หนุ่มไม่ผ่านโปร บุกทำร้ายผู้จัดการท้องแก่

หนุ่มหัวร้อนเข้าทำร้าย ผจก.สาวท้องแก่ 9 เดือน เหตุฉุนไม่ผ่านโปร! ภูเก็ต-ภาพกล้องวงจรปิดบันทึกภาพนายสุทธิพร (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 30 ปี อดีตพนักงานทดลองงานในบริษัทดังกล่าวได้เข้ามาทำร้ายร่างกาย นางสาวณัฐพร ศรีเทพ อายุ 23 ปี ผู้จัดการของบริษัทวีเบสท์เอ็กซ์เพลส ที่ขณะนี้ได้ตั้งท้องประมาณ 9 เดือนใกล้ถึงกำหนดคลอด โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ที่บริษัทขนส่งพัสดุภัณฑ์แห่งหนึ่งในเขตตำบลฉลอง โดยภาพกล้องวงจรปิดของบริษัทได้บันทึกภาพนายสุทธิพร (ขอสงวนนามสกุล) อดีตพนักงานทดลองงานในบริษัทดังกล่าว เข้ามาทำร้ายร่างกาย นางสาวณัฐพร ศรีเทพ อายุ 23 ปี ผู้จัดการของบริษัท ซึ่งได้ตั้งท้องประมาณ 9 เดือนและจะคลอดในวันที่18 กุมภาพันธ์นี้ แต่โชคดีที่เพื่อนและแม่เห็น มาช่วยกันไว้ทำได้ทัน โดยผู้เป็นแม่โดนถีบเข้าที่หลังและหลังจากนั้นก็ยังเดินมาต่อยโดนที่ตาของนางสาวณัฐพรอีกครั้งทำให้ได้รับบาดเจ็บ แต่โชคดีที่เพื่อนและแม่ได้มาช่วยกันไว้ ทำให้แม่โดนถีบเข้าที่หลัง และหลังจากนั้นก็ยังเดินมาต่อยโดนที่ตาของนางสาวณัฐพรอีกครั้ง ทำให้ได้รับบาดเจ็บและได้นำหลักฐานไปแจ้งความดำเนินคดีกับพนักงานสอบสวน สภ.ฉลอง เพื่อให้ดำเนินคดีอย่างถึงที่สุดกับผู้ที่เข้ามาทำร้ายในครั้งนี้ นางสาวณัฐพร ผู้ถูกทำร้ายเล่าว่า ตอนแรกมีคนเห็นว่า ผู้ก่อเหตุเข้ามาจอดรถไว้และวิ่งเข้ามาเพื่อที่จะทำร้าย ซึ่งในตอนนั้นตนได้นั่งทำงานอยู่และคุยโทรศัพท์ด้วยจึงไม่เห็นว่าเขาวิ่งเข้ามา หลังจากนั้นเขาพยายามเข้ามาต้องการจะทำร้ายตนให้ได้ แต่มีเพื่อนร่วมงานอีก 2-3 คนและแม่กั้นเอาไว้ ต่อมาผู้ก่อเหตุก็วิ่งเข้ามาจะถีบตน แต่ดันไปถีบโดนแม่และชกโดนหน้าตน2 ที ก่อนที่จะมีลูกค้าที่ออฟฟิศห้ามเอาไว้ ผู้ก่อเหตุเลยออกไป ซึ่งก่อนออกไปเขาพูดว่าจะไม่จบเพียงแค่นี้ จะเจอกันอีกข้างนอก นางสาวณัฐพร กล่าวต่อไปว่า อยากฝากถึงคนที่ทำร้ายร่างกายว่าเมื่อรู้ว่าไม่ผ่านโปรก็ขอให้พูดกันดีๆ ไม่ใช่มาด่าและแสดงพฤติกรรมไม่ดีกับหัวหน้างาน คุยกันดีๆ อย่าเอาอารมณ์เป็นปัญหา ทั้งนี้ ทางผู้เสียหายได้เดินทางไปแจ้งความกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.ฉลองเพื่อให้ดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป

ไม่พอใจ! นักศึกษาสาวสองโวย บริษัทที่ไปฝึกงาน ไม่ให้เข้าห้องน้ำหญิง ต้องไปเข้าห้องน้ำชาย

กลายเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมากในโลกโซเชียล หลังมีนักศึกษานำเรื่องของเพื่อนที่เป็นสาวประเภทสองมาโพสต์ลงบนเฟซบุ๊ก โดยมีเรื่องราวอยู่ว่า “ ไหนบอกว่ากะเทยได้รับเสรีภาพที่สุดในโลก เพื่อนนี่ไป ฝึกงานวันแรก ก็เจอคนเฮง…ซะละ องค์กรแบบนี้กะเทยอย่าหาทำนะจ๊ะ เรื่องมีอยู่ว่า เพื่อนนี่ไปฝึกงาน บุคลากรท่านหนึ่งของบริษัทเรียกเพื่อนนี่ไปคุยว่า “ เป็นสาวสองต้องเข้าห้องน้ำชาย เท่านั้น ” …ถ้ากะเทยผ่าทำนมก็ต้องเข้าห้องน้ำชายเหรอ บ้าไปแล้ว นอกจากนี้ นักศึกษารายนี้ ยังทิ้งท้ายด้วยข้อความว่า “ สังคมควรจะเลิกปิดกั้นศักยภาพทางเพศสภาพได้แล้วนะคะ อยากให้มองที่ความสามารถ คนจะดี หรือไม่ดีอยู่ที่การประพฤติตัวของบุคคลนั้นๆ ทำให้มีชาวเน็ตเข้ามาวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้กันอย่างมาก  

อนุมัติหมายจับ รองผอ.วิทยาลัย หลอกนักศึกษาไปฝึกงานที่เกาหลี แต่ใช้งานเยี่ยงทาสทั้งยังโดนทำอนาจารอีก

วันที่ 8 พ.ค. ที่ห้องประชุม ภ.จว.เชียงราย พล.ต.ท.จารุวัฒน์ ไวศยะ ผช.ผบ.ตร.ได้เดินทางไปสอบปากคำผู้เสียหายในคดี “สมทบกันกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ด้วยการแสวงหาประโยชน์จากการบังคับใช้แรงงานนักศึกษาหรือการอื่นใดที่คล้ายคลึงกันอันเป็นการขูดรีดบุคคล” โดยได้มีการสอบปากคำอดีตนักศึกษาจากวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเชียงราย จำนวน 8 คน เป็นชาย 5 คนและหญิง 3 คน ส่วนผู้ต้องหานั้นได้มีการจับกุมดำเนินคดีกับอาจารย์ระดับรองผู้อำนวยการวิทยาลัยซึ่งปัจจุบันย้ายไปอยู่ที่ จ.กำแพงเพชร จำนวน 1 คน และ นายคัง ชาวเกาหลีใต้ ที่อยู่ กทม. รวมผู้ถูกจับกุมทั้งหมด 2 คน นอกจากนี้ยังมีผู้ต้องหาที่ศาลได้อนุมัติหมายจับแล้วอีก 3 คน แต่ทั้งหมดเป็นชาวเกาหลีใต้ ที่อาศัยอยู่ที่ประเทศเกาหลีใต้ จึงอยู่ระหว่างขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนตามกฎหมายระหว่างประเทศ พล.ต.ท.จารุวัฒน์ กล่าวว่า สำหรับคดีดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 10 ก.พ.-10 มิ.ย.60 หรือกว่า 3 ปีมาแล้ว พฤติการณ์คดีคือได้มีการหลอกพานักศึกษาทั้ง 8 คน ทำทีให้ไปฝึกงานที่เมืองซุงจู และเมืองดันจิง ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อนักศึกษาไปถึงทางเจ้าของฟาร์มได้ให้ทำงานในไร่ในวันละ 12 ชั่วโมง และบางครั้งพาไปทำงานนอกพื้นที่โดยที่เก็บรายได้จากค่าเหนื่อยของนักศึกษาเอาไว้แล้วไม่ให้เด็กได้ใช้เลย ลักษณะเป็นการให้ทำงานฟรีและทำงานหนัก รวมทั้งที่สำคัญเมื่อสอบถามแล้วไม่ได้มีการให้ความรู้ทางวิชาการใดๆ เลย กระทั่งเด็กๆ ทนไม่ไหวจึงขอยกเลิกการฝึกงานและเดินทางกลับประเทศไทย แต่ถูกปฏิเสธจากเจ้าของฟาร์มดังกล่าวและอาจารย์เจ้าของโครงการความร่วมมือดังกล่าว ทำให้พวกเขาหนีไปขอความช่วยเหลือสถานเอกอัคราชทูตประเทศไทยประจำเกาหลีใต้ กระทั่งได้รับการช่วยเหลือให้เดินทางกลับประเทศไทยจนได้ พล.ต.ท.จารุวัฒน์ กล่าวอีกว่า คดีดังกล่าว พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้ให้ทางตำรวจคลี่คลายคดีทาง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. จึงได้มอบหมายให้ตนเป็นหัวหน้าพนักงานสืบสวนสอบสวนในคดี ทำให้ชุดคลี่คลายคดีได้เดินทางไปยังประเทศเกาหลีใต้แล้ว 2 ครั้ง และสอบปากคำในประเทศหลายครั้ง กระทั่งได้รวมบรวมหลักฐานและพยานขออนุมัติหมายจับบุคคลทั้งหมด โดยวันที่ 7 พ.ค.ที่ผ่านมา ได้เปิดปฏิบัติการออกจับกุมอาจารย์ที่ดูแลโครงการพานักศึกษาไปฝึกงานที่ประเทศเกาหลีใต้และชาวเกาหลีใต้คนดังกล่าวซึ่งยังอยู่ที่ กทม. ปัจจุบันได้นำตัวมาดำเนินคดีที่ สภ.บ้านดู่ จ.เชียงราย ซึ่งเป็นท้องที่เกิดเหตุแล้ว เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ กระนั้นคดีนี้ทาง ผบ.ตร.ได้กำชับให้ดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดต่อไป รายงานข่าวแจ้งว่าสำหรับคดีดังกล่าวมีขึ้นหลังจากเมื่อวันที่ 14 มิ.ย.60 ได้มีนักศึกษาจากวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเชียงราย 8 คน เข้าร้องทุกข์ต่อศูนย์ดำรงธรรม จ.เชียงราย ว่าถูกกระทำดังกล่าวทำให้ทางสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จ.เชียงราย เพราะปรากฎเรื่องการลวนลามหรืออนาจารนักศึกษาหญิงคนหนึ่งทำให้เกิดความไม่พอใจแก่นักศึกษาและผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งมีกรณีผู้อ้างเป็นนักข่าวรายหนึ่งโทรศัพท์ขอสัมภาษณ์นักศึกษารายหนึ่ง แต่ทางนักศึกษาไม่สามารถให้สัมภาษณ์ช่วงนั้นได้ ก็มีการต่อว่าจนเกิดเป็นวิวาทะกันขึ้น ทำให้เกิดเป็นเรื่องราวใหญ่โตและได้รับความสนใจในที่สุด ต่อมาทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ตรวจสอบพบข้อพิรุธในการส่งนักศึกษาไปฝึกงานที่ประเทศเกาหลีใต้ โดยพบว่าเป็นโครงการที่ทางวิทยาลัยฯ ได้ร่วมกับองค์กรนิติบุคคลโอลไลฟ์ ประเทศเกาหลี มีชาวเกาหลีใต้เป็นผู้อำนวยการและมีการสร้างฟาร์มสตอเบอรี่ภายในวิทยาลัย 2 หลัง ระหว่างปี 2559-2560 ภายในมีการปลูกพืชสาธิตให้เป็นอย่างดีและมีแผนจะทำแปลงเกษตรลักษณะนี้ใน จ.เชียงราย จึงได้ขอให้มีการส่งนักศึกษาไปศึกษาดูงานที่เมืองซุงจู จ.ซุงซองบุกโด ประเทศเกาหลีใต้ โดยมีการทำข้อตกลงระหว่างวิทยาลัยและนิติบุคคลดังกล่าว จากนั้นให้ผู้อำนวยการวิทยาลัย รองผู้อำนวยการวิทยาลัย และอาจารย์รวม 4 คน รวมทั้งผู้ประสานงานเดินทางไปเยือนเมืองดังกล่าว ก่อนจะทำข้อตกลงพานักศึกษาไปศึกษาดูงาน 3 จุด คือฟาร์มพืชผักและข้าวอินทรีย์, แปลงสตรอเบอร์รี และฟาร์มโคเนื้อ โดยให้ฝึกภาษาล่วงหน้า 1 เดือน มีเงื่อนไขให้ฟาร์มในประเทศเกาหลีใต้ออกค่าเดินทาง ที่พักและอาหารการกินให้กับศึกษา ต่อมาจึงมีการส่งนักศึกษาเดินทางไปชุดแรก 2 คน เป็นเวลา 1 เดือน และรุ่นที่ 2 จำนวน 4 คน เป็นเวลา 2 เดือน และรุ่นที่ 3 จำนวน 8 คนดังกล่าว โดยกำหนดให้อยู่นาน 3 เดือน จนถึงวันที่ 22 มิ.ย.60 โดยมีเงื่อนไขเพิ่มเติมว่าหากอยู่ครบจะได้รับทุนการศึกษาคนละ 20,000 บาทด้วย แต่ปรากฎว่าได้เกิดปัญหาการลวนลามและการใช้งานอย่างหนักทำให้นักศึกษาพากันหนี เมื่อปี 2560 ช่วงร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่นักศึกษาหญิงคนหนึ่ง กล่าวว่า มีการลวนลามจริงและเมื่อดูจากธรรมเนียมชาวเกาหลีแล้วไม่ได้ทำแบบนี้ เช่น กอด […]

