จับพ่อแท้ๆ เมาหนัก ขาดสติ มีดจี้คอ ขืนใจลูกสาว วัย 16 ปี

วันที่ 19 ม.ค.64 ที่ บก.ปพ. พล.ต.ต.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบก.ปพ. สั่งการให้ พ.ต.อ.เรืองรัตน์ หงส์ทิพรัตน์ ผกก.สายตรวจ บก.ปพ. พ.ต.ท.ดนัย ชุ่มอภัย สว.สายตรวจ บก.ปพ. นำกำลังเข้าจับกุม นายสม (นามสมมติ) อายุ 52 ปี ตามหมายจับของ ศาลจังหวัดเชียงราย ที่ 109/2552 ลง 20 เม.ย. 2552 คดี “ข่มขืนกระทำชำเราผู้สืบสันดานของตน โดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย ” จากการจับกุมทราบว่า เมื่อคืนวันที่ 4 เม.ย. 2552 ขณะนั้น นายสม ผู้ต้องหา ยังมีอาชีพรับจ้างทั่วไปอยู่ที่บ้านในจังหวัดเชียงราย วันเกิดเหตุช่วงเย็นหลังเลิกงาน ก็นั่งดื่มสุราอยู่ที่บ้าน แต่เมาถึงขั้นขาดสติเริ่มอาละวาด ซึ่งภรรยาและญาติพี่น้องพยายามเข้ามาห้ามปรามแล้ว แต่นายสมก็ไม่ฟัง และยิ่งอาละวาดหนัก ก่อนไปคว้ามีดจากในครัวออกมาวิ่งไล่ฟันคนในบ้าน ทำให้ทุกคนเห็นท่าไม่ค่อยดีจึงรีบวิ่งหนีออกไปคนละทิศละทาง เพื่อไปหลบซ่อนตัวอยู่ที่อื่น แต่นายสม กลับยังวิ่งไล่ตามออกมา จนไปพบ น.ส.เอ (นามสมมุติ) อายุ 16 ปี บุตรสาวแท้ๆของตนเอง ที่เข้าไปหลบซ่อนตัวอยู่ในป่าละเมาะข้างบ้าน เมื่อนายสมเห็นดังนั้นจึงใช้มีดจี้คอและพาตัวไปข่มขืนกระทำชำเราจนสำเร็จความใคร่ ต่อมาหลังเกิดเหตุเมื่อนายสม เริ่มมีสติและกลัวว่าจะมีคนไปแจ้งความถูกดำเนินคดี จึงหลบหนีออกจากบ้านแล้วลงมาทำงานบนเรือประมงที่ จ.สมุทรสาคร ซึ่งจะต้องออกเรือไปทำประมงในน่านน้ำประเทศอินโดนิเซียอยู่ประมาณ 5-6 ปีกระทั่งคิดว่าตำรวจคงไม่ติดตามจับกุมแล้ว จึงกลับเข้ามาในประเทศ และไปทำงานรับจ้างเลี้ยงปูอยู่ที่จ.จันทบุรี เพื่อรอให้คดีหมดอายุความ กระทั่งเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมสืบสวนจนพบตัว และทราบว่าเป็นบุคคลที่เป็นภัยต่อสังคม ก่อนจะเข้าจับกุมตัวได้ดังกล่าวหลังจากที่หนีคดีมานานกว่า 11 ปี เบื้องต้นสอบสวน ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ ส่งตัวให้สภ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงรายดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป                 ข้อมูลจาก Khaosod

สุดสลด…!! พ่อแท้ๆ ข่มขืนลูกนาน 2 ปี แม่รับกลัวถูกทำร้าย จำใจทนไม่กล้าบอกใคร

