นักเรียน-นักศึกษา เฮ!รัฐบาลแจงมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา โอนแล้ว 2.17 หมื่นล้าน

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลมีมาตรการให้ความช่วยเหลือภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของนักเรียนและนักศึกษาในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ขณะนี้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ดำเนินการโดยมีความคืบหน้าดังนี้ กระทรวงการอุดมศึกษาฯ ได้เริ่มการเบิกจ่ายเงินสำหรับโครงการ “อว.ลดค่าเทอม” แล้วตั้งแต่ 26 ส.ค. 64 สำหรับมหาวิทยาลัยและสถาบันที่ได้จัดส่งข้อมูลผ่านการตรวจสอบและยืนยันความถูกต้อง ขณะนี้มีจำนวน 29 แห่ง รวมเป็นเงิน 2,250 ล้านบาท ซึ่งมหาวิทยาลัย/สถาบันอุดมศึกษาจะนำไปใช้ลดค่าเทอมและค่าธรรมเนียมการศึกษาภาคเรียนที่ 1/2564 ในสัดส่วนเงินสนับสนุนจากรัฐบาลตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ซึ่งทางกระทรวงฯ ได้เร่งติดตามและตรวจสอบระบบการเบิกจ่ายเงินอย่างใกล้ชิดเงินทุกบาทที่รัฐบาลสนับสนุนต้องถึงมือนิสิตนักศึกษา คืนให้กับคนที่ได้ชำระค่าเทอมและค่าธรรมเนียมการศึกษาไปแล้ว หรือใช้ลดค่าเทอมและค่าธรรมเนียมการศึกษาสำหรับผู้ที่กำลังจะชำระเงิน โดยมหาวิทยาลัยไม่เก็บเงินดังกล่าวไว้แต่อย่างใด ทั้งนี้ ได้ขอความร่วมมือมหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาทุกแห่งให้เร่งตรวจสอบและยืนยันข้อมูลนักศึกษาส่งมาที่กระทรวงโดยเร็ว เพื่อดำเนินการอนุมัติเบิกจ่ายแก่สถาบันที่เหลือ อีกประมาณ 100 กว่าแห่ง ให้เป็นไปตามเป้าหมายและกรอบระยะเวลาต่อไป ข่าวที่เกี่ยวข้อง เช็กเลย วันนี้ประกันสังคม โอนเงินเยียวยา 2500 บาทเข้าให้แล้วในพื้นที่ 16 จังหวัด เช็คเวลาเงินเข้า ตรวจสอบสิทธิเยียวยา ม.33-ม.39-ม.40 เวลาโอนเงินของแต่ละธนาคาร ส่วนการจ่ายเงินเยียวยาผู้ปกครองและนักเรียน จำนวน 2,000 บาท กระทรวงศึกษาธิการได้รับงบประมาณ จำนวน 1.95 หมื่นล้านบาท สำหรับเด็กนักเรียน 9.79 ล้านคน เมื่อ 30 ส.ค.ที่ผ่านมา และทำการจัดสรรไปยังหน่วยงานที่กำกับดูแลแล้ว ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยแต่ละสำนักงานจะโอนเงินไปให้โรงเรียนภายใต้สังกัดต่อไป และโรงเรียนจะโอนเงินหรือจ่ายเป็นเงินสด (หากไม่สามารถโอนเงินได้) ถึงมือผู้ปกครองตั้งแต่วันที่ 1-7 ก.ย.นี้ ทั้งนี้ ผู้ปกครองที่ไม่ได้รับเงินภายในเวลาดังกล่าว ขอให้ติดต่อโรงเรียนที่บุตรหลานศึกษาอยู่ หรือโทรศัพท์ไปที่หมายเลข 1579 หรือ 1693 “นายกรัฐมนตรีกำชับให้ทั้งสองกระทรวง ติดตามตรวจสอบระบบการจ่ายเงินอย่างใกล้ชิดทุกขั้นตอน ไม่ให้มีการทุจริต ให้เป็นไปอย่างโปร่งใสและต้องถึงมือผู้ปกครอง นักเรียนและนักศึกษาอย่างครบถ้วน” รองโฆษกรัฐบาล ระบุ

