อะไรยังไง ? เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ส่อถอยหลังกลับไปเป็นการสงเคราะห์หรือไม่ ?

การประชุมคณะอนุกรรมการกำหนดนโยบายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ(ใหม่) ครั้งที่ 1/2564 เพื่อพิจารณาแนวทางการกำหนดนโยบายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ พร้อมทั้งพิจารณาข้อหารือกระทรวงวัฒนธรรม ข่าวอื่นๆเพิ่มเติม ม่ไหวจริงๆ! อดีตทหารผ่านศึกวัย 67 ปี โดนเรียกคืนเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่ผ่านมา 7 ปี แต่ไม่มีเงินขอติดคุกแทน ศรีสุวรรณ” แจงชัด เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ไม่ต้องส่งคืน กรณีบุคคลต้องห้ามมีสิทธิได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ โดยมี นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน รองประธานอนุกรรมการเป็นประธานในการประชุม นางอภิญญา ชมภูมาศ รองอธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ นางศิริลักษณ์ มีมาก ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านผู้สูงอายุ พร้อมทั้งผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้อำนวยการกอง/กลุ่ม ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในสังกัดกรมกิจการผู้สูงอายุ เข้าร่วมการประชุมดังกล่าว เมื่อ 14ก.ย.64ที่ผ่านมา  โดยทางเพจบำนาญแห่งชาติ ได้เปิดเผยรายละเอียดว่า แหล่งข่าว ให้ข้อมูลว่า ผลจากกรณีที่มีการเรียกเก็บเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุคืนรวมดอกเบี้ย จากการได้รับบำนาญพิเศษตกทอดมาจากบุตรนั้น ได้มีการส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ และแนะนำว่า เพื่อไม่ให้เกิดการจ่ายเบี้ยยังชีพซ้ำซ้อน ก็ต้องไม่ให้แบบถ้วนหน้า ทางกรมฯ จึงได้ประชุมหารือร่วมกับคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ เพื่อกำหนดการจ่ายเบี้ยยังชีพแบบกำหนดกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งมีแนวโน้มว่า จะให้จ่ายเบี้ยยังชีพเฉพาะกลุ่มคนยากจน

น้ำใจคนไทย คุณยายขายอาหารบนรถเข็น ขายทั้งวันยังไม่ถึง 100 แถมยังกลัวกลับไม่ทันเคอร์ฟิว คนแถวนั้นจึงช่วยกันซื้อ

เป็นเรื่องราวที่เห็นแล้วก็สลดใจ เมื่อสมาชิกเฟสบุ๊ก Aun Aunha’In ได้โพสต์เรื่องราวที่มีอยู่ว่า เล่นเอาน้ำตาซึม เห็นอะไรจากภาพนี้ 21.20 น. กำลังขับรถขับหอ ขับผ่านสายตาหันไปเห็นยายที่กำลังจะกลับเข้าบ้าน แต่ของบนรถเข็นยังเหลือเยอะมาก เลยขับรถกลับไปถามยาย ขายยังไง ยายบอกกล่องละ 20 บาท สั่งไป 200 บาท (แต่ละกล่องได้เยอะมาก)ของในกะละมังซึ่งเหลือเยอะมากๆ ผัดมาม่ายังร้อนอยู่เลย ยายขาย ผัดมาม่า ข้าวผัดไข่ ฟักทองเชื่อม(อันนี้อร่อยมาก) ข้าวเหนียวหน้าสังขยา ระหว่างรอยายตักใส่กล่อง เลยชวนคุย ยายบอกยายอายุ 82 ปี พักอยู่ในซอย ยายบอกเคอร์ฟิว ยายกลัวตำรวจจับต้องรีบเก็บของ ขายได้ยังไม่ถึง 100 เลย หลังจากเราสั่ง ก็มีคนสั่ง ช่วยยายซื้อกันเยอะมาก ทั้งคนขับGrap Lineman คนขับวินมอไซค์ พนักงานเซเว่น คนพึ่งเลิกงาน เห็นภาพแบบนี้กับตารู้สึกได้ว่าคนไทยมีน้ำใจ คนไทยไม่ทิ้งกันในยามวิกฤติแบบนี้ เป็นภาพที่ชื่นใจ น้ำตาซึมกันเลย #เราต้องผ่านวิกฤตินี้ไปด้วยกัน ยายขายอยู่รังสิตนะคะ แถวๆม.กรุงเทพ ซอยคุณพระ(หน้าซอยมีรูปปั้นไก่) ทางเข้าบริษัทฟาบริเนท ขับเข้าไปอยู่ขวามือ แถวๆหน้าเซเว่น ยายขายช่วงเย็นถึง3ทุ่มค่ะ เด็กทารก 27 วัน…!! ติดเชื้อโควิด เป็นภาพที่ บีบหัวใจอย่างมาก น่าสงสารมาก