หญิงวัย 34 แจ้งจับอดีตสามีเมาอาละวาดขู่ฆ่ายกครัว ก่อนปริปากเผย ผัวข่มขืนลูกสาวคนโตมานาน 2 ปี จำใจทน เพราะกลัวถูกทำร้าย เมื่อเวลาประมาณ 21.00 น. วันที่ 19 ส.ค. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ ได้รับแจ้งจาก น.ส.แดง นามสมมติ วัย 34 ปี ชาว ต.สะเดา อ.นางรอง ว่า อดีตสามีดื่มสุรามึนเมาแล้วอาละวาดทำลายข้าวของในบ้าน ทั้งขู่จะจุดไฟเผาบ้าน และขู่จะฆ่าคนในครอบครัวให้หมด จากนั้น ร.ต.อ.วรานนท์ อุ้มรัมย์ รอง สวปฯ สภ.นางรอง พร้อม ร.ต.อ.ชัยชนะ จันทราฤทธ์ รอง สวปฯ สภ.นางรอง, ร.ต.ต.ณรงค์ กลีบอุบล รอง สวปฯ สภ.นางรอง พร้อมสายตรวจตำบลสะเดา ได้เดินทางไปตรวจสอบตามที่รับแจ้ง ที่เกิดเหตุเป็นบ้านปูนชั้นเดียว เพบประตูบ้านที่ทำด้วยสังกะสีถูกทุบจนพังเสียหาย ข้าวของกระจัดกระจาย จากนั้นนายบัว อายุ 37 ปี นามสมมติ เจ้าของบ้านซึ่งเป็นอดีตสามีของ น.ส.แดง เดินออกมาจากบ้านในสภาพไม่สวมเสื้อ อยู่ในอาการมึนเมาพูดจาไม่รู้เรื่อง จากการสอบถาม น.ส.แดง อายุ 34 ปี กล่าวว่า ตนหย่ากับอดีตสามีมากว่า 2 ปีแล้ว เพราะสามีชอบดื่มสุรา แต่มีลูกด้วยกัน 2 คน คือ น.ส.เอ อายุ 16 ปี ปัจจุบันเรียนอยู่ชั้น ม.4 และ ด.ญ.บี อายุ 10 ขวบ เรียนอยู่ชั้น ป.4 หลังจากหย่าก็แยกกันอยู่บ้านคนละหลัง ซึ่งปลูกอยู่ใกล้กัน เพราะต้องช่วยกันทำหน้าที่ดูแลลูก น.ส.แดง กล่าวอีกว่า ส่วนใหญ่ลูกสาวคนโตจะอยู่บ้านกับพ่อ เพราะพ่อเป็นคนรับ-ส่งไปโรงเรียน ส่วนลูกสาวคนเล็กอยู่กับตน ซึ่งตนทำงานรับจ้างได้ค่าแรงวันละ 300 บาท วันนี้พอกลับมาถึงบ้าน เจอสามีเมาอาละวาดทุบทำลายข้าวของ ทั้งยังข่มขู่จะฆ่าให้ตายทั้งครอบครัว และจะจุดไฟเผาบ้านทิ้ง ด้วยความกลัวจะไม่ปลอดภัยจึงแจ้งเจ้าหน้าที่ให้มาช่วยระงับเหตุ ขณะเจ้าหน้าที่กำลังสอบปากคำนายบัว อยู่นั้น น.ส.แดง ได้แจ้งเจ้าหน้าที่ให้เอาผิดกับอดีตสามี ฐานกระทำชำเราลูกสาวในไส้ของตัวเองด้วย เจ้าหน้าที่ถึงกับตกใจ ซึ่ง น.ส.แดง ยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง โดยนายบัวได้บังคับข่มขืนกระทำชำเราลูกสาวคนโตตั้งแต่เรียนอยู่ชั้น ม.2 แล้ว แต่ไม่กล้านำเรื่องไปบอกใคร เพราะกลัวจะถูกสามีทำร้าย และกลัวจะถูกพรากลูกสาวไป น.ส.แดง กล่าวว่า ตนยอมทนทุกข์มานาน 2 ปี ประกอบกับสามีรับปากว่าจะเลิกเหล้า และหยุดพฤติกรรมดังกล่าว แต่อดีตสามีก็ยังไม่หยุดดื่มเหล้า และขืนใจลูกสาว จนลูกทนไม่ไหวต้องหลบมาอยู่ที่บ้านอีกหลังกับตนเอง ทำให้อดีตสามีโมโหดื่มเหล้าเมาแล้วอาละวาดทุบทำลายข้าวของ พังประตูบ้าน ทั้งขู่จะจุดไฟเผาบ้าน และขู่ฆ่าตนเองกับลูก จึงเกรงจะไม่ปลอดภัย และสุดทนกับการกระทำของอดีตสามี จึงตัดสินใจแจ้งตำรวจและยืนยันจะเอาผิดตามกฎหมายถึงที่สุด ด้านนายบัว ซึ่งยังอยู่ในอาการมึนเมา กล่าวว่า ขอโทษภรรยากับลูกในสิ่งที่ทำลงไป โดยอ้างว่าทำไปเพราะความเมา จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวนายบัว ส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วนจะเข้าข่ายความผิดข้อหาอะไรบ้างต้องรอสอบปากคำ และพยานหลักฐานตามกระบวนการ   ******************************** (ขอขอบคุณเรื่องจาก ข่าวสด)