คลิปอีกมุม กระบะ นศ.เทคนิคศรีสะเกษ เทกระจาด

เผยภาพอีกมุม อุบัติเหตุรถกระบะ นศ.เทคนิคศรีสะเกษ พลิกคว่ำดับ 13 ศพ หลังฉลองฝึกงาน สลดร่างผู้หญิงลอยจากรถมาตามถนน จากอุบัติเหตุสยอง รถกระบะกลุ่มนักศึกษาของวิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษ จ.ศรีสะเกษ เกิดพลิกคว่ำบริเวณ ถนนกิ่งแก้ว ปากทางเข้าซอยกิ่งแก้ว 21 มุ่งหน้าลาดกระบัง ม.12 ต.ราชาเทวะ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ขณะกลับจากไปดูวงดนตรีหมอลำ หลังเลี้ยงฉลองฝึกงานวันสุดท้าย มีผู้เสียชีวิต 13 ราย นั้น ต่อมาได้มีการเผยภาพเหตุการณ์ที่รถกระบะคันเกิดเหตุ ซึ่งขับมาด้วยความเร็ว ก่อนจะแซงขวาพ้นรถคัน หน้ามา แต่เกิดเสียการควบคุม ก่อนจะพลิกคว่ำ และพุ่งชนกับเสาไฟจนหัก ก่อนจะเสยกับทางเท้าจนหมุน หลายรอบ และนักศึกษาที่นั่งมาในรถก็ถูกเทกระจาด ร่างลอยกระจัดกระจายไปตามถนน ล่าสุด วันที่ 29 กันยายน 2562 เพจเฟซบุ๊ก สถานีดับเพลิงและกู้ภัยราชาเทวะ ได้เผยภาพจากกล้องวงจร ปิดอีกมุม ซึ่งอยู่ห่างจากจุดที่ชนพาสมควร แต่ปรากฏว่ามีร่างของหญิงที่ประสบเหตุรายหนึ่ง กลิ้งกระเด็นมา ไกลถึงจุดดังกล่าว สร้างความสะเทือนใจแก่ผู้ที่พบเห็นเป็นอย่างมาก (คลิป) อุบัติเหตุหมู่ ปากซอยกิ่งแก้ว 21 ภาพอีกมุมกล้องปากซอยกิ่งแก้ว 21ขอแสดงความเสียใจด้วยครับ โพสต์โดย สถานีดับเพลิงและกู้ภัยราชาเทวะ เมื่อ วันเสาร์ที่ 28 กันยายน 2019 ***************************************** (ขอขอบคุณเร่องจาก สถานีดับเพลิงและกู้ภัยราชาเทวะ)

เปิดใจ “น้องต๊อด” นักศึกษาพิการครึ่งท่อน ขอที่ฝึกงาน ไม่อยากเป็นภาระใคร เจ้าตัวเผย “เกิดเป็นคนต้องสู้”

