เพื่อไทย จ่อฟ้องกลับ สนธิญา หลังถูกยื่นยุบพรรค

เมื่อวันที่ 24 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคเพื่อไทย (พท.) ได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับกรณีมีการร้องเรียนต่อกกต.เพื่อให้ยุบพรรคพท. ว่า ตามที่นาย สนธิญา สวัสดี ได้ยื่นคำร้องต่อ กกต.ขอให้ยุบพรรคพท. โดยอ้างคำพูดของนายไชยอมร แก้ววิบูลย์พันธ์ ที่ได้โพสต์เฟซบุ๊กระบุทำนองว่าพรรคพท.สนับสนุนเรื่องทุนให้กับผู้ชุมนุมทางการเมืองนั้น ข่าวที่เกี่ยวข้อง วิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เพื่อไทย จ.เชียงราย เขต 3 โมโห! ประกาศมีการแจกเงินที่ห้องพักนายกรัฐมนตรี ชั้น 3 ให้ ส.ส. คนละ 5 ล้านบาท “พรรคเพื่อไทย” จัดแคมเปญเชิญชวนประชาชนร่วมลงชื่อโหวตไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์  พรรค พท. ขอเรียนว่าการที่นายสนธิญา สวัสดี ได้นำเพียงข้อความบนเฟซบุ๊กของนายไชยอมร ไปร้องขอให้ยุบพรรคพท.นั้น เป็นการดำเนินการที่ไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เพียงพอก่อนนำไปร้อง แต่กลับนำข้อความหรือคำพูดดังกล่าวไปร้องต่อ กกต.ทันทีแสดงให้เห็นว่านายสนธิญาฯ มีเจตนาที่จะกลั่นแกล้ง พรรค พท. ซึ่ง พรรค พท.ก็จะได้ดำเนินการตามกฎหมายกับนายสนธิญา เช่นกันตามกฎหมายพรรคการเมือง มาตรา 101 ซึ่งกำหนดว่า ผู้ใดแจ้งหรือกล่าวหาพรรคการเมืองว่ากระทำความผิดต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยรู้อยู่ว่าเป็นความเท็จ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น แถลงการณ์ระบุอีกว่า พรรค พท. ขอเรียนต่อพี่น้องประชาชนว่าพรรคพท.ยึดมั่นในอุดมการณ์ประชาธิปไตยและต่อสู้กับอำนาจเผด็จการมาโดยตลอด แต่พรรคก็ยึดหลักสันติวิธี ไม่นิยมการใช้ความรุนแรงใดๆ และพรรคเพื่อไทยขอยืนยันว่าไม่เคยมีนโยบายหรือให้เงินทุนสนับสนุนผู้ชุมนุมกลุ่มใด แต่ด้วยความเป็นพรรคการเมืองที่มีสมาชิกจำนวนมาก การที่จะมีสมาชิกพรรคคนใดไปร่วมชุมนุมหรือสนับสนุนการชุมนุมก็ถือเป็นสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลและความรับผิดชอบส่วนตัว ที่ผ่านมาไม่เคยมีสมาชิกผู้ใดไปกล่าวอ้างว่ากระทำในนามพรรค ดังนั้น การที่นายสนธิญาฯ ได้ยื่นคำร้องต่อ กกต.โดยไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่นายสนธิญาฯ ได้ทำเป็นประจำอยู่แล้ว โดยก่อนหน้านี้ก็ยื่นขอให้ยุบพรรคพท. กรณีที่โฆษกของพรรคออกมาแถลงข่าวเกี่ยวกับการจัดหาวัคซีน พรรคจึงขอให้สังคมอย่าไปให้ความสำคัญกับนักร้องพวกนี้มากนัก เพราะแม้แต่นายทะเบียนสมาชิกพรรคพลังประชารัฐก็ยังปฏิเสธว่าบุคคลนี้ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค จากกรณีการ call out ของดารา ในส่วนของพรรคนั้นเมื่อมีการร้องและหาก กกต.รับเรื่องพรรคก็พร้อมจะชี้แจงและไม่รู้สึกกังวลใดๆ เพราะพรรคดำเนินการทุกอย่างด้วยความโปร่งใสพร้อมให้ตรวจสอบได้ตลอดเวลา ทั้งนี้ พรรค พท.ขอเรียนว่าการชุมนุมทางการเมืองเป็นสิทธิเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้รับรองและคุ้มครองไว้ และถือเป็นเรื่องที่ดีที่ประชาชนมีความตื่นตัวที่จะแสดงออกซึ่งความคิดเห็นและข้อเรียกร้องทางการเมือง อันเป็นไปตามหลักการประชาธิปไตยสากล โดยพรรคได้ต่อสู้ทางการเมืองอยู่ในระบบไม่เคยใช้วิธีการใดที่จะเป็นการผิดกฎหมาย จึงแถลงมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน

ยอดลงชื่อ ‘ไล่ประยุทธ์’ ทะลุ 1 ล้านแล้ว

ยอดลงชื่อ ‘ไล่ประยุทธ์’ ทะลุ 1 ล้านแล้ว ‘เพื่อไทย’ ยังไม่พอขอไปต่อ! ข่าวที่เกี่ยวข้อง น้ำตาล ทิพนารี คนขุดเคยบอก อยากระเบิดพรรคเพื่อไทย หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เซ็นตั้ง “ฟิล์ม รัฐภูมิ + ดาวสภา” นั่งแท่นทีมโฆษกพรรคฯ พรรคเพื่อไทยเปิดเว็บไซต์ชวนประชาชนร่วมลงชื่อ #ไล่ประยุทธ์ ซึ่งขณะนี้มีพี่น้องประชาชนร่วมลงชื่อทะลุ 1 ล้านรายชื่อแล้ว โดยเพื่อไทยได้ขอบคุณ 1 ล้านเสียงที่ร่วมลงชื่อนี้ เท่านั้นไม่พอ พรรคเพื่อไทย ต่อด้วยว่า 5 ล้านบาท หรือจะสู้ 1 ล้านเสียงไล่ประยุทธ์ เว็บไซต์ของพรรคเพื่อไทย ระบุเมื่อเวลา 11.00 น. ว่า มีผู้ร่วมลงชื่อแล้วกว่า 1.37 ล้านคน หากแบ่งตามจังหวัดแล้วพบว่าพื้นที่ที่มีลงชื่อมากที่สุด คือ กรุงเทพมหานคร ตามด้วย นครราชสีมา ชลบุรี เชียงใหม่ และ ขอนเเก่น ดูรายละเอียดได้ทางลิ้งค์ด้านล่าง พร้อมเดินหน้าเปิดลงชื่อต่อที่เว็บไซต์  https://vote.ptp.or.th/    

“พรรคเพื่อไทย” จัดแคมเปญเชิญชวนประชาชนร่วมลงชื่อโหวตไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์

นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย ส.ส.และสมาชิกพรรค ร่วมกันแถลงข่าว เชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมลงชื่อโหวตไม่วางใจรัฐบาล ผ่าน https://www.change.org/prayutgetout ในหัวข้อ “ลงมติประชาชน รวมพลไล่ประยุทธ์” เพื่อร่วมแสดงพลังและเจตจำนงไม่ยอมรับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี อีกต่อไป เพราะเป็นผู้นำที่ไร้ความสามารถ บริหารประเทศล้มเหลวซ้ำซาก ปล่อยปละละเลย ทำให้พี่น้องประชาชนประสบกับภาวะทุกข์ยากอย่างแสนสาหัส ซึ่งการเข้าร่วมลงชื่อในครั้งนี้จะเป็นการแสดงพลังของพี่น้องประชาชนอีกทางหนึ่งตามวิถีประชาธิปไตย ควบคู่ไปกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคฝ่ายค้านในสภาที่จะเกิดขึ้นในระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม – 2 กันยายน 2564 ข่าวที่เกี่ยวข้อง ฝ่ายค้าน เล็ง บิ๊กตู่ – อนุทิน พร้อมยื่นญัตติอภิปราย ” ไม่ไว้วางใจรัฐบาล ” ปัญหาการทุจริตบุคคลในรัฐบาล การจัดการโควิดล้มเหลว ! รวมความมันส์ #อภิปรายไม่ไว้วางใจ ขึ้นเทรนทวิตอันดับ 1 สองวันซ้อน!! การลงมติไม่ไว้วางใจของประชาชนครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีและพรรคร่วมรัฐบาล จะได้ตระหนักว่า เสียงข้างมากของ ส.ส. พรรคร่วมรัฐบาลในสภารวมกับเสียงของสมาชิกวุฒิสภาเท่านั้น ไม่อาจค้ำจุนการอยู่รอดของรัฐบาลและการดำรงอยู่ในตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีได้ ในทางตรงข้ามหากพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ขาดความเชื่อมั่น ขาดความไว้วางใจ ขาดศรัทธาที่จะให้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีบริหารประเทศต่อไป ปัญหาวิกฤตของประเทศที่เผชิญอยู่จะไม่อาจแก้ไขได้ และประเทศจะจมดิ่งลึกลงจนกอบกู้แก้ไขลำบากขึ้นทุกที พรรคเพื่อไทย จึงขอเชิญชวนให้ประชาชนร่วมแสดงออกด้วยการร่วมลงชื่อ ลงมติในครั้งนี้ จำนวนผู้ร่วมมากเท่าไร ก็ยิ่งสื่อถึงความปรารถนาของประชาชนได้มากเท่านั้น เพราะเราเชื่อมั่นว่า “มือในสภา หรือจะสู้ศรัทธาของประชาชน” พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมฝ่ายค้าน จะเดินหน้าทำหน้าที่เปิดโปงความล้มเหลวทุกด้านที่พล.อ.ประยุทธ์และพวกได้ทำไว้กับพี่น้องประชาชนอย่างเต็มความสามารถ ให้คนทั้งประเทศได้รู้ว่ามือไหนที่ยังมีส่วนร่วมโอบอุ้ม “ผู้นำ” ที่ทำร้ายประเทศ ขอให้พี่น้องประชาชนที่อดทนอดกลั้นกับรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ มาตลอด 7 ปีที่ผ่านมา  รอดูการเช็คบิลของพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมฝ่ายค้านในการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะเกิดขึ้นนี้ สนับสนุนเนื้อหา

