต้องกักขัง ผู้ทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับ และ ผู้ได้รับการปล่อยตัวคุมประพฤติ นอกจากนี้ผู้ที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัว ตาม มาตรา 6 ซึ่งระบุว่า ตามมาตรา 6 ภายใต้บังคับมาตรา 8 มาตรา 9 มาตรา 10 มาตรา 12 และมาตรา 13 นักโทษเด็ดขาดดังต่อไปนี้ให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไป (1) ผู้ต้องโทษจำคุก ไม่ว่าในกรณีความผิดคดีเดียวหรือหลายคดี ซึ่งมีโทษจำคุกตามกำหนดโทษ ที่จะต้องได้รับต่อไปเหลืออยู่ไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ ผู้มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ (ก) เป็นคนพิการโดยตาบอดทั้งสองข้าง มือหรือเท้าด้วนทั้งสองข้าง หรือเป็นบุคคล ซึ่งแพทย์ของทางราชการไม่น้อยกว่าสองคนได้ตรวจรับรองเป็นเอกฉันท์ว่าเป็นคนทุพพลภาพมีลักษณะ อันเห็นได้ชัด (ข) เป็นคนเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อน โรคไตวายเรื้อรัง โรคมะเร็ง โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (โรคเอดส์) หรือโรคจิต ซึ่งทางราชการได้ทำการรักษามาแล้วไม่น้อยกว่า 3 เดือนในวันที่ พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ และแพทย์ของทางราชการไม่น้อยกว่าสองคนได้ตรวจรับรองเป็นเอกฉันท์ว่า ไม่สามารถจะรักษาในเรือนจำให้หายได้ และไม่ว่าในกรณีความผิดคดีเดียวหรือหลายคดี ต้องได้รับโทษจำคุกมาแล้วถึงวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับไม่น้อยกว่าสามปี หรือไม่น้อยกว่า 1 ใน 2 ของโทษตามกำหนดโทษ (ค) เป็นคนเจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็งระยะสุดท้ายหรือโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (โรคเอดส์) ระยะสุดท้าย ซึ่งแพทย์ของทางราชการไม่น้อยกว่าสองคนได้ตรวจรับรองเป็นเอกฉันท์ว่าเป็นระยะสุดท้าย และไม่สามารถจะรักษาในเรือนจำให้หายได้ (ง) เป็นหญิงซึ่งต้องโทษจำคุกเป็นครั้งแรก และไม่ว่าในกรณีความผิดคดีเดียวหรือหลายคดี ต้องได้รับโทษจำคุกมาแล้วถึงวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับไม่น้อยกว่า 1 ใน 2 ของโทษ ตามกำหนดโทษ (จ) เป็นคนมีอายุไม่ต่ำกว่า 60 ปีบริบูรณ์ในวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ ตามที่ปรากฏในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร หรือทะเบียนรายตัวของเรือนจำ ในกรณีไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน และไม่ว่าในกรณีความผิดคดีเดียวหรือหลายคดีซึ่งมีโทษจำคุก ตามกำหนดโทษที่จะต้องได้รับต่อไปเหลืออยู่ไม่เกิน 3 ปีนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ หรือเป็นคนมีอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไป (ฉ) เป็นผู้ต้องโทษจำคุกเป็นครั้งแรก และมีอายุยังไม่ครบยี่สิบปีบริบูรณ์ในวันที่ พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับตามที่ปรากฏในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร หรือทะเบียนรายตัวของเรือนจำในกรณีไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน และไม่ว่าในกรณีความผิดคดีเดียว หรือหลายคดี ต้องได้รับโทษจำคุกมาแล้วถึงวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับไม่น้อยกว่า 1 ใน 2 ของโทษตามกำหนดโทษหรือ (ช) เป็นนักโทษเด็ดขาดชั้นเยี่ยม และไม่ว่าในกรณีความผิดคดีเดียวหรือหลายคดี ซึ่งมีโทษจำคุกตามกำหนดโทษที่จะต้องได้รับต่อไปเหลืออยู่ไม่เกิน 2 ปีนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ ใช้บังคับ สำหรับในส่วนนักโทษส่วนที่จะได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษ ตามมาตรา 7 ภายใต้บังคับมาตรา 8 มาตรา 9 มาตรา 10 มาตรา 12 และมาตรา 13 นักโทษเด็ดขาดซึ่งมิได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไปตามมาตรา 6 ให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษ คือหากต้องโทษจำคุกตลอดชีวิต ให้เปลี่ยนเป็นกำหนดโทษจำคุก 50 ปี แล้วให้ลดโทษตามลำดับชั้นนักโทษเด็ดขาดตามกฎหมายว่าด้วยราชทัณฑ์หรือกฎหมายว่าด้วยเรือนจำทหาร โดยชั้นเยี่ยม ลดโทษ 1 […]