พิธาซัดแรง ! ล็อกดาวน์สูญเปล่า ประยุทธ์ ออกเท่านั้นจึงจบวิฤกตินี้ได้

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล แสดงความเห็นต่อสถานการณ์โควิด-19 ผ่านเฟซบุ๊กเพจ โดยระบุว่า ในช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เคยได้ชี้แจงไว้ว่า ไม่ได้คัดค้านการล็อกดาวน์ แต่การล็อกดาวน์ต้องไม่สูญเปล่า ต้องเจ็บแล้วจบ ขณะนั้นอัตราการตรวจพบเชื้อในไทยสูงกว่า 5% ติดต่อกัน 2 สัปดาห์ซึ่งเป็นตัวเลขตามเพดานของ WHO ว่าต้องล็อกดาวน์ ข่าวอื่นๆเพิ่มเติม ‘พิธา’ ถกถาม ! สตช. ขอซื้ออาวุธสงคราม ใช้ควบคุมฝูงชนหรือไม่ ? พิธา-พรรคก้าวไกล ลั่น ” มีจิตสำนึกและความเป็นคนไหม ” จวกเจ้าหน้าที่ต่อความรุนแรงที่เกิด “ตัวเลขอัตราการตรวจพบเชื้อมีนัยสำคัญอย่างไร ในช่วงที่สหรัฐอเมริกากำลังระบาดหนักที่สุด มีอัตราการตรวจพบเชื้ออยู่ที่ 15% ในขณะที่อินเดียมีอัตราการตรวจพบเชื้อนี้ ที่ 23% ในส่วนของประเทศไทยตอนนี้ จากข้อมูลของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เมื่อวันที่ 31 ก.ค. ที่ผ่านมา พบว่า อัตราการตรวจพบเชื้อโควิดในประเทศไทยสูงถึง 24% และแนวโน้มกำลังสูงขึ้นเรื่อยๆ อย่างน่ากลัว ตัวเลขนี้ตีความเป็นอื่นไม่ได้เลยนอกเหนือจากหายนะ การล็อกดาวน์ของเรากำลังสูญเปล่า และในครั้งนี้ ประชาชนจะเจ็บแต่ไม่จบ เจ็บแล้วเจ็บเล่า โดยที่รัฐบาลก็อยู่ในสภาวะไร้ประสิทธิภาพเกินกว่าที่จะช่วยเหลืออะไรได้” พิธา ระบุต่อไปว่า วิกฤตการณ์ที่รุนแรงขึ้นในขณะนี้ แสดงให้เห็นแล้วว่า พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี ล้มเหลวในการจัดการวิกฤติอย่างสิ้นเชิง ทั้งที่มีการออกมาตรการล็อกดาวน์ มีอำนาจเต็มจาก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่รวบอำนาจไว้ในมือ และมีเงินจาก พ.ร.ก.เงินกู้ 2 ฉบับจำนวนเงินกว่า 1.5 ล้านล้านบาท สาเหตุหนึ่งที่อัตราการตรวจพบเชื้อในไทยสูงขึ้นในช่วงที่มีการล็อกดาวน์ ก็เพราะตัวเลขการตรวจน้อยลง จากข้อมูลของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ในสัปดาห์ 11-17 ก.ค. มีการตรวจเฉลี่ย 6.9 หมื่นตัวอย่างต่อวัน ในสัปดาห์ 18-24 ก.ค. 6.75 หมื่นตัวอย่างต่อวัน ในสัปดาห์ 25-31 ก.