พิชัย เตือน บิ๊กตู่! อย่าปล่อยให้มันแย่ไปมากกว่านี้

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยด้านเศรษฐกิจ เตือน “บิ๊กตู่” อย่าปล่อยคนไทยตามยถากรรม หัดมองเศรษฐกิจล่วงหน้าให้เป็นและเร่งแก้ไข ชี้ หลอกตัวเองไปวันๆ มีแต่จะพัง แนะ ฟังปัญหาที่จะเกิดขึ้น ย้ำ รัฐบาลเร่งหาวัคซีนเอง อย่าหวังพึ่งเอกชน วันที่ 5 ส.ค. นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยด้านเศรษฐกิจ กล่าวว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย โดย คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้หั่นการคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้เหลือการขยายตัวเพียง 0.7% ในขณะที่ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สมาคมธนาคาร สภาอุตสาหกรรมฯ และสภาหอการค้าฯ ได้คาดการณ์เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวติดลบถึง -1.5% ซึ่งเป็นไปตามที่คณะทำงานเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทย ได้เตือนไว้ก่อนหน้านี้แล้ว และคาดว่า สถานการณ์อาจจะยังย่ำแย่กว่านี้ได้อีก จากสภาวะการแพร่ระบาดของไวรัสที่มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างมากทะลุวันละ 2 หมื่นราย โดยยังขาดแคลนวัคซีนที่มีคุณภาพเป็นจำนวนมาก และน่าจะต้องล็อกดาวน์อีกเป็นเวลาหลายเดือน ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยทรุดลงต่อไปอีก ดังนั้น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รมว. กลาโหม และหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ จะต้องฝึกคิดล่วงหน้า และคาดการณ์สถานการณ์เลวร้ายที่จะเกิดขึ้นให้ได้ และต้องหาวิธีป้องกันแก้ไข ไม่ใช่ตามแก้รายวันเหมือนที่เป็นอยู่ เพราะจะทำให้สถานการณ์ย่ำแย่และเลวร้ายลงเรื่อยๆ สภาวการณ์ปัจจุบัน ดูเหมือนพลเอกประยุทธ์ จะปล่อยประเทศและประชาชนให้เป็นไปตามยถากรรม ไม่มีแนวทาง ไม่มีกำหนดการ ไม่มีหลักการ ไม่ได้สร้างความมั่นใจได้เลยว่า ประเทศไทยจะก้าวพ้นจากสภาวะวิกฤตินี้ไปได้อย่างไร โดยประชาชนยังไม่รู้เลยว่า วัคซีนที่มีคุณภาพจะเข้ามาเมื่อไหร่ แล้วเมื่อไหร่จะมีการฉีดได้ 100 ล้านโดส ตามที่พลเอกประยุทธ์คุยโม้ไว้ ปลายปีนี้คงเป็นไปไม่ได้แน่ แล้วจะเป็นเมื่อไหร่ จะเป็นปีหน้าเดือนไหน และจะต้องล็อกดาวน์ไปอีกกี่เดือน 3-4 เดือน จะเอาอยู่ไหม เอาไม่อยู่จะเป็นอย่างไร เศรษฐกิจไทยจะพังขนาดไหน คำถามเหล่านี้อยู่ในใจประชาชนส่วนใหญ่ แต่ไม่มีคำตอบจากรัฐบาล นานยพิชัย กล่าวต่อว่า ทุกวันนี้สิ่งที่ได้ยินจากพลเอกประยุทธ์ และรัฐบาล คือ คำพูดเพื่อปลอบใจตัวพลเอกประยุทธ์เอง เหมือนกับต้องการหลอกตัวเองไปวันๆ แต่ไม่มีแนวทางและหมายกำหนดการที่ชัดเจนเลย ความพยายามที่จะหลอกตนเองและเชื่อเอง จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปเรื่อยๆ พอมีคนที่รู้และเป็นห่วงออกมาเสนอแนะแนวทางแก้ไข ทั้ง นักวิชาการ นักธุรกิจ คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย และพี่โทนี่ ได้แนะนำ พลเอกประยุทธ์กลับไม่ฟังและไม่นำไปปฏิบัติตาม แต่ต่อมาก็พบว่าเป็นความจริงมาโดยตลอด และเมื่อจะนำมาทำก็สายไปแล้ว ซึ่งหากพลเอกประยุทธ์จะได้มองย้อนหลังและกล้ายอมรับจะพบความจริงเรื่องนี้ ต้องขอเตือนพลเอกประยุทธ์ว่าสถานการณ์ข้างหน้าจะยิ่งเลวร้ายลงไปเรื่อยๆ การแพร่ระบาดจะมีมากยิ่งขึ้น คนจะติดเชื้อมากขึ้น มีคนตายเพิ่มขึ้น และยังไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อไหร่ โดยถ้าวัคซีนคุณภาพยังไม่มา การระบาดก็จะยังไม่จบ อีกทั้ง สถานการณ์เศรษฐกิจจะทรุดหนัก การส่งออกแม้จะเพิ่มแต่การนำเข้าก็เพิ่มสูงขึ้นมากเช่นกัน และการขาดดุลบัญชีภาคบริการเพิ่มสูงขึ้นมาก ค่าเงินบาทจะยิ่งอ่อนค่าลงอีก สภาวะการคลังของรัฐบาลจะมีปัญหา การเก็บรายได้จะลดลงอีกมาก สภาพคล่องในระบบธนาคารจะลดลง รัฐบาลจะมีปัญหาการกู้เงินเพื่อเยียวยาและการฟื้นเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจุบันคนงงกันว่าเงินที่กู้เพิ่ม 5 แสนล้านบาท และ ของเดิมบอกมีเงินเยียวยาเหลือ 3.5 แสนล้านบาท เงินหายไปไหนหมด การเยียวยาประชาชนถึงได้กะปริดกะปรอย หรือ พลเอกประยุทธ์ได้นำเงินไปใช้เรื่องอื่นแล้ว นอกจากนี้ หนี้ภาคครัวเรือนจะพุ่งถึง 93% ของจีดีพี ซึ่งสูงยิ่งกว่าที่ได้เคยเตือนไว้ โดยไม่มีทิศทางที่จะลดได้ และการว่างงานได้พุงขึ้นถีง 1.95 % ในไตรมาสแรกของปีนี้ สูงที่สุดในรอบ 5 ปี และจะว่างงานจะยิ่งเพิ่มขึ้นอีกมาก พร้อมกับหนี้เสียในภาคธนาคารจะพุ่งขึ้น นี่เป็นเพียงบางเรื่องที่พลเอกประยุทธ์จะต้องศึกษาและเตรียมรับมือ ซึ่งหากไม่เข้าใจก็อย่าดันทุรังอีกเลย เพราะสถานการณ์จะแย่ลงเรื่อยๆ ทั้งคนเจ็บคนตายจากไวรัสโควิด และคนล้มละลาย คนอดตาย จากพิษเศรษฐกิจ เรื่องวัคซีนยังเป็นปัญหาหลักที่พลเอกประยุทธ์ยังหาทางแก้ไม่ได้ และยังไม่รู้จะหามาจากไหน ล่าสุด นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกฯ และ รมว. พลังงาน บอกว่าจะร่วมกับเอกชนหาวัคซีนเพิ่ม แสดงถึงความสิ้นหวังของรัฐบาลในการหาวัคซีนแล้ว โดยอยากให้พิจารณาการยืมวัคซีนจากประเทศที่มีวัคซีนสำรองเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีหลายประเทศ ตามคำแนะนำของพี่โทนี่ แล้วนำไปคืนเขาเมื่อบริษัทผลิตวัคซีนส่งไทยได้ โดยล่าสุด ประเทศอิสราเอลยังต้องทำลายวัคซีนไฟเซอร์ 8 หมื่นโดสทิ้งเพราะหมดอายุ ดังนั้นหลายประเทศที่มีสำรองวัคซีนจำนวนมากน่าจะยินดีให้ไทยยืมก่อนที่จะหมดอายุ เพราะจะแลกเปลี่ยนได้วัคซีนของใหม่คืนที่จะมีอายุการใช้นานกว่า ซึ่งหากรัฐบาลมีคนมีคอนเนกชั่นที่ดีพอก็น่าจะเร่งทำได้ ถ้าหาคนทำไม่ได้ก็ให้ไปขอพี่โทนี่ช่วยทำอย่างเป็นทางการ น่าจะเป็นทางออกที่ช่วยได้ในภาวะวิกฤตนี้ […]

