แก๊งทวงหนี้โหด…!! เขียนจดหมายข่มขู่โยนระเบิดใส่บ้านพักรถเข็น

แก๊งทวงหนี้โหด…!! เขียนจดหมายข่มขู่โยนระเบิดใส่บ้านพักรถเข็น ขายลูกชิ้นเสียหายสะเก็ดระเบิดทะลุเข้าบ้าน 4 ชีวิตในบ้านรอดหวุดหวิด ร.ต.อ.วรพงษ์ ทาเงิน ร้อยเวรสอบสวน สภ.ศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ ได้รับแจ้งจาก นายเสริมศักดิ์ แซ่จึง อายุ 39 ปี บ้านเลขที่ 292 บ้านระแงง หมู่ที่10 ตำบลระแงง อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ ว่า ได้มีเหตุขวางระเบิด ไม่ทราบชนิด ใส่บ้านพักและรถเข็นขายของพังเสียหายโดยไม่ทราบสาเหตุ หลังจากได้รับแจ้งเหตุ ได้เดินทาง เข้าไปตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุพบรถเข็นขายลูกชิ้นถูกสะเก็ดตะปูและเศษเหล็ก ได้รับความเสียหาย และประตู บานพับ หน้าบ้าน ถูกสะเก็ดระเบิดเจาะเป็นรู และสะเก็ดระเบิด ยังพุงเข้าไปถูกนาฬิกา ภายในบ้าน ซึ่งแขวน สูงจากพื้นสูงกว่า 1 เมตรครึ่ง กระจกนาฬิกาแตก เสียหาย เนื่องจากว่าถูกแรงสะเก็ดระเบิดกระเด็นใส่ ขณะที่ หลอดไฟที่อยู่ภายในร้านตกแตกจนหมดลงมากองบนพื้นถนน ระเบิดลักษณะดินระเบิดบรรจุใส่ท่อพีวีชี มีส่วน ผสมด้วยตะปู หลายชิ้นด้วยกัน โชคดีที่คนในบ้านพักอาศัยด้วยกัน 4 ชีวิต พ่อ แม่ลูก ไม่ได้รับอันตราย นายสิทธิศักดิ์ แซ่จึง บอกว่า ก่อนเกิดเหตุตนเองได้ไปกู้เงินนอกระบบรายหนึ่งภายในเขตพื้นที่อำเภอศีขรภูมิ ในระหว่างที่หมุนเงินไม่ทันได้มีเขียนจดหมายมาข่มขู่ ส่งถึงร้านลูกชิ้น พร้อมกับระบุว่า”ภายในวันที่1ถ้าผมไม่ ได้3000คุณเตรียมตัวได้เลยเตือนครั้งสุดท้าย”ไม่จ่ายเตรียมตัวได้เลย ทำให้ตนเองและครอบครัวไม่สบายใจ จึงได้นำเงินที่ขายของมาเคลียร์ให้ในช่วงเย็น(2 ม.ค.63)ที่ผ่านมาจนหมดจะเพราะเกรงว่าเจ้าหนี้เงินกู้นอกระ บบจะมาทำร้ายแต่พอรุ่งเช้ากลับนำระเบิดไม่ทราบชนิด มาโยนใส่รถเข็นขายของ และประตูหน้าบ้าน จนพัง เสียหายไปหมดตนเองจึงได้แจ้งความให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อที่จะให้นำตัวคนร้ายมาดำเนินคดีให้ถึงที่สุด ****************************** (ขอขอบคุณเรื่องจาก ตระเวนข่าว3)

สาววัย 22 ปีโพสต์เดือด ขับเก๋งกลับบ้าน ถูกคนร้ายซิ่งกระบะรัวยิง 7 นัด

