ในหลวง ทรงขุดดินริเริ่มโคกหนองนา ในพระราชวังดุสิต มีพระราชดำรัสเรื่อง อารยเกษตร

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2564 ความว่า “โคกหนองนา นอกจากเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ทางด้านเกษตรกรรม แล้วยังเป็นศิลปะ เป็นแบบฝึกหัดที่ดี ในการที่จะรวมเกษตรที่หลากหลายให้มาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ในเวลาเดียวกันรักษาความหลากหลาย แต่ความหลากหลายนั้น ก็เกื้อกูลซึ่งกันและกันโคกหนองนา ความหมายดีอยู่แล้ว ก็คือเกษตรเพื่อความอุดมสมบูรณ์ เพื่อความอยู่ดีกินดีของประชาชน และชีวิตของพวกเรา เพราะว่าประเทศของเรานี้ไม่หนีเรื่องการเกษตรคือปากท้อง และเป็นชีวิตของเราตามพระบรมราโชบายของรัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานมา ได้รับพระมหากรุณาธิคุณมามากมายในเรื่องของเกษตร ในเรื่องของการพัฒนา อันนี้ก็เป็นการรวม หรือแสดงตัวอย่าง และเป็นตัวอย่างที่ใช้งานได้จริงๆ นำไปใช้ได้ ไม่ใช่เป็นโมเดลที่แสดงไว้ในตู้ อยู่คงที่ แต่เป็นโมเดลที่ใช้งานได้จริงๆ นำไปใช้ได้อย่างอ่อนตัว อย่างใช้งานได้จริงๆ แล้วก็หลากหลายได้ โคกหนองนา เนื้อหาอื่นที่เกี่ยวข้อง ในหลวง-พระราชินี เสด็จฯ ถวายบังคมสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช ในหลวง-พระราชินี เสด็จฯ เปิดพระบรมราชานุสาวรีย์ร.7 หัวหิน เจ้าคุณพระสินีนาฏ โดยเสด็จ   นำความหลากหลาย และความอ่อนตัวมารวม เพื่อใช้งานในเรื่องปากท้องและการเกษตรซึ่งเป็นเศรษฐกิจของเราเพราะฉะนั้น ก็ขอชมเชยท่านทั้งหลายที่มีความคิด มีความกระตือรือร้น มีความรักในวิชาหรือรักในการเกษตร การนำเกษตรมารวมเป็น โคกหนองนานี้ ไม่ได้จะมาบอกว่าต้องทำเป็นแบบนี้ แบบนั้น มันมีหลักการกว้างๆ มีเป้าหมายที่แน่นอนคือ ความอุดมสมบูรณ์ ความอุดมสมบูรณ์ของอาหาร และการเสริมคุณภาพชีวิต หัวใจคือคุณภาพชีวิตของเรา การเกษตร เป็นอาหาร เป็นสิ่งที่เป็นหลักของชีวิตของเรา นี่ก็คือ คำว่า โคกหนองนา โมเดล คือหลากหลายแต่ก็มีหลักการ เป็นแบบนี้ แบบนั้น แต่หลักการก็ไม่ได้ มาผูกมัดพวกเรา เรียกว่า Check List คือเป็นสิ่งที่พวกเราจะต้องนำมาพิจารณาไปสู่ความหลากหลาย และความสมบูรณ์ ของการเกษตรของประเทศ เพราะฉะนั้น ก็ขอชมเชยท่านทั้งหลายที่มีความคิด มีความกระตือรือร้น มีความรักในวิชาหรือรักในการเกษตร การนำเกษตรมารวมเป็น โคกหนองนานี้ ไม่ได้จะมาบอกว่าต้องทำเป็นแบบนี้ แบบนั้น มันมีหลักการกว้างๆ มีเป้าหมายที่แน่นอนคือ ความอุดมสมบูรณ์ ความอุดมสมบูรณ์ของอาหาร และการเสริมคุณภาพชีวิต หัวใจคือคุณภาพชีวิตของเรา การเกษตร เป็นอาหาร เป็นสิ่งที่เป็นหลักของชีวิตของเรา นี่ก็คือ คำว่า โคกหนองนา โมเดล คือหลากหลายแต่ก็มีหลักการ เป็นแบบนี้ แบบนั้น แต่หลักการก็ไม่ได้ มาผูกมัดพวกเรา เรียกว่า Check List คือเป็นสิ่งที่พวกเราจะต้องนำมาพิจารณาไปสู่ความหลากหลาย และความสมบูรณ์ ของการเกษตรของประเทศ

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โต้กลับเดือด หลังมีกลุ่มคนร่วมลงชื่อให้ปลด ประติมากรรมแห่งแสง พระบรมฉายาลักษณ์ ร.9

เพจเฟซบุ๊ก “มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ Chiang Mai University” เผยแพร่แถลงการณ์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เรื่อง กรณีมีบุคคลเชิญชวนให้ร่วมลงชื่อปลด “ประติมากรรมแห่งแสง” พระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยระบุข้อความ ว่า ตามที่ได้ปรากฏในสื่อออนไลน์ มีบุคคลเชิญชวนร่วมลงชื่อปลดประติมากรรมแห่งแสง พระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่ติดตั้ง ณ ผนังอาคารคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทั้งนี้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของประเทศ ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 9 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่นักศึกษาและบุคลากรของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เคารพและเทิดทูนเหนืออื่นใด ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อพวกเราชาวมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และพสกนิกรชาวไทยอย่างหาที่สุดมิได้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จะไม่ยินยอมให้เกิดการกระทําใดๆ ที่จะเป็นการลบหลู่พระเกียรติของพระองค์ท่านไม่ว่าจะในรูปแบบใดก็ตาม

ขอน้อมรำลึก 13 ตุลาคม วันคล้ายวันสวรรคต ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

เนื่องในวันที่ 13 ตุลาคมของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสวรรคต ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ขอน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ กว่า 70 ปี ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  ทรงครองราชย์ พระองค์ได้ทรงงานและบำเพ็ญพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่ รวมทั้งทรงก่อตั้งโครงการต่างๆ มากมาย ทั้งยังทรงเป็นมิ่งขวัญและกำลังใจแก่พสกนิกรชาวไทยมาอย่างยาวนาน แม้ในช่วงพระชนมายุกว่า 60 พรรษา พระองค์ก็ยังคงทรงงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ทั้งที่เป็นวัยซึ่งคนส่วนใหญ่เกษียณอายุจากการทำงานแล้ว เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต จึงขอรวบรวมพระราชกรณียกิจและโครงการต่างๆ ที่ทรงทำในช่วงปลายพระชนม์ชีพ เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระองค์ในฐานะทรงเป็นแบบอย่างแก่พวกเราทุกคนมา ณ ที่นี้ จากปัญหาน้ำเน่าเสีย มลพิษทางน้ำที่เกิดขึ้นในพื้นที่ต่างๆ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงทอดพระเนตรเห็น และมีพระราชดำริที่จะแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสียนี้ จึงได้มีการประดิษฐ์เครื่องเติมอากาศ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘กังหันน้ำชัยพัฒนา’ ซึ่งจะเป็นตัวต้นแบบสิ่งประดิษฐ์ในการพัฒนาเพื่อแก้มลพิษทางน้ำและบำบัดน้ำเสีย โดยมีการสร้างขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2532 ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำริในการพัฒนาจัดทำโครงการฝนหลวง เนื่องจากหลายพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้ง ขาดแคลนน้ำในการอุปโภค บริโภคในชีวิตประจำวัน ตลอดจนไม่มีน้ำในการทำการเกษตร จึงได้ทรงคิดค้นวิธีการที่จะทำให้ฝนตกนอกฤดูกาล โดยใช้เทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาช่วย เพื่อให้เกิดสายฝนให้แก่พสกนิกรชาวไทย ในช่วงพระชนมายุ 63 พรรษา ทรงมีพระราชดำริให้มีการศึกษาและวิจัยพัฒนาสิ่งแวดล้อม โครงการแหลมผักเบี้ย ซึ่งเป็นโครงการที่ดูแลและแก้ไขปัญหาในเรื่องของการกำจัดขยะและบำบัดน้ำเสียในท้องถิ่น โดยพระองค์ทรงมีพระแสรับสั่งและทรงถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่ชุมชน จนทำให้ชุมชนในจังหวัดเพชรบุรีจัดการแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ครั้งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จเยี่ยมราษฎรในจังหวัดนราธิวาส ทรงทอดพระเนตรเห็นว่าพื้นที่ส่วนมากเป็นดินเปรี้ยวจัด ทำการเกษตรไม่ค่อยได้ จึงทรงมีพระราชดำริให้แก้ไขปัญหาดินเปรี้ยวด้วยการ ‘แกล้งดิน’ คือขังน้ำไว้ในพื้นที่ก่อน จนเกิดปฏิกิริยาทางเคมี ส่งผลให้ดินเปรี้ยวจัด แล้วค่อยระบายน้ำออก เมื่อระบายน้ำออกแล้ว ให้นำปูนขาวมาปรับสภาพดิน เพียงเท่านี้ก็สามารถใช้ดินในการเพาะปลูกได้   ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงทอดพระเนตรเห็นว่าพื้นที่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือหลายพื้นที่สามารถปลูกข้าวได้เพียงปีละครั้ง และปลูกพืชได้ชนิดเดียว บางปีก็แห้งแล้งมาก จึงทรงมีพระราชดำริแนวคิด ‘เศรษฐกิจพอเพียง’ โดยทรงให้แบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วน ตามอัตรา 30-30-30-10 เพื่อขุดเป็นสระกักเก็บน้ำ 30% ปลูกข้าวในฤดูฝน 30% ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผักสมุนไพร 30% และเป็นที่อยู่อาศัยอีก 10% ทั้งนี้เพื่อให้เกษตรกรสามารถสร้างอาชีพ สร้างรายได้จากพื้นที่ซึ่งได้รับการจัดสรรอย่างเป็นประโยชน์ พระราชกรณียกิจข้างต้น ที่ยกมาเป็นตัวอย่างนั้น เป็นเพียงส่วนน้อยนิด เมื่อเทียบกับสิ่งที่พระองค์ท่านได้ทรงทำเพื่อพสกนิกรชาวไทยมาตลอดพระชนม์ชีพ แต่แม้จะทรงงานหนักมาอย่างยาวนานเพียงใดก็ตาม ก็ยังทรงมีพระราชดำรัสกับดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เรื่องการเกษียณอายุการทำงานของพระองค์ แม้ในขณะนั้นทรงมีพระชนมายุ 72 พรรษาก็ตาม ได้ทรงรับสั่งว่า “หากทำงานไม่สนุกก็จะเบื่อ จึงต้องสนุกตลอดเวลา โดยยึดหลัก ร่าเริง รื่นเริง คึกคัก ครึกครื้น” ที่มา – younghappy