ค. 6.18 หมื่นตัวอย่างต่อวัน “การล็อกดาวน์ที่จะไม่ให้สูญเปล่านั้น ต้องมีการตรวจเชิงรุก การตรวจต้องมากขึ้นไม่ใช่น้อยลง เพื่อที่จะแยกปลาออกจากน้ำ เพื่อทำการรักษาและยุติการระบาดให้ได้เร็วที่สุด ตัวอย่างของการตรวจเชิงรุกประชากรทั้งเมืองในต่างประเทศก็มีให้เห็นมาแล้วไม่ว่าจะเป็นเมืองที่ประชากรหลักพันอย่าง Vò ที่อิตาลี หลักหมื่นอย่าง Bolinas, Califormia ที่สหรัฐฯ หลักแสนอย่าง Southampton ที่อังกฤษ และหลักล้านอย่างอู่ฮั่น ที่กล่าวมานี้ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลต้องบังคับทุกคนให้มาตรวจโควิด แต่ศักยภาพในการตรวจ RT-PCR ของประเทศเราอยู่ที่ประมาณ 70,000 ตัวอย่างต่อวันและไม่เพิ่มขึ้นมาตั้งแต่เดือน เม.ย. แล้ว รัฐบาลต้องมีการตรวจเชิงรุกและขยายศักยภาพในการตรวจมากกว่านี้” พิธา ยังย้ำว่า การล็อกดาวน์ให้ไม่สูญเปล่า รัฐบาลต้องเยียวยาประชาชนให้ทั่วถึง จึงขอแสดงความกังวลต่อมาตรการเยียวยานายจ้างและลูกจ้างนอกระบบประกันสังคมโดยการให้นายจ้างมาเข้าระบบประกันสังคม เพราะจากแผนการดำเนินงานและแผนการเบิกจ่ายเงินเยียวยาตามผลการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ 26/2564 เมื่อ 23 ก.ค. 2564 นายจ้างที่มาขึ้นทะเบียนประกันสังคมรายใหม่ จะต้องได้รับการตรวจสอบข้อมูลจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน โดยจากตารางเวลาการดำเนินงาน อาจจะได้เงินเยียวยาล่าช้าถึงเดือนตุลาคม “ผมขอย้ำอีกครั้ง ว่าปัญหาของรัฐบาลประยุทธ์ไม่ใช่ไม่มีงบประมาณมาใช้ในการเยียวยาประชาชนและแก้ปัญหาโควิด-19 จากดูตัวเลขการอนุมัติงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินจำเป็น และรายการแก้ปัญหาโควิด-19 ของปีงบ 64 ที่ตั้งเอาไว้รวมกัน 140,000 ล้านบาท จากที่สืบค้นได้ใน มติ ครม. (นอกจากนั้นจะมีเอาไปใช้ในทางลับอะไรอีกผมไม่ทราบ) พบว่ามีการอนุมัติแค่ 46,000 ล้านบาท หรือไม่ถึง 1 ใน 3 ของงบกลางที่ขอในปี 64 ไม่นับว่ามีเอกสารสำนักงบประมาณของรัฐสภารายงานว่า ณ วันที่ 30 มิ.ย. 64 มีการเบิกจ่ายแค่ประมาณ 12,000 ล้านบาทเท่านั้น (ไม่ถึง 10%) นี่ยังไม่นับ พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้านบาท ที่รัฐบาลออกมาได้จะ 3 เดือนแล้ว แต่ยังเป็น black box หรือ “พื้นที่ดำมืด” ที่เรายังไม่ทราบว่ารัฐบาลเอางบไปทำอะไรบ้าง “ทุกปัญหา เราต้องแก้ให้ตรงจุด ตอนนี้ปัญหาวิกฤติของประเทศไม่ใช่ปัญหางบประมาณ […]

“บิ๊กตู่” นั่งไม่ติด เข้าทำเนียบ เรียกทีมเศรษฐกิจ คาดหารือมาตรการเยียวยา ปชช.

