รองผบช.น. ชี้ ทำคนอื่นเดือดร้อนรำคาญ เตือนม็อบระวังติดโควิด

วันที่ 10 ก.พ.64  เมื่อเวลา 17.40 น.  พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผบช.น. พร้อมด้วย พล.ต.ต.เมธี รักพันธุ์ ผบก.น.6 นำกำลังตำรวจเข้าตรวจสอบความเรียบร้อยในการจัดกิจกรรมรวมพลคนไม่มีจะกิน ตีหม้อไล่เผด็จการ ที่ลานสกายวอล์กแยกปทุมวัน ก่อนประชาชนจะหลั่งไหลกันลงไปจัดกิจกรรมต่อที่ลานหอศิลป์กรุงเทพฯ พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวว่า ภาพรวมการควบคุมดูแลของตำรวจขณะนี้อยู่ในเกณฑ์ดี โดยแจ้งเตือนข้อกฎหมายแก่ผู้ชุมนุมเป็นระยะๆ เพื่อขอความร่วมมือให้ยุติการชุมนุมโดยเร็ว เนื่องจากผู้ชุมนุมแจ้งว่าจะจัดกิจกรรมต่อไปจนถึงเวลา 21.00 น. ซึ่งพล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น.มีความห่วงใย เพราะผู้ชุมนุมของไทยมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ชุมนุมประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จึงขอให้ระมัดระวังและการชุมนุมยังเป็นข้อห้าม เข้าข่ายความผิดตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยตอนนี้เตรียมกำลังไว้เพียงพอจะปฏิบัติการ หากมีสถานการณ์รุนแรง พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวีอกว่า ส่วนมาตรการอื่นๆ ตั้งจุดคัดกรองตรวจอาวุธวัตถุอันตรายต่างๆ แต่หากมีการกระทำผิดก็ต้องจับกุมแน่นอน สำหรับการตีหม้อส่งเสียงดัง หากก่อความเดือดร้อนให้ผู้อื่นก็มีความผิดเช่นกัน ขณะเดียวกันก่อนหน้านี้ตำรวจได้คุมตัวหญิงวัยรุ่นคนหนึ่งที่พ่นสีสเปรย์บนป้ายสาธารณะ ขณะนี้ก็คุมตัวไปทำประวัติพร้อมพิสูจน์ทราบตัวบุคคลว่าเคยไปพ่นสเปรย์ในพื้นที่อื่นมาก่อนหรือไม่ ส่วนผู้ที่ก่อความวุ่นวายกับตำรวจในการชุมนุมวันที่ 9 ก.พ. กำลังรวบรวมหลักฐานและพิสูจน์ทราบตัวบุคคลอยู่                 […]

มีผลพรุ่งนี้!! ราชกิจจานุเบกษา พ.ร.บ.ตำรวจ ฟันโทษทุจริต แม้ออกจากราชการไปแล้ว

   ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2562 โดยระบุว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยตำรวจแห่งชาติมีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล เพื่อเป็นการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบของข้าราชการตำรวจ ซึ่งการตราพระราชบัญญัตินี้สอดคล้องกับเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในมาตรา 26 ของรัฐธรรมนูญแล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2562 โดยให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ทั้งนี้ เหตุผลในการประกาศใช้พ.ร.บฉบับนี้ คือ ปัจจุบันปัญหาความไม่สอดคล้องกันระหว่างบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยการดำเนินการทางวินัยของข้าราชการฝ่ายพลเรือนประเภทต่างๆ ส่งผลให้เกิดความไม่เป็นธรรม และไม่เสมอภาคในการดำเนินการทางวินัยแก่ข้าราชการที่ออกจากราชการไปแล้ว นอกจากนี้ยังมีปัญหาความแตกต่างระหว่างกฎหมายว่าด้วยการดำเนินการทางวินัยของข้าราชการฝ่ายพลเรือน กับกฎหมายขององค์กรตรวจสอบการทุจริต ซึ่งทำให้การดำเนินการทางวินัยเพื่อพิจารณาลงโทษแก่ข้าราชการที่ถูกองค์กรตรวจสอบการทุจริตชี้มูลความผิดหลังออกจากราชการไปแล้วในบางกรณี ไม่อาจดำเนินการตามฐานความผิดที่ชี้มูลได้ จึงควรให้การดำเนินการทางวินัยแก่ผู้ที่ออกจากราชการเป็นมาตรฐานเดียวกัน และสอดคล้องกับกฎหมายขององค์กรตรวจสอบการทุจริต สำหรับสาระสำคัญของพ.ร.บ.ดังกล่าว เป็นการกำหนดให้ข้าราชการตำรวจที่ออกจากราชการซึ่งถูกกล่าวหาว่าขณะรับราชการได้กระทำความผิดอาญาอันไม่ใช่เป็นความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทที่ไม่เกี่ยวกับราชการ หรือความผิดลหุโทษ ผู้มีอำนาจดำเนินการทางวินัย สามารถดำเนินการสืบสวนหรือพิจารณาดำเนินการทางวินัย และสั่งลงโทษข้าราชการตำรวจผู้นั้นได้ โดยต้องสั่งลงโทษภายใน 3 ปี นับแต่วันที่ผู้นั้นออกจากราชการ

