ศูนย์ฉีดวัคซีนไทยร่วมใจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จัดระเบียบประชาชนเข้ารับวัคซีน

หลังจากไทยร่วมใจ กรุงเทพฯปลอดภัย เปิดให้ประชาชนที่ยังไม่เคยได้รับวัคซีน ลงทะเบียนรับวัคซีน เข็มที่ 1 ผ่านไทยร่วมใจ จำนวน 100,000 โดส ตั้งแต่วันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา และเปิดให้เข้ารับวัคซีนได้ ระหว่างวันที่ 14-15 กันยายน ที่ 25 ศูนย์ฉีดวัคซีน นอกโรงพยาบาล ของหอการค้าไทยที่ดำเนินการร่วมกับกรุงเทพฯ บรรยากาศการเข้ารับวัคซีนของประชาชนในวันนี้ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ซึ่งเป็น 1 ในศูนย์ฉีดวัคซีนของหอการค้าไทย มีประชาชนที่ได้ลงทะเบียนไว้ทยอยเดินทางเข้ารับวัคซีนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเช้า โดยมีเจ้าหน้าที่ของทางมหาวิทยาลัยอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในการจัดระเบียบเข้ารับวัคซีน เพื่อความปลอดภัยในการเว้นระยะห่างและความคล่องตัวสำหรับการเข้ารับวัคซีน ข่าวที่เกี่ยวข้อง “ไทยร่วมใจ”เปิดลงทะเบียนรับวัคซีน AstraZeneca เข็มที่ 1 เฉพาะผู้ที่ยังไม่เคยได้รับวัคซีน จองคิวฉีดวัคซีนแอสตราเซนเนก้า ไทยร่วมใจ วันนี้เช็คขั้นตอนได้เลย โดยสำหรับจุดฉีดวัคซีนที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยนี้ สามารถเปิดรับประชาชนฉีดวัคซีนได้สูงสุดวันละ 2,000 คน แต่ในวันนี้มีผู้ลงทะเบียนไว้ 1,600 คน คาดว่าจะเข้ารับบริการหมดภายในช่วงบ่าย และจากการสอบถาม ไปยังเจ้าหน้าที่ผู้ดูแล พบว่า ในวันนี้ทางมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้รับการดูแลจากโรงพยาบาลกลาง ในการให้บริการฉีดวัคซีนสำหรับประชาชน ซึ่งในส่วนของจุดพักคอยนั้น ไม่พบว่ามีปัญหาในเรื่องของการแพ้วัคซีนหรือมีอาการข้างเคียงรุนแรง แต่ที่ผ่านมาส่วนหนึ่งพบว่าประชาชนที่เข้ารับวัคซีนพักผ่อนไม่เพียงพอ ไม่ได้รับประทานอาหาร จึงทำให้เกิดอาการเป็นลมหน้ามืดหลายรายก่อนหน้านี้ ทางมหาลัยจึงขอฝากเตือนไปยังประชาชนที่จะเข้ารับวัคซีนให้เตรียมตัวพักผ่อนและรับประทานอาหารมาก่อนล่วงหน้า โดยในการฉีดวัคซีนรวมถึงพักคอยนั้นจะใช้เวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง กรณีที่ไม่พบปัญหาอาการข้างเคียง และในวันพรุ่งนี้ ทางมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จะยังคงเปิดให้บริการประชาชนเข้ารับวัคซีนต่อเนื่อง โดยวัคซีนเข็มที่ 1 ของ โครงการไทยร่วมใจ ในครั้งนี้จะเป็น Sinovac ทั้งหมด และเข็มที่ 2 จะเป็น AstraZeneca