พ่อแท้ๆ…!! ขืนใจลูกในไส้จนท้อง ใช้แอลกอฮอฉีดทำแท้ง

พ่อแท้ๆ…!! ขืนใจลูกในไส้จนท้อง ใช้แอลกอฮอฉีดทำแท้ง อ้างโกรธที่แม่เด็กไปมีสามีใหม่ เวลา 21.15 น.วันที่ 19 พฤษภาคม 2563 ที่ สภ.เมืองลำพูน เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน กก.สส.1 บก.สส.ภาค 5 นำโดย ร.ต.อ.พัฒนพงษ์พันธ์ บุษบง พร้อมชุดจับกุม ได้นำตัวนายอภิชาติ สุวรรณเลิศ อายุ 38 ปี อยู่บ้านหมู่ที่ 2 ตำบลอุโมงค์ อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดลำพูน ข้อหากระทำชำเรา บุคคลอายุไม่เกินสิบสามปี โดยใช้กำลังประทุษร้าย สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 11 พ.ค.63 ตัวแทนมูลนิธิสายเด็กซิ่ง ได้รับแจ้งขอความช่วยเหลือจากนางสาวกอ (นามสมมุติ)อายุ 18 ปี ว่าถูกผู้เป็นพ่อข่มขืนกระทำชำเราตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นประถมปีที่ 4 ตอนอายุ 11 ขวบเรื่อยมาหรือปี 2554 จนกระทั้งปี 2555 นายอภิชาตได้ถูกจำคุกในคดีทำร้ายร่างกายผู้อื่น ออกจากเรือนจำมาปี 2559 ก็กลับมาข่มขืนอีกครั้งเท่าที่จำได้ประมาณ 12 ครั้ง หรือรวมประมาณ 8 ปี ที่ถูกกระทำมา จนกระทั่งตั้งท้องเมื่อเดือนสิงหาคม 2562 ท้องได้ 6 เดือน จนแท้งลูกในวันที่ 25 มกราคม 2563 ที่ผ่านมา โดยวิธีการบังคับทำแท้ง ครั้งแรกให้ดื่มยาสตรีเบนโล แต่ไม่ออกครั้งที่ 2 ได้ซื้อยามาเหน็บ แต่ลูกก็ยังไม่ออก ครั้งที่ 3 นายอภิชาตได้ซื้อแอลกอฮอมาแล้วใส่เข็มฉีดยาแล้วฉีดเข้าอวัยวะเพศ จำนวน 6 ครั้งจนกระทั้งแท้งลูกในที่สุด จนนางสาวกาบุตรสาวทนไม่ไหวได้ได้แจ้งไปขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิสายเด็กซิ่ง จนมีการนำนางสาวกอ(นามสมมุติ)ไปแจ้งความและพาได้ดูแลฟื้นฟูสภาพจิตใจที่มูลนิธิสายเด็กซิ่ง ต่อมา ร.ต.อ.บวรรัชฏะ มายะลา พนักงานสอบสวน สภ.เมืองลำพูน ได้ขอหมายศาลจังหวัดลำพูน เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ( 19 พ.ค.63 ) ช่วงบ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมืองลำพูนได้ตามประกบแต่คลาดกัน 2 ครั้ง จนนายอภิชาตไหวตัวทันว่าถูกตำรวจตามล่าตัว จนกระทั้งช่วงค่ำที่ผ่านมาได้ติดต่อขอมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ภาค 5 แล้วถูกนำตัวมาส่งพนักงานสอบสวนดังกล่าว จากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ทราบว่านายอภิชาติ มีพฤติกรรมอารมณ์รุนแรง เคยถูกจับกุมจำคุกมาหลายในคดีทำร้ายร่างกายผู้อื่น และทะเลาะกับภรรยาบ่อยครั้งจนนำไปสู่การอย่าร้างกันเลิกกันไปแล้วอดีตภรรยาไปมีครอบครัวใหม่ ส่วนลูกสาวก็ไปๆมาอยู่กับนายอภิชาตบ้างอยู่กับแม่บ้าง