พลทหารที่จังหวังตรัง โพสต์ภาพบ้านที่ถูกไฟไหม้วอดวายเกือบหมด ยกเว้นพระบรมฉายาลักษณ์ ร.9

เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่ใครหลายคนต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เมื่อผู้ใช้เฟซบุ๊ก ผู้กองทหาร-สมรักษ์ฯ โพสต์ภาพเหตุการณ์ไฟไหม้บ้านของพลทหารปี 3 ที่สมัครใจเข้ารับราชการต่อเพื่อรักษาแผ่นดินบ้านเกิดใน จ.ตรัง แต่กลับเกิดเหตุไฟไหม้บ้าน ของใช้ต่างๆจนได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่กลายเป็นความประทับก็คือมีพระบรมฉายาลักษณ์ ร.9 ติดอยู่ในบ้าน แต่กลับไม่โดนไฟเผาไหม้อย่างเหลือเชื่อ ผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์ข้อความระบุว่า ไฟไหม้บ้าน น้องพลทหารที่ตรัง และนี่คือสิ่งที่ไฟเอาไปไม่ได้ คิดถึงพระองค์ท่าน คิดถึงสุดหัวใจ อดทนนะน้อง ทางหน่วยกำลังหาทางช่วยเหลืออยู่ พลทหารปี 3 สมัครใจเข้ารับราชการต่อเพื่อรักษาแผ่นดินบ้านเกิด..ตัวไม่อยู่บ้านกลับไฟไหม้    

ชาวเมียนมาจำนวนมากทยอยกลับบ้านช่วงสงกรานต์ พร้อมยกภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ ในหลวง ร.9

เชื่อว่าหลายคนบนโลกนี้ก็รู้จัก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รวมทั้งรักและเทิดทูนท่าน กับสิ่งที่ท่านได้ทรงทำให้แก่ปวงชนชาวไทย และไม่ใช่แค่คนไทยเท่านั้น เมื่อเจ้าของเฟซบุ๊กชื่อ Dice Thanie Jornjhun ได้โพสต์ภาพ พร้อมเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นว่า “เราตัดข่าวชาวเมียนมาจำนวนมากทยอยกลับบ้านช่วงสงกรานต์ และนี่คือภาพหนึ่งที่เกิดขึ้น คือชาวเมียนมาคนนี้ ถือรูปนี้กลับฝั่งประเทศตัวเอง โดยการชูไว้เหนือหัวตลอดเวลา ไม่ถือหิ้วเหมือนสัมภาระอื่น” ในภาพทำให้เห็นภาพพระบรมสาทิสลักษณ์พ่อหลวงรัชกาลที่ 9 เด่นเป็นสง่าอยู่บนลำน้ำ ท่ามกลางประชาชนชาวพม่าจำนวนมาก ที่น้อมรับเอาภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ ในหลวง ร.9 กลับบ้านที่ประเทศตนเอง เพื่อเอาไปบูชาสำนึกในพระคุณความดีเป็นแบบอย่าง ทำให้ภาพนี้สะท้อนใจคนไทยทุกคนเป็นที่สุด นอกจากนี้้ภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ ในหลวง ร.9 ที่อยู่กลางเรือลำนี้ ยังถูกยกไว้เหนือศีรษะของพี่น้องแรงงานชาวพม่าที่กำลังอัดแน่นบนเรือข้ามฝั่งกลับบ้านช่วงเทศกาลสงกรานต์

1 2 3 5