“อาหนิง” พร้อมเข้ารับฉีดวัคซีนแอสตร้าฯ

นักแสดงรุ่นใหญ่ อาหนิง นิรุตติ์ ศิริจรรยา อายุ 74 ปี ได้ลงทะเบียนในแอปพลิเคชั่น หมอพร้อม เพื่อเข้ารับฉีดวัคซันป้องกันโควิด 19  ซึ่งอาหนิงจะเข้ารับการฉีควัคซีน ในวันที่ 12 พฤษภาคม  2564 ณ โรงพยาบาลบำราศนราดูร เวลา 13.00 นาฬิกา ข่าวที่เกี่ยวข้อง ประชาชนแสดงความเห็นว่า มาตรการเยียวยาโควิด-19 เป็นการช่วยเหลือ “ไม่ตรงจุด” กระทรวงการคลังได้ออกมาชี้แจงถึงประเด็นนี้แล้ว ! แพ้หนักอีก7ราย ! นศ.7คนมีอาการผิดปกติรุนแรงหลังได้รับวัคซีนป้องกันโควิด มีอาการ ตัวชา หายใจผิดปกติ เจ็บหน้าอก !   ซึ่งทางเราทราบผ่านผู้จัดการอาหนิง ว่า กระทรวงสาธารณสุข มีมติให้ฉีดวัคซีนซิโนแวคในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีสุขภาพแข็งแรง เพื่อป้องกันโอกาสผู้สูงอายุในพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดนั้นได้รับวัคซีนโดยเร็วที่สุด

อนุทิน ไม่บังคับ บิ๊กป้อม ฉีดวัคซีน รับมอบแอสตร้าฯ พร้อมเดินหน้าฉีดอายุ 60 ปีขึ้นไป