แต่ถ้าหากลูกสาวไปอยู่กับแม่นานก็จะโทรศัพท์ข่มขู่ว่า ถ้าไม่มาอยู่กับพ่อก็จะฆ่าทิ้งทั้งแม่และลูกรวมถึงสามีใหม่ของแม่ด้วย ทำให้ลุกสาวอยู่ในภาวะจำยอมต้องกลับไปอยู่กับนายอภิชาติแล้วก็ถูกผู้เป็นพ่อแท้ๆข่มขืนกระทำชำเราต่อเนื่องจนตั้งท้องแล้วยังคับทำแท้งจนสำเร็จดังกล่าว ต่อมานางสาวกอซึ่งเป็นลูกสาวแท้ๆของนายอภิชาตทนพฤติกรรมนี้ไม่ไหว ได้ทำการแซสข้อความผ่านเฟสบุ๊กของมูลนิธิสายเด็กซิ่ง ร้องทุกข์ขอความช่วยเหลือ จนกระทั่งทีมงานของมูลนิธิดังกล่าวส่งคนมาตรวจสอบข้อมูลก็พบว่าเป็นความจริง จึงได้ประสานกับเจ้าหน้าที่พัฒนาสังคมฯจ.ลำพูน และมูลนิธิได้มอบหมายให้ตัวแทนไปรับนางสาวกอไปอยู่ในความดูแล และได้ส่งตัวแทนไปแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน หลังจากนายอภิชาตทราบว่าลูกสาวได้ไปแจ้งความและถูกพาตัวไป ก็ออกตามหาพร้อมทั้งโทรศัพท์ไปข่มขู่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องหลายครั้ง ทางพนักงานสอบสวนเห็นว่าบุคคลนี้อาจจะเป็นอันตรายต่อเด็กและเป็นอุปสรรในการสืบสวนสอบสวนในด้านคดี และยังเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูง จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อเสนอศาลจังหวัดลำพูนเพื่อออกหมายจับนายอภิชาติ เมื่อช่วงสายของวันที่ 19 พ.ค.2563 หลังจากศาลออกหมายจับแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมืองลำพูน จากการอำนวยการของ พ.ต.อ.พัฒนพงษ์ ขำแก้ว ผกก.สภ.เมืองลำพูน ได้นำกังลังไปตรวจสอบที่ทำงานของนายอภิชาติทราบว่าขับรถส่งของแต่ไม่พบตัว จึงกระจายกำลังไปเฝ้าที่บ้านและตามบ้านญาติบ้านเพื่อน ต่อมาช่วงค่ำที่ผ่านมานายอภิชาตทราบว่ามีตำรวจมาถามหา มาติดตามตัวคิดว่าคงไม่รอดแน่ จึงได้โทรศัพท์ติดต่อไปที่เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนภาค 5 เพื่อขอมอบตัวโดยบอกว่าตนเองมีหมายจับจะขอมอบตัว เจ้าหน้าที่ตำรวจภาค 5 จึงได้นัดหมายมอบตัวกันที่หน้าห้างขายเฟอร์นิเจอร์แห่งหนึ่ง ถนนสายเชียงใหม่-ลำปาง เขตรอยต่อระหว่างตำบลอุโมงค์ อำเภอเมือง จังหวัดลำพูนกับตำบลสารภี อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ได้นำตัวไปสอบสวนทำบันทึกจับกุมตรวจสอบหมายจับก็พบว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับที่ศาลจังหวัดลำพูนได้ออกหมายจับไว้ จึงควบคุมตัวส่งกลับไปให้พนักงานสอบสวน สภ.เมืองลำพูน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป แต่นายอภิชาตผู้ต้องหาได้ให้การภาคเสธฯตลอดข้อกล่าวหา   ******************************************************************* (ขอขอบคุณเรื่องจาก ปรัชญานนท์ ศรีคำทา ผู้สื่อข่าวภูมิภาค ทีมข่าวเฉพาะกิจภาคเหนือ)

1 2 3