กทม.จับมือหอการค้าไทย จัดจุดบริการวัคซีนนอก รพ. 14 แห่ง เปิดลงทะเบียน 1 พ.ค.นี้

กทม.จับมือหอการค้าไทย จัดจุดบริการวัคซีนนอกโรงพยาบาล 14 แห่ง เปิดลงทะเบียน 1 พ.ค.นี้ วันที่ 30 เม.ย. 64 พลตำรวจเอกอัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการแถลงข่าวความร่วมมือระหว่างกรุงเทพมหานคร หอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในการจัดหน่วยบริการวัคซีน COVID-19 ให้ประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยมี นางศิลปสวย ระวีแสงสูรย์ ปลัดกรุงเทพมหานคร นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย นายญนน์ โภคทรัพย์ กรรมการบริหารหอการค้าไทย รศ.ดร.ทัศนา บุญทอง นายกสภาการพยาบาล และรศ.สุปาณี เสนาดิสัย นายกสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมมราชชนนี ร่วมแถลงข่าว ณ ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) เขตพระนคร สืบเนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในวงกว้างอย่างรวดเร็ว และในเดือนมิถุนายน 2564 กรุงเทพมหานครจะได้รับการจัดสรรวัคซีนสำหรับนำไปให้บริการแก่ประชาชน เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคให้เกิด “ภูมิคุ้มกันหมู่” (herd immunity) โดยมีเป้าหมายฉีดครอบคลุมอย่างน้อยร้อยละ 70 ของประชากรในกรุงเทพมหานคร หรือประมาณ 5 ล้านคน ดังนั้นเพื่ออำนวยความสะดวกในการให้บริการวัคซีน (COVID-19) แก่ประชาชนกลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว และครอบคลุม กรุงเทพมหานครจึงกำหนดจัดให้บริการวัคซีนในโรงพยาบาลควบคู่กับการให้บริการวัคซีนนอกโรงพยาบาล ซึ่งการจัดให้บริการวัคซีนภายนอกโรงพยาบาล มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากประชาชนสามารถเดินทางไปยังสถานที่ฉีดวัคซีนได้อย่างสะดวก โดยมีทีมแพทย์ พยาบาล และพนักงานจิตอาสา ที่มีมาตรฐานในการให้บริการ ช่วยอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนให้ฉีดวัคซีนได้อย่างรวดเร็ว ทั่วถึง ปลอดภัย และลดการแพร่ระบาดจากการเดินทางข้ามพื้นที่ โดยได้รับความร่วมมือจากหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในการจัดจุดบริการฉีดวัคซีนในสถานประกอบการ ห้างสรรพสินค้า จำนวน 14 แห่งกระจายทั่วพื้นที่กรุงเทพฯ สำหรับหน่วยบริการวัคซีน COVID-19 ทั้ง 14 แห่ง จะมีบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขจากสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ และที่ประชุมคณบดี สมาพันธ์สภาวิชาชีพแห่งประเทศไทย และหัวหน้าสถาบันการศึกษา สาขาพยาบาลศาสตร์ของรัฐ สนับสนุนพยาบาลสมาพันธ์สภาวิชาชีพแห่งประเทศไทย และบุคลากรร่วมในการให้บริการวัคซีน COVID-19 กรุงเทพมหานครมีแผนการให้บริการวัคซีนแก่ประชาชนในพื้นที่แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรกในโรงพยาบาลทุกสังกัดในกรุงเทพมหานคร กลุ่มเป้าหมายเป็นผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป และผู้ที่มีโรคประจำตัว 7 กลุ่มโรค ได้แก่ โรคทางเดินหายใจเรื้อรังรุนแรง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตวายเรือรัง โรคหลอดเลือดสมอง โรคมะเร็งทุกชนิด โรคเบาหวาน และโรคอ้วน ส่วนที่สองเป็นหน่วยบริการวัคซีนกรุงเทพมหานคร 14 แห่ง สำหรับประชาชนทั่วไปที่มีอายุตั้งแต่ 18 – 59 ปี ที่สุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว และได้ทำการจองรับวัคซีนมาแล้ว ดังนี้ กลุ่มเขตกรุงเทพเหนือ 2 แห่ง ได้แก่ SCG บางซื่อ 2,000 คน/วัน และศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว 2,000 คน/วัน กลุ่มเขตกรุงเทพใต้ 4 แห่ง ได้แก่ สามย่านมิตรทาวน์ เขตปทุมวัน 1,500 คน/วัน ศูนย์การค้าธัญญาพาร์ค เขตสวนหลวง 1,000 คน/วัน True Digital Park เขตพระโขนง 1,000 คน/วัน และเอเชียทีค เขตบางคอแหลม 2,000 คน/วัน กลุ่มเขตกรุงเทพตะวันออก 3 แห่ง ได้แก่ เดอะมอลล์ บางกะปิ 2,000 คน/วัน โรบินสัน ลาดกระบัง 1,000 คน/วัน และโลตัส มีนบุรี 1,000 คน/วัน กลุ่มเขตกรุงธนเหนือ 2 […]

ม.หอการค้าไทย เปิดเผยถึงข้อมูลอาชีพในอนาคตที่มีโอกาสประสบความสำเร็จอย่างสูงในไทย

ใครกำลังหาลู่ทางหรือจะหาตำแหน่งงานไหนที่ดูแล้วมั่นน่าจะมีอนาคตต้องทางนี้เลยเมื่อ  นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงข้อมูลอาชีพในอนาคตที่มีโอกาสประสบความสำเร็จอย่างสูงในไทย 10 อันดับ ได้แก่ 1.อาชีพที่เกี่ยวข้องกับความสวย ความงาม ทั้งแพทย์ศัลยกรรม แพทย์ผิวหนัง ทันตแพทย์ เภสัชกร พนักงานขายสินค้าด้านความงาม ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์บำรุงผิวสำหรับหญิงและชาย 2.อาชีพโปรแกรมเมอร์ เขียนโปรแกรม คิดค้นแอพพลิเคชั่นต่างๆ 3.อาชีพดูแลด้านสุขภาพ ครอบคลุมตั้งแต่เด็กถึงวัยชรา 4.อาชีพเกี่ยวกับพลังงาน การประหยัดพลังงาน การดูแลสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะพลังงานไฟฟ้า 5.อาชีพด้านวิทยาศาสตร์เคมี ชีวเคมี 6.อาชีพที่ชำนาญเกี่ยวกับเครื่องกลขั้นสูง 7.อาชีพเกี่ยวกับการใช้ภาษา 8.อาชีพนักกฎหมายธุรกิจ และนักกฎหมายระหว่างประเทศ 9.อาชีพที่ดูแลสิ่งแวดล้อม ซึ่งนักอนุรักษ์จะมีความสำคัญ 10.อาชีพเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง อย่างสัตวแพทย์ ผู้ผลิตวัคซีนสำหรับสัตว์เลี้ยง ร้านขายอุปกรณ์สัตว์เลี้ยง แฟชั่นสัตว์เลี้ยง และการผลิตอาหารสัตว์ เป็นต้น ส่วนภาวะการมีงานทำของคนไทย ข้อมูลจากทีดีอาร์ไอ เมื่อเดือนตุลาคม 2560 ระบุว่าประชากรวัยแรงงาน 56.05 ล้านคน ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 37.22 ล้านคน ผู้มีงานทำ 36.65 ล้านคน มีผู้ว่างงาน 4.8 แสนคน และผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน 18.83 ล้านคน ส่วนผลสำรวจตลาดแรงงานและภาคธุรกิจอุตสาหกรรมไทย โดยแมนพาวเวอร์กรุ๊ป พบว่า ปี 2560 สายงานที่ตลาดแรงงานต้องการสูงสุด อันดับ 1.งานขายและการตลาด อันดับ 2.งานบัญชีและการเงิน อันดับ 3.งานไอที อันดับ 4.งานวิศวกรอันดับ 5.งานบริการลูกค้า ส่วนธุรกิจที่มีความต้องการแรงงานสูงสุด ได้แก่ 1.กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ บริการเฉพาะกิจ การท่องเที่ยว และสันทนาการ 2.สินค้าอุตสาหกรรม กลุ่มวัสดุอุตสาหกรรมเครื่องจักร และยานยนต์ 3.เทคโนโลยี กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 4.เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร และ 5.สินค้าอุปโภคและบริโภค