สาววัย 22 ปีโพสต์เดือด ขับเก๋งกลับบ้าน ถูกคนร้ายซิ่งกระบะรัวยิง 7 นัด กระสุนฝังกันชนท้าย1นัด โชคดีรอดหวุดหวิด วอน ตร.เร่งจับตัว เมื่อเวลา 21.00 น.วันที่ 13 ต.ค.62 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีผู้ใช้เฟสบุ๊คชื่อ Manasvee SingKorn โพสต์ข้อ ความพร้อมรูปภาพรอยกระสุนปืนที่กันชนหลังรถยนต์เก๋ง  และเขียนข้อความว่า “อยู่ดีโดนไล่ ยิงกูทำไมไปทำ ไรให้งงมาก 7-8 นัดรัว เหตุเกิดสามแยกการไฟฟ้าบางใหญ่เก่ายันแยกบางพลู” ผู้สื่อข่าวได้ติดต่อไปที่ น.ส. มนัสวีร์  สิงห์ขรณ์  อายุ 22 ปี เพื่อสอบถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งน.ส.มนัสวีร์ แจ้งว่าหลังจากเสร็จธุระ ประมาณ 21.00 น.จะเดินทางไปขอดูกล้องวงจรบริเวณจุดเกิดเหตุซึ่งอยู่ใกล้กับศูนย์ป้องกันและบรรเทาสา ธารณภัยเทศบาลตำบลบางเลน ถ.บางกรวย-ไทรน้อย ต.บางเลน อ.บางใหญ่จ.นนทบุรี  ผู้สื่อข่าวจึงเดินทาง ไปตรวจสอบ ทางด้าน น.ส.มนัสวีร์  เล่าเหตุการณ์ระทึกว่า เมื่อเวลาประมาณ 03.00 น.ของวันที่ 13 ต.ค. 62 ขณะที่ตน พร้อมด้วยเพื่อนสาวขับรถยนต์เก๋งยี่ห้อโตโยต้า รุ่นยาริส สีขาว ทะเบียน 1 กฬ 2196 กทม. กำลังจะเดินทาง กลับที่พักย่านอำเภอบางบัวทอง ซึ่งตนขับมาตามถนนบางกรวย-ไทรน้อย เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุซึ่งอยู่บริเวณ หน้าตลาดเจ้าพระยา 8 สังเกตเห็นรถยนต์กระบะ 4 ประตูสีดำไม่ทราบหมายเลขทะเบียนขับตามหลังมาและ เปิดไฟสูงใส่รถของตน  หลังจากนั้นตนได้ยินเสียงดังคล้ายเสียงปืนดังขึ้นจำนวน 3 นัด  ด้วยความตกใจตนจึง ได้รีบขับรถหนีมาจนถึงวงเวียนการไฟฟ้านครหลวงสาขาบางใหญ่ ก่อนจะเลี้ยวรถมุ่งหน้าไปทางสี่แยกบางพลู ซึ่งรถกระบะคันดังกล่าวก็ยังเร่งเครื่องความเร็วตามมาและได้ยินเสียงปืนดังขึ้นอีกหลายครั้ง ระหว่างนั้นตนสัง เกตเห็นรถคันดังกล่าวขับรถหลบหนีมุ่งหน้าไปทาง อ.บางใหญ่ หลังจากนั้นตนจึงได้โทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางใหญ่  แต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจบอกให้ตนขับรถ มาแจ้งความที่โรงพัก  เมื่อมาถึงตนจึงลงมาดูที่ท้ายรถ พบว่าที่กันชนท้ายด้านซ้ายมีรูคล้ายกระสุนปืน 1 รูเมื่อ เปิดฝากระโปงท้ายยังพบหัวกระสุนปืนตกอยู่ภายในรถ 1 หัว จึงได้เข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อแจ้งความ แต่ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจทำเพียงแค่สอบถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก่อนลงบันทึกประจำวันและให้ตนกลับบ้าน  ตน จึงนำเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดมาโพสต์เตือนภัยในเฟสบุ๊คเพื่อให้ผู้ใช้รถใช้ถนนระหว่างตัวเอาไว้ และในวันนี้ ตนได้เดินทางไปขอดูกล้องวงจรปิดที่ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยของเทศบาลตำบลบางเลน  ซึ่งจาก การดูกล้องวงจรปิด พบภาพรถยนต์กระบะสี่ประตูสีดำซึ่งเป็นรถต้องสงสัยที่ขับตามรถของตนมาอย่างชัดเจน โดยหลังจากนี้ตนจะนำภาพวงจรปิดไปมอบให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ช่วยเร่งตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีตาม กฎหมาย น.ส.มนัสวีร์  ยังกล่าวต่ออีกว่า ตอนนี้ตนรู้สึกไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ไม่กล้าไปทำงาน กลัวจะได้ รับอันตราย อยากวิงวอนให้เจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยติดตามจับตัวคนร้ายที่ก่อเหตุยิงใส่รถของตนมาดำเนินคดีให้ ได้โดยเร็วที่สุด เพราะถือเป็นการกระทำที่อุกอาจมาก ตนยังไม่ทราบเลยว่าสาเหตุมาจากอะไร ซึ่งตนยืนยันว่า ตอนนั้นถนนโล่งมากไม่มีรถ และตนก็ไม่ได้ไปขับรถปาดหน้าใครอย่างแน่นอน  ซึ่งในรถ ก็มีแค่ตนกับเพื่อนซึ่ง เป็นผู้หญิง 2 คน เท่านั้น ทำไมเขาต้องยิงใส่เราด้วย ใจคอจะฆ่ากันให้ตายทั้งที่ไม่เคยมีเรื่องกันจึงอยากให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งติดตามจับตัวคนร้ายมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็ว เพราะเกรงว่าจะไปก่อเหตุกับคนอื่นอีก ชมคลิป   ************************************************* (ขอขอบคุณเรื่องจาก สาโรจน์ สว่างศรี ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.นนทบุรี)

เด็ก ป.5 คิดสั้นผูกคอฆ่าตัวตาย พี่สาววัย 13 ช่วยไว้ทัน รอดตายหวุดหวิด เหตุเครียดโดนเพื่อนแกล้ง

วันที่ 7 ต.ค.62 เมื่อเวลา 10.00 น.  แพทย์รพ.กระบี่  อ.เมืองกระบี่ และพยาบาลห้องฉุกเฉิน รับตัวผู้ป่วยฉุกเฉินจากรพ.ลำทับ อ.ลำทับ เป็นเด็กผู้ชายอายุ 11 ปี นักเรียนชั้น ป.5 โรงเรียนแห่งหนึ่งใน ต.พรุดินนา อ.คลองท่อม หลังเกิดเหตุใช้ผ้าผูกคอตัวเองที่บ้านพัก เหตุเกิดเมื่อช่วงบ่ายวันที่ 6 ต.ค.ที่ผ่านมา อาการสาหัส เจ้าหน้าที่จับชีพจรได้แต่เด็กยังหมดสติไม่รู้สึกตัว จึงเร่งช่วยเหลือนำตัวเข้านอนพักดูอาการ ล่าสุด ด.ช.เอ (นามสมมติ) อายุ 11 ปี คนเจ็บ มีการอาการดีขึ้น แต่ยังไม่สามารถพูดคุยได้ แพทย์และพยาบาล ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด จากการสอบถาม ด.ญ.บี (นามสมมติ) อายุ 13 ปี พี่สาวของเด็ก เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุช่วงบ่ายวันที่ 6 ต.ค.ที่ผ่านมา แม่ไม่อยู่บ้าน ตนและน้องชายคือ ด.ช.