เปิดใจ “น้องต๊อด” หนุ่มศึกษาช่างยนต์ ร่างกายพิการครึ่งท่อน มาตั้งแต่กำเนิด โพสต์เฟซบุ๊กหาสถานที่ฝึกงานซ่อมรถ ไม่อยากเป็นภาระครอบครัว อาจารย์บอกน้องมีความมุ่งมั่น ทำงานทุกอย่างได้ดี จากกรณีที่ขณะนี้บนโลกโซเชียล ได้มีการแชร์เรื่องราวของหนุ่มผู้ใช้เฟสบุ๊คคนหนึ่ง ซึ่งใช้ชื่อว่า “Chatree Konwatcharathada” หรือนายชาตรี กรวัชรธาดา อายุ 22 ปี ที่ทางเจ้าตัวได้โพสต์ข้อความเพื่อประกาศหาที่ฝึกงาน และหลังจากเรียนอยู่ชั้นปีที่ 2 ของวิทยาลัยสารพัดช่างเชียงใหม่ สาขาช่างยนต์ ต้องออกฝึกประสบการณ์ตามสถานที่ต่างๆ ในเชียงใหม่ แต่เนื่องจากเจ้าตัวเป็นคนพิการ จึงทำให้ต้องมีการพิจารณาเป็นพิเศษ และอยากฝึกในสถานที่ที่ทำเกี่ยวกับรถมอเตอร์ไซค์โดยตรง ตามที่ทางเจ้าตัวระบุในโพสต์ว่า “สวัสดีคับ ผมชื่อ ต๊อด ตอนนี้ผมเรียนช่างยนต์อยู่คับแล้วเดือนตุลาคมนี้ ผมต้องไปฝึกงานตามอู่หรือศูนย์บริการซ่อมละคับ แต่ผมอาจจะไม่เหมือนช่างทั่วๆตรงที่ว่า ผมมีเเค่ครึ่งท่อน ไม่ทราบว่าพอจะมีอู่หรือศูนย์บริการซ่อมที่ไหน รับผมฝึกงานบ้างคับ : ขอเป็นอู่ซ่อมเตอร์ไซค์คับ: #ตามหาที่ฝึกงาน” จากการสอบถามทางด้านนายชาตรีเปิดเผยว่า ตนมีภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยมีพี่น้องทั้งหมด 5 คน ซึ่งตนได้พิการตั้งแต่กำเนิด ภายหลังได้มีโอกาสย้ายภูมิลำเนามาอยู่ในเมืองเชียงใหม่ มาอยู่กับน้องๆอีก 2 คน และได้ศึกษาจนจบชั้นมัธยมปีที่ 3 โรงเรียนศรีสังวาลย์ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ซึ่งหลังจากเรียนจบมาตนก็ เลือกเรียนสายอาชีวะเพื่ออยากที่จะทำงานเพื่อแบ่งเบาภาระออกครอบครัว และได้ตัดสินใจลงทะเบียนเรียนในแผนกช่างยนต์ วิทยาลัยสารพัดช่าง ซึ่งเป็นงานที่ตนรัก โดยหลังจากที่ได้เรียนจบหลักสูตรตนก็ได้โพสต์เฟสบุ๊คของตัวเองไปในโลกโซเชียลเพื่อหาที่ฝึกงาน ซึ่งประชาชนก็ได้ให้ความสนใจและให้กำลังใจกันเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ต้องขอขอบคุณทุกคนที่เป็นกำลังใจและให้โอกาสในการฝึกงานของตน ซึ่งในเบื้องต้นก็กำลังเลือกสถานที่ฝึกงาน ซึ่งสถานที่ฝึกงานที่ตนอยากทำก็จะเป็นเกี่ยวกับซ่อมรถมอเตอร์ไซค์ ที่อาจจะไม่ต้องเป็นสถานที่ประกอบการใหญ่โต อาจจะเป็นอู่เล็กๆ ที่เปิดโอกาสให้ตนได้เข้าไปฝึกงานทดลองฝีมือ และให้ตนได้ทำในสิ่งที่อยากทำ ซึ่งในส่วนของความพิการที่ตนเป็นอยู่นั้นก็อาจจะเป็นอุปสรรคในการทำงานอยู่บ้าง เช่นในเรื่องของการยกของหรือวัตถุบางอย่างที่ไม่สามารถยกคนเดียวได้ รวมไปถึงเรื่องของการเดินทาง ตนจึงอยากได้สถานที่ฝึกงานที่อาจจะอยู่รอบนอกตัวเมืองเชียงใหม่ หรือใกล้กับที่พัก เพื่อให้สะดวกต่อการเดินทาง ส่วนความฝันของตนนั้นก็อยากที่จะมีธุรกิจส่วนตัว มีอู่ซ่อมรถเล็กๆ หรือร้านซ่อมรถ โดยทุกวันนี้จะทำอะไรตนจะคิดถึงพ่อแม่ไว้ก่อนเสมอ ถ้าตนยังไม่สบายยังไม่มีงานทำเป็นหลักแหล่ง พ่อกับแม่ตนก็ยังคงเป็นห่วง และก็จะไม่สบายใจที่เห็นว่าลูกคนนี้ยังไม่ได้ดี ทั้งนี้ตนอยากฝากถึงใครที่กำลังท้อแท้ในการใช้ชีวิต อยากให้มองว่าการใช้ชีวิตก็เหมือนกับการที่ตัวเองได้ผจญภัยไปเรื่อยๆ และไม่รู้ว่าในวันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้นและหากคิดว่าในวันนี้ตัวเราเองทำไม่ได้พรุ่งนี้มันก็จะไม่เกิด ดังนั้นตนมองว่าเมื่อได้เกิดมาเป็นคนทั้งที ไม่ว่าจะพิการหรือเป็นปกติก็ควรจะสู้ไว้ก่อน และมีกำลังใจที่ดีนึกคนที่อยู่ข้างหลังและคนที่คอยอยู่ข้างๆ เรา ไม่ใช่นึกถึงแต่ตัวเอง