วันนี้ (8 มี.ค.) เมื่อเวลา 16.30 น. ที่คลังเก็บวัคซีน กรมควบคุมโรค นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สธ. และผู้บริหาร สธ. รับมอบวัคซีนโควิด 19 ของบริษัทแอสตร้าเซนเนก้า 117,300 โดส โดย นายอนุทินกล่าวว่า ได้มาตรวจสอบความเรียบร้อยกับตา พบว่า วัคซีนอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ถูกเก็บรักษาไว้ในห้องควบคุมอุณหภูมิตามมาตรฐาน จากนี้จะส่งตัวอย่างส่งให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ตรวจ ซึ่งวัคซีนนี้จะช่วยให้ฉีดครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย บุคลากรอายุ 60 ปีขึ้นไปใน 5 จังหวัด และบุคคลสำคัญของประเทศ เมื่อถามว่า ผู้นำประเทศที่จะฉีดวัคซีนของแอสตร้าฯ นอกจากนายกรัฐมนตรี จะฉีดให้คนอื่นด้วยหรือไม่ เช่นพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ นายอนุทิน กล่าวว่า แล้วแต่ท่านไปบังคับไม่ได้ พรุ่งนี้จะเรียนนายกฯ ว่ามีความพร้อมแล้ว ส่วนจะฉีดวันไหนท่านจะกำหนดลงมา อย่างไรก็ตาม นายกฯ ก็อยู่ในเกณฑ์ที่จะฉีดวัคซีน เพราะเป็นผู้นำประเทศ แสดงเจตจำนงว่าจะฉีดเพื่อให้เกิดความมั่นใจ มีการเดินทางบ่อยๆ ประชุมพบปะคนจำนวนมาก เมื่อถามถึงกรณี นายหยาง ซิน อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เข้ามาหารือวันนี้ นายอนุทิน กล่าวว่า มาหารือ 4 เรื่อง ได้แก่ 1.มายืนยันว่าทางการจีนอนุมัติวัคซีนซิโนแวค 8 แสนโดสให้ไทยแล้ว คาดว่ามาถึงไทยประมาณวันที่ 25 มี.ค. ซึ่งท่านอุปทูตรักษาการบอกมาอย่างนี้ ไม่ใช่ตนพูดเอง 2.ขอให้ไทยช่วยพิจารณาฉีดวัคซีนโควิดให้คนสัญชาติจีนที่พำนักอยู่ในไทย เรารับในหลักการ เพราะไทยจีนก็พี่น้องกัน โดยไทยจะทำหนังสือขอรับการสนับสนุนวัคซีนจากจีนในฐานะมิตรประเทศ ซึ่งนายหยางซินหารือกับนายกฯ มารอบหนึ่งแล้วขอให้ทำหนังสือแสดงความจำนงขอรับวัคซีน ซึ่งหากให้วัคซีนมาก็อาจระบุเงื่อนไขว่าให้ดูแลคนจีน 3.ขอให้พิจารณาร่วมกับประเทศจีน จัดตั้งศูนย์การฉีดวัคซีนให้ชาวจีนโพ้นทะเลในภูมิภาคอาเซียนหรืออินโดจีน ถ้าทำได้ ซึ่งฟังแล้วเป็นเรื่องที่ดี ถ้าตั้งได้ก็จะเกิดผลดีกับไทย จะได้นักท่องเที่ยวด้วย เพราะต้องฉีด 2 โดส กรมควบคุมโรคจะต้องไปหารือร่วมกับจีนว่าระหว่างรอฉีดเข็ม 1 เข็ม 2 จะสามารถท่องเที่ยวในไทยภายใต้มาตรการความปลอดภัยอย่างไร เรื่องนี้เรารับคอนเซ็ปต์มาก่อนแล้วมาหารือกัน ฟังดูแลเป็นสิ่งที่ควรเกิดขึ้น เป็นประโยชน์กับบ้านเมือง สร้างความมั่นใจ เป็นชื่อเสียงของประเทศ เราก็ต้องพิจารณาอย่างจริงจัง และ 4.เรื่องการยอมรับวัคซีนพาสปอร์ตระหว่าง 2 ประเทศ ซึ่งจะทำให้ผ่านการเข้าเมืองไม่ยุ่งยาก เป็นบับเบิลกัน ช่วยให้การกลับคืนภาวะปกติได้เร็วยิ่งขึ้น เศรษฐกิจเริ่มมีการหมุนเวียน มีการสัญจรไปมาของคนมากขึ้น เราต้องรีบทำก่อนที่คนอื่นจะทำ เพื่อให้คนท่องเที่ยวและประกอบธุรกิจเดินหน้า มีแต่เรื่องดีๆ ที่ท่านอุปทูตรักษาการหยางซิน ช่วยเหลือประสานงานให้เกิดประโยชน์ด้านสาธารณสุขตลอด ซึ่งหากชาติอื่นๆ ประสงค์อยากจะทำเช่นนี้ก็ได้หมด เรายินดี เมื่อถามถึง ค่าบริหารจัดการในการฉีดวัคซีนให้คนจีน นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องหารือกัน สมมติเขาให้วัคซีนมาหลายล้านโดส แล้วประชากรเขามีประมาณ 2 แสนคน แล้วให้เราช่วยฉีดให้ จะเอาหรือไม่ เป็นเรื่องน้ำใจซึ่งกันและกันด้วย อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ต้องเจรจากันก่อน และปรึกษากระทรวงการต่างประเทศเรื่องรูปแบบการออกหนังสือขอรับการสนับสนุนทางการจีนต้องทำอย่างไร                                                       ข้อมูลจาก Khaosod

“ศรีสุวรรณ” แจงชัด เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ไม่ต้องส่งคืน