“บิ๊กตู่” นั่งไม่ติด เข้าทำเนียบ เรียกทีมเศรษฐกิจ คาดหารือมาตรการเยียวยา ปชช.ขณะที่ช่วงเช้าควงภริยาถวายเครื่องสักการะสมเด็จพระสังฆราช เนื่องในวันเข้าพรรษา เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 29 กรกฎาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม พร้อมด้วย นางนราพร จันทร์โอชา ภริยา เดินทางไปยังวัดราชบพิตรสถิตมหาสีมาราม เพื่อถวายเครื่องราชสักการะสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เนื่องในโอกาสวันเข้าพรรษา ประจำปี พ.ศ.2564 จากนั้นนายกรัฐมนตรีเข้าปฏิบัติหน้าที่ทำเนียบรัฐบาล โดยเช้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ได้เรียกนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พลังงาน นายทศพร ศิริสัมพันธ์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เข้าหารือวงเล็กภายในทำเนียบรัฐบาล โดยต้องจับตามาตรการการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนเพิ่มเติม ภายหลังได้รับผลกระทบจากการล็อกดาวน์ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 2 ส.ค.นี้ ข่าวที่เกี่ยวข้อง บิ๊กตู่ ! หารือ ครม. ” เตรียมมาตรการช่วยเหลือ นร.-นศ. ” ขยายกรอบหนี้เพิ่มเติม 2 แสนล้าน 1 ล้านล้าน ใช้หมดแล้ว สยบข่าวทวิตเตอร์!!! “บิ๊กตู่” นายกพระราชทาน ยันไม่จริง การันตีชายชาติทหารไม่ทิ้งประชาชน  

ราชกิจจาฯ ช่วยนายจ้าง-ลูกจ้าง หยุดหรือเลื่อนส่งเงินสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง กำหนดประเภทธุรกิจ ระยะเวลา และเงื่อนไขให้ลูกจ้างหรือนายจ้างหยุดหรือเลื่อน การส่งเงินสะสม หรือเงินสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพในท้องที่ที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ สาธารณภัย หรือเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2564 ประกาศฉบับนี้ เป็นมาตรการเพื่อเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนแก่ลูกจ้างและนายจ้างที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 มีใจความว่า ตามที่ได้มีประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง กำหนดประเภทธุรกิจ ระยะเวลา และเงื่อนไขให้ลูกจ้าง หรือนายจ้างหยุดหรือเลื่อนการส่งเงินสะสม หรือเงินสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพในท้องที่ที่เกิด วิกฤตเศรษฐกิจ สาธารณภัย หรือเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ลงวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2563 เพื่อให้ลูกจ้างหรือนายจ้างที่ได้รับผลกระทบด้านฐานะการเงิน จากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด – 19 ) สามารถหยุดหรือเลื่อน การส่งเงินสะสมหรือเงินสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้เป็นการชั่วคราวถึงงวดนำส่งเงินของ เดือนธันวาคม 2563 นั้น เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา หรือโควิด -19 ยังคง ส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจึงออกประกาศ ดังต่อไปนี้ ข้อ 1 ให้ลูกจ้างหรือนายจ้างที่ได้รับผลกระทบด้านฐานะการเงินจากสถานการณ์การระบาด ของโควิด-19 