ประกาศขยายระยะเวลา พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทั่วราชอาณาจักร ต่ออีก 2 เดือน

เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศเรื่อง การขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร (คราวที่ 13) มีใจความว่า ตามที่ได้มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักรตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม พ.ศ.2563 และได้ขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินคราวที่ 12 ออกไปจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ.2564 นั้น ข่าวอื่นๆเพิ่มเติม ราชกิจจานุเบกษา”ประกาศหลักเกณฑ์ค่าบริการตรวจคัดกรองโควิด-19 ราชกิจจานุเบกษา ประกาศคำสั่งศาล “…” เป็นคนไร้ความสามารถ!! ในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินมาตรการป้องกันและควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 อย่างต่อเนื่องและจริงจัง โดยได้รับความร่วมมืออย่างดีจากทุกภาคส่วน ทั้งการค้นหาและการตรวจคัดกรองผู้ติดเชื้อ การเร่งเสริมสร้างศักยภาพการให้บริการด้านสาธารณสุขเพื่อรองรับผู้ติดเชื้อ โดยการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามเพิ่มเติมการจัดระบบการรักษาพยาบาลผู้ติดเชื้อที่แยกกักตัวที่บ้าน และแยกกักตัวในชุมชนการเร่งจัดตั้งศูนย์พักคอยเพื่อส่งต่อผู้ป่วย เร่งรัดจัดหาวัคซีนที่มีประสิทธิภาพให้ได้จำนวนมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และกำหนดให้การฉีดวัคซีนเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อให้สามารถฉีดวัคซีนได้กว้างขวางมากที่สุด เพื่อป้องกันโรคและลดอาการเจ็บป่วยรุนแรงและการเสียชีวิต รวมถึงเร่งรัดผลิตยารักษาโรคขึ้นภายในประเทศและจำกัด การเคลื่อนย้ายการเดินทางของบุคคล เพื่อสกัดกั้นการระบาดให้อยู่ในวงจำกัด และอยู่ในระดับที่ระบบสาธารณสุขสามารถรองรับได้ อย่างไรก็ตามโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ได้กลายพันธุ์ และสามารถแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็วกว่าเดิม โดยเฉพาะสายพันธุ์เดลต้า ส่งผลให้จำนวนผู้ติดเชื้อในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และภูมิภาคหลายจังหวัดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และต่อเนื่องในลักษณะการระบาดเป็นกลุ่มก้อนในชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ กรณีจึงจำเป็นที่จะต้องคงไว้ซึ่งมาตรการที่เข้มข้นในการเฝ้าระวัง และสอบสวนโรครวมทั้งการควบคุมการแพร่ระบาดของโรค เพื่อความมั่นคงปลอดภัยด้านสุขภาพและชีวิตของประชาชน และสาธารณสุขของประเทศ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 นายกรัฐมนตรี โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีตามมติเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ.2564 จึงให้ขยายระยะเวลาการใช้บังคับประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักรออกไปอีกคราวหนึ่ง สำหรับประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ยังคงมีผลใช้บังคับต่อไปควบคู่กัน ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ.2564 จนถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2564 ประกาศ ณ วันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ.2564 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

1 2 3 15