“ศรีสุวรรณ” แจงชัด เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ไม่ต้องส่งคืน ถือเป็นอีกข่าวที่ได้รับความสนอกสนใจจากประชาชนจำนวนไม่น้อย เมื่อวันที่ 30 ม.ค.2564 นายศรีสุวรรณ จรรยาเลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวว่า ตามที่กรมบัญชีกลาง ตรวจสอบพบว่ามีคนชรารับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและเงินบำนาญไปพร้อมกัน มีจำนวนกว่า 15,000 คนทั่วประเทศ ซึ่งกรมการปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อตรวจสอบรายชื่อผู้สูงอายุเพื่อทวงคืนเงินทั้งหมดส่งกลับกรมบัญชีกลาง เป็นลาภมิควรได้จนกลายเป็นประเด็นปัญหาต่อผู้สูงอายุนั้น นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า การเรียกเงินคืนจากผู้สูงอายุในขณะนี้ ถือเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย เนื่องจากตามหลักกฎหมายว่าด้วย เป็นลาภมิควรได้ ตาม ป.พ.พ.มาตรา 412 ระบุว่าเมื่อบุคคลได้รับไว้โดยสุจริตจึงต้องคืนลาภมิควรได้เพียงส่วนที่ยังมีอยู่ในขณะเมื่อเรียกคืน เท่านั้นและใน มาตรา 419 ระบุว่าลาภมิควรได้ ห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดปีหนึ่งนับแต่เวลาที่ฝ่ายผู้เสียหายรู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่เวลาที่สิทธินั้นได้มีขึ้น ดังนั้นการจ่ายเบี้ยยังชีพให้กับผู้สูงอายุ เป็นการดำเนินการของรัฐบาลผู้เสียหาย คือ กรมบัญชีกลางกระทรวงการคลัง ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่เริ่มมีระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 2552 มีผลบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 22 ต.ค.2552 แล้ว รวมระยะเวลากว่า 11 ปี และกระทรวงการคลังเริ่มมีการตรวจพบปัญหาความซ้ำซ้ อนดังกล่ าวมาตั้งแต่เดือน พ.ย.2562 และต่อมากรมบัญชีกลางก็ได้มีหนังสือแจ้งไปยังกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นให้แจ้งจังหวัด อำเภอและท้องถิ่นต่าง ทวงถามการขอเงินคืนไปยังผู้สูงอายุต่างๆที่รับเงินซ้ำซ้อนดังกล่าว ซึ่งอาจเกินระยะเวลา 10 ปีตามที่ก ฎหมายกำหนดไปแล้ว นอกจากนั้นยังมีหลักฐานอีกว่านางนิโลบล แวววับศรี รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง ได้แถลงเองว่าเหตุผลที่เพิ่งตรวจสอบข้อมูลดังกล่ าว ทั้งที่การจ่ายเงินผู้สูงอายุเริ่มมาตั้งแต่ปี 2552 เพราะการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกระทรวงมหาดไทยกับกรมบัญชีกลางในเรื่องดังกล่าวเพิ่งจะมีการเชื่อมโยงอย่างสมบูรณ์เมื่อปี 2563 ดังนั้นข้อมูลที่พบว่ามีการรับเงิน 2 ทาง คือ ทั้งเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและเงินบำนาญจึงเกิดขึ้น ชี้ให้เห็นว่ากรมบัญชีกลาง และกระทรวงการคลัง เริ่มรับรู้ถึงความเ สียหายเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี หรือเกินระยะเวลา 10 ปีไปแล้ว จึงไม่มีสิทธิฟ้องร้องเรียกเงินคืน เพราะขาดอายุความไปแล้ว และยังมีแนวคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 10850/2559 ระบุไว้ชัดเจนว่าจำเล ยได้รับเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญไว้โดยสุจริตและนำไปใช้จ่ายหมดแล้วก่อนที่โจทก์จะเรียกคืน จำเลยจึงไม่ต้องคืนเงินดังกล่าวแก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 412 ดังนั้นการที่กรมบัญชีกลางเรียกคืนเงินดังกล่าว จึงใช้อำนาจกระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ทั้งนี้ นายศรีสุวรรณ จรรยา ระบุถึงปัญหา เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เผยไม่ต้องส่งคืน ถ้ารับไว้โดยสุจริต ไม่มีสิทธิ์ ฟ้องคดีขาดอายุความไปแล้ว

1 2 3 4