ทนายรณณรงค์ เผยกรณีสาวโวเรียนฟิสิกส์ ด่าคนเจ็บมีความผิด โทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน ปรับไม่เกินหนึ่งหมื่น

จากสาวโวยวายหนุ่มคู่กรณีขี่รถจักรยานยนต์ นอนเจ็บกลางถนน โดยอ้างว่าการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นเป็นการแสดงตบตา เพราะอยากได้เงิน และที่สาเหตุที่รู้เพราะว่าเรียนฟิสิกส์มา ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น ทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ได้แชร์โพสต์จากเพจ ทนายคู่ใจ พร้อมระบุว่า เปิดประตูไปชนเขา แล้วยังมาด่าเขาอีกว่า “ตอแหล” และอ้างเรียนฟิสิกส์มา แรงเสียดทานนิดเดียว ทำไมต้องนอนเจ็บขนาดนี้ ไม่รู้หรอกนะว่าจะเก่งฟิสิกส์ หรือเก่งวิชาการด้านไหนมา ในเมื่อทำให้เขาได้รับบาดเจ็บก็ต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่ไปด่าเขาอีกว่าตอแหล แบบนี้ควรเห็นใจไหม เพราะตาม ป.อาญามาตรา 393 การดูหมิ่นซึ่งหน้า ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8919/2552 การดูหมิ่นผู้อื่น หมายถึง การดูถูกเหยียดหยาม สบประมาท หรือทำให้อับอาย การวินิจฉัยว่าการกล่าววาจาอย่างไรเป็นการดูหมิ่นผู้อื่นหรือไม่ จึงต้องพิจารณาว่าถ้อยคำที่กล่าวเป็นการดูถูกเหยียดหยาม สบประมาทผู้ที่ถูกกล่าว หรือทำให้ผู้ที่ถูกกล่าวอับอายหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้นก็ถือได้ว่าเป็นการดูหมิ่นแล้ว เมื่อตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายคำว่า “ตอแหล” ว่า เป็นการด่าคนที่พูดเท็จ ซึ่งมีความหมายในทางเสื่อมเสีย การที่จำเลยกล่าวถ้อยคำดังกล่าวต่อผู้เสียหายจึงเป็นการด่าผู้เสียหาย เป็นการดูถูกเหยียดหยามและสบประมาทผู้เสียหายว่าเป็นคนพูดเท็จ จึงเป็นการดูหมิ่นผู้เสียหายอันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 393 ซึ่งก็มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก ทั้งบอกว่าการเรียนฟิสิกส์ น่าจะหนักน่าดู และว่า อีกไม่นาน สาวคนดังกล่าวคงออกมาขอโทษและว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์

สงสัยจะกลัวเป็นข่าวฉาว เลยมีหนังสือห้ามแต่งกายชุดทหาร ถ่ายภาพลงโซเชียล

งานนี้ดราม่าแน่นอน เมื่อวันที่ 18 ก.ย. 61 โลกออนไลน์ได้ทำการเผยแพร่ จดหมายกระดาษเขียนข่าว ด่วนที่สุด ของหน่วยทหารหน่วยหนึ่งภาคเหนือ ซึ่งเผยแพร่ในวันที่ 17 ก.ย. 2561 โดยระบุว่า “เนื่องจากการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารออกสู่สังคมออนไลน์ บางครั้งเป็นภาพที่ไม่เหมาะสมต่อการเป็นข้าราชการที่ดี ดังนั้น จึงให้ข้าราชการสัสดี ปฏิบัติดังนี้ 1 แก้ไขรูปโปร์ไฟล์ ทั้งในเฟซบุ๊ก ไลน์ หรือสังคมออนไลน์อื่นๆ จากชุดข้าราชการทหาร เป็นชุดอื่นตามความเหมาะสม 2 ห้ามถ่ายภาพร่วมกับนักการเมือง หรือยอมให้ผู้อื่นถ่ายภาพเผยแพร่สู่สังคมออนไลน์ โดยหนังสือนี้ ถูกส่อต่อและเผยแพร่ ในไลน์กลุ่มข้าราชการทหารหลายกลุ่ม และในโลกออนไลน์อย่างกว้างขวาง ล่าสุด อินสตาแกรม love_anap_thailand ซึ่งเป็นไอจีที่เผยแพร่รูปนายทหารหนุ่มๆในเครื่องแบบ ได้โพสต์ในลักษณะเดียวกับหนังสือที่ถูกเผยแพร่ออกมาว่า “ขณะนี้มีคำสั่งออกมาอย่างเป็นทางการเรื่อง “ห้ามถ่ายรูปเครื่องแบบ” เผยแพร่ออกมา และคงไม่สามารถตามลบรูปได้ทั้งหมด เพื่อลงรูปอื่นๆ จึงได้ตัดสินใจปิดเพจ เพื่อจะเป็นผลดีต่อเจ้าของรูปที่ได้นำรูปมาเผยแพร่ และทั้งตัวแอดมินเอง” โดยล่าสุดยังไม่มีการปิดไอจีลงแต่อย่างได้ แต่ได้ทำการตั้งค่าไม่สาธารณะ และทยอยลบรูปแทน

1 2