ฮือฮา!! 3 หมื่นผู้ต้องขังได้ปล่อยตัว รับพระราชทานอภัยโทษ อีก 2 แสนคนได้ลดวันต้องโทษ

เมื่อวันที่ 27 ก.ค.64 ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2564 แก่ผู้ต้องราชทัณฑ์ เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2564 เพื่อให้โอกาสแก่บุคคลเหล่านั้นกลับประพฤติตนเป็นพลเมืองดีอันจะเป็นคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติสืบไป พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ประกาศว่าโดยที่ทรงพระราชดำาริเห็นว่าในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา28กรกฎาคม2564เพื่อเป็นการแสดงพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสมควรพระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องราชทัณฑ์เพื่อให้โอกาสแก่บุคคลเหล่านั้นกลับประพฤติตนเป็นพลเมืองดีอันจะเป็นคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติสืบไป อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 175และมาตรา 179 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา261 ทวิวรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2517 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้   ข่าวที่เกี่ยวข้อง ‘2เมียนมา’ คดีฆ่านทท.เกาะเต่า ได้รับพระราชทานอภัยโทษ จากประหารเหลือคุกตลอดชีวิต สองสามีภรรยา คดีแผ้วถางป่า (ตายายเก็บเห็ด) ได้รับพระราชทานอภัยโทษ เตรียมพ้นเรือนจำในวันนี้ พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2564 มีทั้งสิ้น 20 มาตรา ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป ทั้งนี้จะมีทั้งในส่วนที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัว ตามมาตรา มาตรา 5 เป็นกลุ่ม ผู้ต้องกักขัง ผู้ทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับ และ ผู้ได้รับการปล่อยตัวคุมประพฤติ นอกจากนี้ผู้ที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัว ตาม มาตรา 6 ซึ่งระบุว่า ตามมาตรา 6 ภายใต้บังคับมาตรา 8 มาตรา 9 มาตรา 10 มาตรา 12 และมาตรา 13 นักโทษเด็ดขาดดังต่อไปนี้ให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไป (1) ผู้ต้องโทษจำคุก ไม่ว่าในกรณีความผิดคดีเดียวหรือหลายคดี ซึ่งมีโทษจำคุกตามกำหนดโทษ ที่จะต้องได้รับต่อไปเหลืออยู่ไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ ผู้มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ (ก) เป็นคนพิการโดยตาบอดทั้งสองข้าง มือหรือเท้าด้วนทั้งสองข้าง หรือเป็นบุคคล ซึ่งแพทย์ของทางราชการไม่น้อยกว่าสองคนได้ตรวจรับรองเป็นเอกฉันท์ว่าเป็นคนทุพพลภาพมีลักษณะ อันเห็นได้ชัด (ข) เป็นคนเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อน โรคไตวายเรื้อรัง โรคมะเร็ง โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (โรคเอดส์) หรือโรคจิต ซึ่งทางราชการได้ทำการรักษามาแล้วไม่น้อยกว่า 3 