สามารถหยุดหรือเลื่อนการส่งเงินสะสมหรือเงินสมทบ เข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้เป็นการชั่วคราว ตั้งแต่งวดนำส่งเงินของเดือนมกราคม 2564 จนถึง งวดนำส่งเงินของเดือนมิถุนายน 2564 โดยฝ่ายลูกจ้าง และนายจ้างที่ไม่ได้นำส่งเงินสะสม หรือเงินสมทบในช่วงนี้ ให้ถือว่าสถานภาพยังคงอยู่ และนับต่อเนื่องไปได้ ในกรณีนายจ้างหยุดหรือเลื่อนการส่งเงินสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามหากลูกจ้างรายใดประสงค์จะส่งเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพก็สามารถดำเนินการได้ โดยนายจ้าง จะส่งเงินสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้แก่ลูกจ้างรายนั้นหรือไม่ก็ได้ ข้อ 2 การหยุดหรือเลื่อนการนำส่งเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นการชั่วคราว จะต้องได้รับ ความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่สมาชิก โดยคะแนนเสียงที่ใช้เป็นมติที่ประชุมนั้นจะต้องเป็นไปตาม ที่กำหนดในข้อบังคับกองทุน หรือต้องไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกที่เข้าร่วมประชุมหากไม่ได้กำหนด ในข้อบังคับกองทุนและในกรณีที่ไม่สามารถจัดประชุมใหญ่สมาชิกได้ ให้กรรมการในคณะกรรมการ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้ความเห็นชอบด้วยมติเอกฉันท์ให้หยุดหรือเลื่อนส่งเงินสะสมหรือเงินสมทบ เป็นการชั่วคราว สำหรับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ประกอบด้วยนายจ้างหลายราย (Pooled Fund ) ให้ใช้มติที่ประชุมของสมาชิกของนายจ้างรายนั้น ๆ หรือมติคณะกรรมการกองทุนนายจ้างรายนั้น ๆ เป็นเกณฑ์ ข้อ 3 ให้นายจ้างหรือคณะกรรมการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแจ้งการขอหยุดหรือเลื่อน การส่งเงินสะสมหรือเงินสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพต่อนายทะเบียนพร้อมเอกสาร ดังนี้ (1) หนังสือรับรองจากนายจ้างซึ่งรับรองว่ามีปัญหาในการดำเนินกิจการอันเนื่องมาจาก สถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด – 19) และมีปัญหาฐานะการเงินจริง โดยมีกรรมการ ผู้มีอำนาจลงนามผูกพันนายจ้างรายนั้น ๆ เป็นผู้ลงลายมือชื่อ และ ( 2 ) รายงานการประชุมใหญ่สมาชิก หรือรายงานการประชุมคณะกรรมการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งอย่างน้อยต้องมีรายงานว่า นายจ้างมีปัญหาในการดำเนินกิจการอันเนื่องมาจากสถานการณ์โรคติดเชื้อ ไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19) และมีปัญหาฐานะการเงินจริง และมีมติที่ระบุรายละเอียด ว่ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะให้มีการหยุดหรือเลื่อนส่งเงินสะสมหรือเงินสมทบเป็นการชั่วคราวถึงเมื่อใด (ไม่เกินงวดนำส่งเงินของเดือนมิถุนายน 2564) ข้อ 4 เมื่อลูกจ้างและนายจ้างจะส่งเงินสะสมและเงินสมทบตามข้อ 1 เข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ต่อไป ให้แจ้งนายทะเบียนทราบ ข้อ 5 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2564

เช็กสถานะของผู้ลงทะเบียน มาตรการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ ทั้ง 27.2 ล้านคน

มาตรการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ชุดที่ 3 ที่รัฐบาลต้องออกกฎหมายพิเศษ กู้เงินรองรับสถานการณ์ “ฉุกเฉิน” เฉียด 2 ล้านล้านบาท 1 ในมาตรการที่รัฐบาลและประชาชนผู้เสียภาษี ต้องทะยอยจ่ายคืนคือ การออก พ.ร.ก.กู้เงิน จำนวน 1 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น 4 แสนล้านบาท เพื่อจัดทำโครงการเศรษฐกิจชุมชน ซึ่งเค้กชิ้นนี้อาจตกอยู่ในมือของนักการเมืองท้องถิ่น-และกลไกข้าราชการทั้งหมด อีกจำนวน 6 แสนล้านบาท ที่เป็นเค้กก้อนใหญ่ ที่ตกไปถึงมือของประชาชาชนทั่วไปอย่างน้อย 18 ล้านคน ที่จะได้รับ“แจกเงินสด” คนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน หรืออาจจะ 6 เดือน ตามแต่ระดับความรุนแรงของโรคระบาด และผลสะเทือนทางเศรษฐกิจ 18 ล้านคนนี้ มาจากที่กระทรวงการคลังคาดการณ์ว่า จะมีผู้ผ่านเกณฑ์การได้รับความช่วยเหลือประมาณ 9 ล้านคน จากผู้ลงทะเบียน 27.2 ล้านคน (ข้อมูล ณ วันที่ 14 เมษายน 2563 อีก 9 ล้านคน มาจากกลุ่มเกษตรกร ที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมส่งเสริมการเกษตร ทั้ง ชาวนา ชาวสวน ชาวไร่ ประมง และปศุสัตว์ ประมาณ 9 ล้านครัวเรือน โดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) เป็นผู้บริหารการแจก เช็กสถานะของผู้ลงทะเบียนผ่าน www.เราไม่ทิ้งกัน.com (ณ.วันที่ 14 เมษายน 2563) 1. ผู้ที่ได้รับเงิน 5,000 เรียบร้อยแล้ว ระบบจะแจ้งข้อมูลว่า “ท่านได้รับสิทธิ์มาตรการเยียวยา 5,000 บาท” ประกอบด้วย จำนวนคนดังนี้ วันที่ 8 เมษายน 2563 จำนวน 2.8 แสนคน วันที่ 9 เมษายน 2563 จำนวน 7.53 แสนคน วันที่ 10 เมษายน 2563 จำนวน 6.44 แสนคน วันที่ 13 เมษายน 2563 จำนวน 3 แสนราย วันที่ 14 เมษายน 2563 จำนวน 3 แสนราย วันถัดไปเฉลี่ยจ่ายวันละประมาณ 3 แสนราย ผู้ที่มีสิทธิ์ได้แน่นอน ประกอบด้วย ผู้ประกอบการที่มีขนาดเล็ก เช่น ร้านขายก๋วยเตี๋ยว แผงขายของในตลาด อาชีพอิสระ ขับมอเตอร์ไซค์, แท็กซี่, ขายสลากกินแบ่ง, มัคคุเทศน์ 2. ผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์การได้รับเงิน 5,000 บาท จำนวนประมาณ 5 ล้านราย ระบบจะแจ้งว่า “ไม่ได้รับสิทธิ์” และข้อความต่อว่า “ตามที่ท่านได้ลงทะเบียนเข้าร่วมมาตรการเยียวยา 5,000 บาท (3 เดือน) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อชดเชยรายได้แก่ลูกจ้างของสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบหรือผู้ได้รับผลกระทบอื่น ๆ ของการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า (COVID-19) โดยระบบการคัดกรองและตรวจสอบสิทธิ์ พบว่าท่านไม่ได้รับสิทธิ์ เนื่องจากท่านเป็นเกษตรกร ภาครัฐจะได้มีโครงการ/มาตรการเป็นการเฉพาะเพื่อช่วยเหลือเยียวยาในโอกาสต่อไป จึงใคร่ขอสงวนสิทธิ์การให้ความช่วยเหลือตามมาตรการเยียวยานี้” กลุ่มที่ไม่เข้าเกณฑ์ มีทั้งหมด 6 กลุ่ม ประกอบด้วย 1.อายุไม่ถึง 18 ปี 2.ไม่ได้ประกอบอาชีพ เช่นแม่บ้าน 3.ข้าราชการหรือบำนาญ 4.อยู่ในระบบประกันสังคม 5.เกษตรกร ขณะนี้กำลังพิจารณามาตรการมาช่วยเหลือเพิ่มเติม 6.นักเรียนหรือนักศึกษา ทั้ง 5 ล้านคนนี้ เริ่มอุทธรณ์ผ่านเว็บไซต์ได้ อย่างเร็วในวันที่ 20 เมษายน 2563 แต่ช้าสุดไม่เกิน […]