เอ วัย 11 ปี และน้องชายอีกคนวัย 8 ปี อยู่บ้านกันเพียงลำพัง ช่วงที่ตนกำลังเข้าไปในครัวเพื่อเตรียมทำอาหารให้น้องๆ กิน ตนเรียก ด.ช.เอ แต่ไม่ได้ยินเสียงตอบ จึงเดินออกมาดูที่ห้องโถงในบ้าน ก็พบน้องชายใช้ผ้าขาวม้าผูกคอตัวเองหมดสติอยู่ จึงรีบเข้าไปปลดผ้าออก แล้วขับรถจักรยานยนต์ไปขอความช่วยเหลือจากชาวบ้านในหมู่บ้าน ช่วยกันปฐมพยาบาล และนำตัวน้องชายส่งรพ.ลำทับ ส่วนสาเหตุนั้นยังไม่ทราบว่ามาจากเรื่องอะไร ขณะที่ นางแก้ว (นามสมมติ) อายุ 46 ปี แม่ของ ด.ช.เอ บอกว่า สาเหตุที่ลูกชายคิดสั้น เชื่อว่ามาจากปัญหาในกลุ่มเพื่อนที่โรงเรียน โดยเมื่อวันที่ 4 ต.ค.ที่ผ่านมา ตนทราบจากลูกว่ามีกลุ่มนักเรียนในโรงเรียนบางกลุ่ม มาข่มขู่และทำร้ายลูก ก่อนหน้านี้ลูกไปเล่นเครื่องเล่นในโรงเรียน แล้วเสียหลักล้มลงทำให้เท้าไปโดนนักเรียนคนหนึ่งโดยไม่ตั้งใจ กลุ่มนักเรียนดังกล่าวจึงทำร้ายชกหน้าลูกชาย จนลูกบ่นว่าไม่อยากจะไปโรงเรียนแล้ว เพราะกลัวจะเกิดเรื่องอีก วันเกิดเหตุตนไปทำงานที่เกาะลันตา อ.เกาะลันตา แต่ลูกขอไปด้วย ตนมองว่าไม่สะดวกจึงให้ลูกอยู่บ้านกับพี่สาวและน้องชาย คิดไม่ถึงว่าจะเกิดเหตุการณ์ขึ้น ตนได้เล่าเรื่องดังกล่าวให้ครูที่โรงเรียนทราบ ซึ่งครูรับปากว่าจะเร่งสืบหาว่าเป็นเด็กกลุ่มไหน ยืนยันว่าลูกชายเป็นเด็กขยัน อยู่บ้านก็จะช่วยตนทำงานหาเงินมาเลี้ยงครอบครัว ทั้งช่วยกรีดยางขาย เวลาอยู่โรงเรียนก็ชอบช่วยเหลืองานครูที่โรงเรียน แต่อาจจะทำให้เพื่อนบางคนไม่ชอบ เพราะเป็นเด็กที่ครูรัก ด้าน นพ.สุพจน์ ภูเก้าล้วน ผอ.รพ.กระบี่ เผยว่า ตอนนี้อาการของเด็ก ยังอยู่ในขั้นตอนการเฝ้าระวัง เนื่องจากสมองขาดออกซิเจนเป็นระยะเวลาพอสมควร แต่อาการดีขึ้นตามลำดับ เด็กเริ่มมีอาการตอบสนองที่ดีขึ้น ขยับแขนขาได้ เวลาเรียกก็มีอาการตอบสนอง เริ่มลืมตาได้ ได้กำชับให้ดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด จนกว่าจะประเมินอาการได้ภายใน 48 ชั่วโมง ส่วนของการเยียวยาด้านสภาพจิตใจ สั่งให้เจ้าหน้าที่สุขภาพจิตคอยดูแลสภาพจิตใจของครอบครัว ทั้งแม่เด็กพี่สาว น้องชาย รวมทั้งเมื่อเด็กหายดี จะต้องดูแลสภาพจิตใจอีกครั้ง ให้เด็กสามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้ตามปกติ    ภาพและข้อมูลจาก อมรินทร์ทีวี

คลื่นซัดเรือประมงแตก ทำลูกเรือลอยคอว่ายน้ำกว่า 5 กิโลเมตร ก่อนเรือประมงด้วยกันจะเข้าช่วยเหลือทำรอดหวุดหวิด