เดือนในวันที่ พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ และแพทย์ของทางราชการไม่น้อยกว่าสองคนได้ตรวจรับรองเป็นเอกฉันท์ว่า ไม่สามารถจะรักษาในเรือนจำให้หายได้ และไม่ว่าในกรณีความผิดคดีเดียวหรือหลายคดี ต้องได้รับโทษจำคุกมาแล้วถึงวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับไม่น้อยกว่าสามปี หรือไม่น้อยกว่า 1 ใน 2 ของโทษตามกำหนดโทษ (ค) เป็นคนเจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็งระยะสุดท้ายหรือโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (โรคเอดส์) ระยะสุดท้าย ซึ่งแพทย์ของทางราชการไม่น้อยกว่าสองคนได้ตรวจรับรองเป็นเอกฉันท์ว่าเป็นระยะสุดท้าย และไม่สามารถจะรักษาในเรือนจำให้หายได้ (ง) เป็นหญิงซึ่งต้องโทษจำคุกเป็นครั้งแรก และไม่ว่าในกรณีความผิดคดีเดียวหรือหลายคดี ต้องได้รับโทษจำคุกมาแล้วถึงวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับไม่น้อยกว่า 1 ใน 2 ของโทษ ตามกำหนดโทษ (จ) เป็นคนมีอายุไม่ต่ำกว่า 60 ปีบริบูรณ์ในวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ ตามที่ปรากฏในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร หรือทะเบียนรายตัวของเรือนจำ ในกรณีไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน และไม่ว่าในกรณีความผิดคดีเดียวหรือหลายคดีซึ่งมีโทษจำคุก ตามกำหนดโทษที่จะต้องได้รับต่อไปเหลืออยู่ไม่เกิน 3 ปีนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ หรือเป็นคนมีอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไป (ฉ) เป็นผู้ต้องโทษจำคุกเป็นครั้งแรก และมีอายุยังไม่ครบยี่สิบปีบริบูรณ์ในวันที่ พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับตามที่ปรากฏในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร หรือทะเบียนรายตัวของเรือนจำในกรณีไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน และไม่ว่าในกรณีความผิดคดีเดียว หรือหลายคดี ต้องได้รับโทษจำคุกมาแล้วถึงวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับไม่น้อยกว่า 1 ใน 2 ของโทษตามกำหนดโทษหรือ (ช) เป็นนักโทษเด็ดขาดชั้นเยี่ยม และไม่ว่าในกรณีความผิดคดีเดียวหรือหลายคดี ซึ่งมีโทษจำคุกตามกำหนดโทษที่จะต้องได้รับต่อไปเหลืออยู่ไม่เกิน 2 ปีนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ ใช้บังคับ สำหรับในส่วนนักโทษส่วนที่จะได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษ ตามมาตรา 7 ภายใต้บังคับมาตรา 8 มาตรา 9 มาตรา 10 มาตรา 12 และมาตรา 13 นักโทษเด็ดขาดซึ่งมิได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไปตามมาตรา 6 ให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษ คือหากต้องโทษจำคุกตลอดชีวิต ให้เปลี่ยนเป็นกำหนดโทษจำคุก 50 ปี แล้วให้ลดโทษตามลำดับชั้นนักโทษเด็ดขาดตามกฎหมายว่าด้วยราชทัณฑ์หรือกฎหมายว่าด้วยเรือนจำทหาร โดยชั้นเยี่ยม ลดโทษ 1 […]