สส.พรรคเพื่อไทย เเฉ!!! กองทัพไม่ใช่จะซื้อเเค่เรือดำน้ำ

วันที่ 19 กรกฎาคม 2564 กรณี ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2565 ในส่วนกระทรวงกลาโหม เกี่ยวกับการจัดซื้อเรือดำน้ำ ลำที่ 2-3 ของกองทัพเรือ วงเงิน 22,500 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม พล.ร.อ.ชาติชาย ศรีวรขาน ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) ได้ขอถอนวาระการจัดซื้อเรือดำน้ำ 2 ลำ ออกจากการพิจารณาของที่ประชุม หลังถูกกระแสสังคมและฝ่ายการเมืองโจมตีอย่างหนัก ถึงความไม่เหมาะสมการจัดซื้อเรือดำน้ำในช่วงที่ประชาชนกำลังเดือดร้อนจากสถานการณ์แพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 ข่าวที่เกี่ยวข้อง วนเวียนกลับมาอีกครั้ง ‘ธรรมนัส’ เบรก! ชี้ไม่หนุนทัพเรือซื้อเรือดำน้ำ ยันปัญหาโควิดสำคัญกว่า “มดดำ คชาภา” ลั่น! ขอร้องท่านผู้มีอำนาจ หยุดซื้อเรือดำน้ำ ล่าสุด!!! ยุทธพงศ์ แฉอีกโครงการ วงเงิน 4 พันล้าน นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 และคณะอนุ กมธ.ครุภัณฑ์และไอซีที เผยว่า ขณะนี้เหล่าทัพต่าง ๆ ยังมีงบในการซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์อีกจำนวนมาก ซึ่งไม่สอดคล้องกับสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ในปัจจุบัน ที่ประชาชนกำลังมีความอดอยาก ไม่มีวัคซีนป้องกันโควิด-19 นายยุทธพงศ์กล่าวด้วยว่า แม้กองทัพเรือจะสั่งถอนการจัดซื้อเรือดำน้ำไปแล้ว แต่ยังมีโครงการใหม่อีกโครงการ ซึ่งมีเอกสารลับมาเปิดเผย ชื่อว่าโครงการอากาศยานไร้คนขับฐานบินชายฝั่ง วงเงินกว่า 4,100 ล้าน ทั้งนี้ ได้ตั้งข้อสังเกตถึงคุณภาพของเรือดำน้ำที่ซื้อมาจากประเทศจีน และเชื่อมโยงไปยังคุณภาพการผลิตวัคซีนของจีน ซึ่งขอยืนยันว่า กมธ.สัดส่วนพรรคฝ่ายค้าน ไม่เพียงแค่ตรวจสอบการของงบประมาณของกองทัพเรือเท่านั้น แต่จะพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบในงบประมาณของกองทับบกและกองทัพอากาศ “งบประมาณของกระทรวงกลาโหมในการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ที่ยังไม่จำเป็นในสถานการณ์ปัจจุบันควรที่จะตัดทิ้งออกไป ไม่ใช่แค่เพียงแค่ชะลอ และจะขอเอาชีวิตเข้าแลกในการตรวจสอบงบกองทัพต่อไป” นายยุทธพงศ์กล่าว  

1 2 3 7