ได้เกิดเหตุเรือประมงถูกคลื่นซัดกับก้อนหินจนทำให้เรือแตก บริเวณหินสายหมอ พื้นที่หมู่ที่ 1 ตำบลตะเสะ อำเภอหาดสำราญ ห่างจากชายฝั่งประมาณ 5 กิโลเมตร ผู้ประสบภัย 2 คนได้ว่ายน้ำมาขอความช่วยเหลือจากประชาชนที่อยู่ริมฝั่ง ก่อนที่ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 1 และ 2 ตำบลตะเสะ และประชาชนจิตอาสา ได้ออกไปช่วยผู้ที่ประสบภัยอีก 3 คน ที่ลอยคออยู่ในทะเลได้สำเร็จ จากการสอบถาม นายหมัดละ เกาะสมัน อายุ 55 ปี อยู่บ้านเลขที่ 152/2 ม.4 ต.กันตังใต้ อ.กันตัง จ.ตรัง หนึ่งในลูกเรือผู้ประสบเหตุเรือประมงแตกกลางทะเล เล่าว่า ตนเองได้ออกเรือไปตั้งแต่ช่วงเย็นเมื่อวาน (4 ส.ค.61) เพื่อจะไปนำอวนปลาที่วางไว้กลับเข้าฝั่ง โดยไปกันทั้งหมด 5 คน ซึ่งอยู่จากห่างฝั่งประมาณ 5 กิโลเมตร ในที่เกิดเหตุได้เกิดคลื่นสูงประมาณ 2-3 เมตรซัดเรือประมงจนทำให้เรือเสียการควบคุมไปกระทบเข้ากับโขดหินอย่างจังจนทำให้เรือประมงแตก ทั้งหมดจึงตัดสินใจกระโดดลงน้ำเพื่อหนีเอาตัวรอด หลังจากนั้นตนเองพร้อมกับนายร่อหีมซึ่งเป็นเจ้าของเรือดังกล่าวตัดสินใจว่ายน้ำกลับฝั่งระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร เพื่อหาคนช่วย และได้มาพบนายชัชชัยจึงได้รีบขอความช่วยเหลือให้เข้าไปช่วยลูกเรือที่เหลืออีก 3 คนที่ลอยคออยู่กลางทะเล ส่วนเรือประมงไม่สามารถกู้ได้ เนื่องจากเรือแตกเป็นเสี่ยงๆ ทุกคนปลอดภัยได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยเนื่องจากโดนหินบาด ด้านนายชัชชัย เสลา อายุ 45 ปี อยู่บ้านเลขที่ 7/4 ม.1 ต.ตะเสะ อ.หาดสำราญ ผู้พบเห็นเหตุการณ์และลงไปช่วยลูกเรือที่ประสบเหตุเรือแตก เล่าว่า นายหมัดละและนายร่อหีม ทั้ง2คนได้ว่ายน้ำมาขึ้นที่ชายหาดหลังบ้านของตนเองประมาณ 6 โมงเช้า แล้วตนเองได้เข้าสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งนายหมัดละแจ้งว่าเรือแตกอยู่กลางทะเลตอนนี้มีลูกเรือลอยคออยู่อีก 3 คน ตนเองและชาวบ้านได้รีบนำเรือออกไปช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ซึ่งตอนนี้ปลอดภัยทุกคน ทั้งนี้ปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายความมั่งคงได้รับคำสั่งจากผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายและความปลอดภัยของผู้ประสบเหตุเรือแตกเบื้องต้นความเสียหายที่เกิดขึ้นได้แก่ เรือประมงขนาด 21 ตัวกง เครื่องยนต์ขนาด 2,000 ซีซี อวนปลาทู 1 สาย และอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในเรือ รวมมูลค่ากว่า 160,000 บาท ซึ่งผู้ประสบภัยมีความต้องการให้ทางราชการช่วยเหลือเยียวยาจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ด้วย

1 2