นาทีคืนสู่อิสรภาพ! “แพท พาวเวอร์แพท” ร่ำไห้ออกจากเรือนจำ กราบเท้าพ่อแม่

ปล่อยตัวแล้ว “แพท พาวเวอร์แพท”อดีตนักร้องชื่อดัง หลังติดคุกนาน 16 ปี 6 เดือนข้อหา “มียาเสพติดไว้ในครอบครอง” เจ้าตัวก้มกราบเท้าบิดาและมารดาทันทีหลังได้รับอิสรภาพ เผยสิ่งแรกที่จะทำ “บวช” ให้ครอบครัว แย้มทำเพลงผลงานชุดใหม่แน่นอนในอนาคต เป็นระยะเวลากว่า 16 ปี 6 เดือน ที่อดีตนักร้องหนุ่ม แพท-วรยศ บุญทองนุ่ม หรือ แพท พาวเวอร์แพท ต้องใช้ชีวิตอยู่ภายในรั้วเรือนจำกลางบางขวาง จังหวัดนนทบุรี ในข้อหามียาเสพติดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและเสพ เมื่อ 6 พ.ค. 2547 และถูกตัดสินจำคุก 50 ปี ปรับ 1 ล้านบาท โดยจำคุกที่เรือนจำบางขวาง จ.นนทบุรี แต่เมื่ออยู่ในเรือนจำ แพททำความดีมาตลอด 16 ปี 6 เดือน จนทำให้พ้นโทษในที่สุด และเมื่อช่วงสายวันที่ 4 ม.ค. 2564 แพท พาวเวอร์แพท ก็ได้ออกมาจากเรือนจำ โดยมีทั้งคนในครอบครัว รวมไปถึงศิลปินหนุ่มรุ่นพี่ เท็ดดี้ ไอเฟล ไปรอรับอดีตนักร้องหนุ่ม ท่ามกลางสื่อมวลชนที่ไปร่วมทำข่าวหลายสำนัก และทันทีที่ได้เจอคุณพ่อคุณแม่ แพทก็ได้ก้มกราบเท้าขอโทษเรื่องที่ผ่านมา ก่อนที่แพทจะเปิดใจถึงความรู้สึกแรกหลังได้ออกมาจากเรือนจำ ถามถึงความรู้สึกหลังออกจากเรือนจำ? “คือผมต้องบอกก่อนว่า ผมรู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ และรู้สึกสำนึกในพระเมตตาของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างมากเลยนะครับ ที่พระองค์ท่านได้พระราชทานอภัยโทษให้กับผู้ต้องราชทัณฑ์ในครั้งนี้ ท่านทรงเห็นความสำคัญของผู้ต้องราชทัณฑ์ว่าเป็นพสกนิกรของพระองค์ท่านไม่แพ้ประชาชนทั่วไป ซึ่งตรงนี้ทำให้ผมซาบซึ้งใจมากครับที่ท่านทรงให้โอกาส ให้ผู้ต้องราชทัณฑ์ได้กลับตัวเป็นคนดี ให้โอกาสกลับไปดูแลครอบครัว ให้โอกาสได้ไปพัฒนาประเทศ พัฒนาสังคม สร้างคุณประโยชน์ให้สังคมต่อไป ผมรู้สึกซาบซึ้งมาก และผมจะรักษาโอกาสที่ได้รับครั้งนี้ไว้เทียบเท่าชีวิต โอกาสไม่ได้มีบ่อย เพราะฉะนั้นผมจะมุ่งมั่นทำแต่ความดีครับ จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด จะทำแต่สิ่งที่ดี รวมถึงช่วยป้องกัน รณรงค์เรื่องยาเสพติดด้วย จะไม่ทำผิดกฎหมาย เพราะผมได้ทำการปฏิญาณตนต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์และผู้แทนพระองค์ในวันนี้ก่อนออกมาแล้ว ว่าผมจะไม่ทำผิดกฎหมายอีกต่อไป อันนี้เป็นคำมั่นสัญญาที่ให้กับตัวเอง พระองค์ท่าน สังคม ผมอาจจะเคยมีส่วนที่ทำร้ายสังคมเมื่อในอดีต มันถึงเวลาที่ผมได้โอกาส ต่อไปผมจะชดใช้ให้กับสังคม มันเป็นช่วงโอกาสที่ผมจะชดใช้ให้สังคม กลับไปดูแลครอบครัวด้วย” คิดไหมว่าจะได้รับพระราชทานอภัยโทษเร็วขนาดนี้? “ไม่คิดครับ ไม่คิดเลย จากที่ผมคำนวณช่วงที่ผมอยู่ข้างในเนี่ย ผมคิดว่าอย่างน้อยก็อีก 2 ปี คือไม่เคยมีในประวัติศาสตร์ตั้งแต่ผมอยู่ในเรือนจำมาว่าจะมีพระราชทานอภัยโทษติดๆ กัน ถี่ๆ ขนาดนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนครับ ถือว่าพระองค์ทรงมีความเมตตาให้กับผู้ต้องราชทัณฑ์อย่างสูงเลยครับ” วินาทีแรกที่ได้เจอครอบครัวเป็นยังไงบ้าง? “โห พูดยากครับ มันมีหลายความรู้สึกมาก มันเหมือนวันที่เราฝันตลอดเกือบ 17 ปี เราฝันถึงวันนี้ตลอด แต่สิ่งที่เราฝันมันก็อาจจะไม่ได้ตรงกับภาพที่เราเห็น 100% แต่ความรู้สึกมันใกล้เคียงอย่างมาก ดีใจ หลายๆ คนที่มารอรับ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว คุณพ่อคุณแม่เอง หรือแม้กระทั่งพี่เท็ดดี้ พี่ๆ เพื่อนๆ ยังรู้สึกว่าทุกคนมารับเรา อบอุ่นมาก ตื้นตันใจอย่างหาที่สุดไม่ได้ น่าจะเป็นวันที่ผมจะจดจำไปจวบจนวันตายเลยก็ว่าได้” เมื่อคืนนอนหลับไหม? “จริงๆ ผมหลับๆ ตื่นๆ มาตั้งแต่รู้ว่ามีพระราชทานอภัยโทษแล้ว แต่ช่วง 14-15 วันหลังมาเนี่ย ผมได้เข้าอบรมโครงการโคก หนอง นา ซึ่งเป็นโครงการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นการอบรมผู้ต้องขังก่อนปล่อยพ้นโทษ ซึ่งทางกรมราชทัณฑ์ได้มีการนำหลักสูตรโคก หนอง นา ให้แก่ผู้ต้องขังเกี่ยวกับการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ การใช้ชีวิตอย่างพอเพียง การดำรงชีวิตอยู่ด้วยตนเองกับการเกษตรในพื้นที่ขนาดเล็ก ซึ่งได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ และได้ลงพื้นที่จริงด้วยครับ” ตอนก้มกราบคุณพ่อคุณแม่ ได้พูดอะไรบ้าง? “ไม่ได้พูดครับ พูดอะไรไม่ออกจริงๆ คือก่อนหน้านี้ผมตั้งใจจะกราบเท้าขอโทษท่าน แต่ตอนที่อยู่ข้างในผมไม่เคยทำเลยนะ แล้วผมจะกล้าทำมั้ย ผมก็คิดในใจนะ แล้วยิ่งมีสื่อมา ผมจะกล้าทำมั้ย แต่พอถึงเวลาจริงๆ ผมไม่ต้องคิดเลยพี่ มันเป็นสิ่งที่ผมอยากจะทำมาตลอด อยากขอโทษท่านด้วยที่มีส่วนทำให้ครอบครัวลำบากในช่วงเวลา 16-17 ปีที่ผ่านมา ทั้งๆ ที่รู้ว่าทุกคนในครอบครัวไม่ได้รู้สึกลำบากในการที่ดูแลเรา แต่เราลูกผู้ชาย และเป็นลูกชายคนเดียว มันใช่เรื่องเหรอที่โตอายุขนาดนี้ยังให้ท่านมาดูแลอยู่ครับ” พ่อกับแม่ว่าไงบ้าง? “เขาบอกว่าไม่ต้องร้องไห้ (เสียงเครือ) กลับมาอยู่ด้วยกัน” แอบเห็นคุณแม่มีน้ำตาด้วย? “จริงๆ คุณแม่เป็นคนที่เซนซิทีฟกับเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว เมื่อตอนผมเข้าไปในเรือนจำช่วงมีเรื่องใหม่ๆ ช่วงปี 2 ปีแรก แกก็ไม่สามารถกลั้นน้ำตาได้เลยสักครั้งเดียว จนพ่อต้องคอยเบรกว่าเดี๋ยวแพทไม่สบายใจนะเวลามาเยี่ยม เขาก็พยายามไม่ร้องครับ ซึ่งเขาทำได้ดีนะ […]

‘2เมียนมา’ คดีฆ่านทท.เกาะเต่า ได้รับพระราชทานอภัยโทษ จากประหารเหลือคุกตลอดชีวิต

สำนักข่าวรอยเตอร์ส ของอังกฤษรายงานว่านายซอลิน และนายเวพิว สองนักโทษชาวเมียนมาร์ในคดีฆาตกรรมนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ 2 คนบนเกาะเต่าได้รับการพระราชทานอภัยโทษและลดโทษแล้ว ซึ่งจากเดิมที่ได้รับโทษประหารชีวิต ตอนนี้ได้ลดโทษเหลือเป็นจำคุกตลอดชีวิต โดยการพระราชทานอภัยโทษมีขึ้นเนื่องในโอกาสวันวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อ 28 ก.ค.2563 ที่ผ่านมา และที่ผ่านมานักโทษทั้ง 2 คนมีความประพฤติดี ทัั้งนี้ นายซอลิน และนายเวพิวได้ถูกศาลตัดสินประหารชีวิต เมื่อเดือน ส.ค.2019 ฐานฆาตกรรมนายเวิด มิลเลอร์ และฆ่าข่มขืนน.ส.ฮานาห์ วิทเธอร์ริจด์ ชาวอังกฤษ ซึ่งศพของนักท่องเที่ยวทั้งคู่ถูกพบบนชายหาดบนเกาะเต่า เมื่อเดือน ก.ย.2014 คดีนี้มีการต่อสู้กันถึง 3 ชั้นศาล ในปี 2558 , 2560 และ 2562 ตามลำดับ ท่ามกลางข้อถกเถียงกันว่าชาวเมียนมาทั้ง 2 เป็นผู้กระทำผิดจริงหรือไม่เนื่องจากมีกระแสข่าวว่ามีการข่มขู่ให้รับสารภาพ กระทั่งวันที่ 29 ส.ค.2562 ศาลฎีกาได้ตัดสินโทษประหารชีวิตทั้ง 2 ดังกล่าว และต่อมาในวันที่ 14 ส.ค.2563 ก็มีการเผยแพร่ พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2563 เนื่องในโอกาสวันวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อ 28 ก.ค.2563 ที่ผ่านมา นคร ชมพูชาติ (Nakhon Chompuchat) ทนายความในคดีนี้ เปิดเผยว่า ทั้ง 2 คน อยู่ในรายชื่อผู้มีสิทธิ์ได้รับการลดโทษจากประหารชีวิตเหลือจำคุกตลอดชีวิต และในอนาคตพวกเขาก็อาจได้รับการลดโทษลงได้อีกหากมีความประพฤติที่ดีขึ้น อย่างไรก็ดี คำตัดสินประหารของนักโทษทั้ง 2 คนนี้ตกเป็นที่ถกเถียง และมีการตั้งข้อสงสัยว่าทั้งคู่อาจถูกใส่ร้าย และถูกบังคับให้รับสารภาพ

สองสามีภรรยา คดีแผ้วถางป่า (ตายายเก็บเห็ด) ได้รับพระราชทานอภัยโทษ เตรียมพ้นเรือนจำในวันนี้

วันที่ 16 พฤษภาคม 2562  มีรายงานว่า ที่ จ.กาฬสินธุ์ มีรายงานว่า ผู้ที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 มีรายชื่อของ นายอุดม ศิริสอน และนางแดง ศิริสอน จำเลยในคดี แผ้วถางป่า คดีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อปี 2553 โดยเมื่อปี 2560 ศาลฎีกาได้ตัดสินจำคุก 5 ปี จำเลยทั้งสอง ฐานบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครอง และทำประโยชน์ในป่าสงวนแห่งชาติดงระแนง ตัดโค่นไม้สัก ไม้กระยาเลย ซึ่งเป็นไม้หวงห้ามกว่า 700 ต้น แปรรูปกว่า 1,148 ท่อน และต้องชดใช้ค่าเสียหายเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ถูกบุกรุกทำลาย 72 ไร่ คิดเป็นค่าเสียหายต่อรัฐกว่า 2.5 ล้านบาท เดิมที นายอุดม มีกำหนดพ้นโทษในวันที่ 14 พฤษภาคม 2563 เนื่องจากเป็นนักโทษชั้นดี และนางแดง มีกำหนดพ้นโทษวันที่ 18 กันยายน 2563 ก่อนที่ล่าสุดจะได้รับพระราชทานอภัยโทษ โดยมีกำหนดปล่อยตัวจากเรือนจำในวันนี้ (16 พฤษภาคม)

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2562

วันที่ 3 พฤษภาคม เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษพ.ศ. 2562  มีใจความว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ  บดินทรเทพยวรางกูร  มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ  ให้ประกาศว่าโดยที่ทรงพระราชดำริเห็นว่า ในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก  นับเป็นอภิลักขิตกาลสำคัญ  เพื่อเป็นการแสดงพระมหากรุณาธิคุณในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  สมควรพระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องราชทัณฑ์  เพื่อให้โอกาสแก่บุคคลเหล่านั้นกลับประพฤติตนเป็นพลเมืองดี  อันจะเป็นคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติสืบไป อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 175  และมาตรา 179  ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและมาตรา 261 ทวิ วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2517จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้