“ปาน ธนพร” โควิดทำพิษ ตัดพ้อ ไม่มีงานทำ!!

“ปาน ธนพร” โควิดทำพิษ ตัดพ้อ ไม่มีงาน อายุขนาดนี้แล้วจะทำอะไรดี ถ้าพูดถึงนักร้องสาวที่มีเสียงอันไพเราะเป็นเอกลักษณ์ ไม่ว่าจะร้องเพลงอะไร เพียงแค่เปล่งเสียงคนก็จำได้ทันที จึงทำให้เธอนั้นโด่งดังในวงการมานาน สำหรับ “ปาน ธนพร” ที่ล่าสุดเธอได้ออกมาตัดพ้อชีวิตตนเอง โควิดทำพิษ อายุขนาดนี้แล้วจะทำงานอะไรดี และได้ออกรายการ คุยแซ่บShow ทางช่อง One31 โดยเธอได้เผยอาการของแม่ที่นอนติดเตียงมาร่วม 17 ปี ด้วยอาการเส้นเลือดสมองตีบ หมดค่าใช้จ่ายกว่า 10 ล้านบาท ข่าวที่เกี่ยวข้อง “ปาน ธนพร” ขึ้นแท่นนักร้องสายบุญ! ส่องนักร้องดัง “ปาน ธนพร” ปัจจุบัน สถานการณ์โควิดแบบนี้รับผลกระทบอย่างไรบ้าง? ปานกล่าวว่า : “เรื่องโควิดตอนนี้พี่ว่าทุกชีวิตไม่ต่างกัน หนักเบาแล้วแต่ เราเองก็โดนอยู่แล้ว เพราะว่าเราเป็นนักร้องไม่ได้ร้องเพลงมาเป็นปีๆแล้ว ตั้งแต่มีโควิดไม่ได้มีงานร้องเพลงเลย จะมีก็แค่ออกรายการเล็กๆน้อยๆ พออยู่ได้ไป เราก็ยังดีกว่าอีกหลายๆชีวิตที่เขาลำบากมากที่เป็นข่าวเห็นๆกันอยู่ ที่โพสต์ไปถามว่าท้อกับชีวิตไหมก็เปล่า โพสต์ไปอย่างงั้นหาเรื่องสนุกๆไป  จริงๆเรามีความรู้สึกว่าเราเริ่มแก่แล้ว ถ้าเราคิดว่าหนึ่งวันคือชีวิตคน ตอนนี้ด้วยอายุของเรามันเลยตรงกลางมันเลยตรงเที่ยงมาแล้ว ถ้าเที่ยงมันคือชีวิตวัยรุ่น เราคือช่วงชีวิตบ่ายกำลังเข้าเย็น บ่านคล้อยเย็น เราต้องมานั่งคิดแล้วว่าชีวิตต่อจากนี้เราจะทำอะไร เราจะมีเป้าหมายอะไรต่อไปดี เราก็โพสต์เล่นๆเผื่อเพื่อนๆจะเข้ามาตอบสนุกสนาน เผื่อจะแนะนำอะไร” งั้นขอเคลียร์ที่ละประโยค ทีละความเข้าใจก่อน เห็นโพสต์ว่าอายุขนาดนี้จะไปทำอะไรดี พี่ปานจะไปทำอะไร จะออกจากวงการหรือเปล่า ?  ปานกล่าวว่า : “มันก็ไม่ขนาดนั้นหรอกก็อาจจะเห็นหน้ากันตามรายการเล็กๆ น้อยๆ คงไม่ได้เห็นกันเหมือนเมื่อก่อน เราก็มีเป้าหมายของเราที่เปลี่ยนไปก็คือเป้าหมายทางธรรม ซึ่งทุกวันนี้นอกจากเป็นจิตอาสาในกลุ่มบัวลอยที่ช่วยงานทางศาสนาเท่าที่เราทำได้ แต่งานพวกนี้มันเป็นงานที่ไม่ได้สตางค์ มันเป็นงานเรื่องใจ มันก็ต้องมานั่งคิดว่าชีวิตมนุษย์มันอยู่ได้ด้วยเรื่องปัจจัยก็เลยมานั่งคิดว่าเราจะทำอะไรดีแก่ป่านนี้แล้ว” คุณแม่ของพี่ปานตอนนี้เป็นยังงไงบ้าง? ปานกล่าวว่า : “ก็เป็นคนหนึ่งที่ต้องนอนอยู่อย่างนั้น นอนมา 17 ปีแล้ว คุณแม่เป็นเส้นเลือดตีบเมื่อปี 2545 รักษามาจนเอากลับมาได้ แต่ระหว่างทางมีอยู่ช่วงหนึ่งหลังจากหายเกือบ 100% ไปล้ม พอล้มก็ทำให้สะโพกหักก็ต้องผ่าตัด พอผ่าตัดกลับออกมาก็ต้องกายภาพ คุณแม่ก็เป็นคนชอบกินโน่นกินนี่ยังกินขนมหวานอยู่ไม่ค่อยมีวินัยมากก็ทำให้กลับมาตีบครั้งที่ 2 ซึ่งการตีบครั้งนี้เป็นการตีบที่หมอเตือนไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่า กลับไปเที่ยวนี้ซีเรียสนะเพราะถ้าตีบครั้งที่ 2 เอาคืนไม่ได้แล้วนะ แล้วการตีบครั้งที่ 2 มันเป็นการตีบที่ไปมีส่วนในการควบคุมการกลืนกับการพูดแล้วทำให้ซีกขวาจะนิ่ง คุณแม่ก็นอนด้วยอาการแบบนี้ 17 ปีแล้ว” ใน 17 ปีค่าใช้จ่ายเป็นยังไง? ปานกล่าวว่า :“หนักมาก ก็น่าจะเกิน 10 ล้าน เพราะว่าโรคพวกนี้จะเป็นแบบระยะยาว จะเป็นไปเรื่อยๆ ช่วง 5 ปีแรกเป็นปีที่ร่างกายมันขึ้นลง แล้วหลายครั้งก็เหมือนกับแม่จะไป เราก็ยื้อกัน ทุกอย่างมันใช้เม็ดเงินตลอด แต่ว่าอย่างหนึ่งปานรู้สึกขอบคุณเจ้ากรรมนายเวรที่มาเอาเรื่องแม่เราตอนเราไหว เขาก็ยังเมตตาที่มาเอาเรื่องแม่เราตอนเรายังมีกำลัง แรกๆ เราก็สู้กันมาตลอด อยู่ไปๆ เราก็เห็นแม่เราทรมานมากเลย เราก็คิดว่าเขาก็คงไม่อยากอยู่กับร่างที่เสื่อมขนาดนี้ คนเราไม่ใช่อยากจะตายก็ตายได้เราก็ได้แต่บอกแม่เราว่าแม่ใช้กรรมนะ ใช้ให้หมด จะได้ไม่มีอะไรติดค้างกัน ก็ได้แต่ปลอบใจกันแบบนี้ วันนี้เราทำได้แค่นิมนต์พระน้องชายให้ท่านเมตตาไปรับสังฆทานให้แม่ได้มีภาพจำ ให้จิตเขาจำว่าเขาทำบุญอะไรไว้เยอะ เพราะแม่ชอบทำบุญสมัยแข็งแรง เขาทำบุญสวดมนต์ตลอด แต่อย่างว่าคนเราก็มีกรรมเป็นของตัวเอง แม่ถือว่าเป็นครูสอนธรรมะได้ใกล้ตัวที่สุด เราเลยเห็นมันเลยทำให้เราปลงอะไรได้เริ่มจากการเห็นแม่เราก่อน ต่อให้เราพยายามแค่ไหนมันไม่มีอะไรใหญ่กว่ากรรมเลย” คิดว่า 17 ปีแล้วจะมีปาฏิหาริย์ไหม คุณแม่จะมีโอกาสกลับมาพูดกับเราอีกได้ไหม? ปานกล่าวว่า : “17 ปีมันยาวนานมากสำหรับคนๆ หนึ่งที่ต้องทรมานบนนี้ จริงๆ มีอยู่ช่วงหนึ่งที่คุณแม่กลับมาทานอาหารได้ เราก็ดีใจกันมากว่าแม่กินข้าวได้แล้วนะ แต่ว่าเขาสำลักด้วยความที่เขาไม่ได้กินมานาน อันนี้ก็เป็นอีกแมตช์หนึ่งที่เกือบไป พอสำลักก็ทำให้เศษข้าวเข้าไปในปอดแล้วก็เข้าไอซียู คุณหมอก็สั่งว่าห้ามกินต่อไปนี้ให้กลับไปกินแบบสายยางเหมือนเดิมก็จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ถ้าขอได้ก็อยากให้เขาพูดได้ ก็ภูมิใจในตัวเขา เขาคือนักสู้สำหรับพี่นะ แม่เป็นนักสู้สุดๆ เลย ไม่ได้แสดงอาการว่าสู้คนแต่ก็ไม่ให้ใครมารังแกได้ เป็นมนุษย์ที่ใช้ชีวิตบนความกล้าหาญ ถึงแม้จะมีทุกข์แม่ก็เผชิญ แม่จะพูดเสมอว่าจำเอาไว้เลยนะวันหนึ่งที่พวกแกไปมีลูก แกต้องเลี้ยงลูกให้เขาอยู่ให้ได้โดยที่ไม่มีแกแล้ว อย่าเลี้ยงลูกให้ตัวเองรักคนเดียว ต้องเลี้ยงลูกให้คนอื่นเขารักลูกแก มันถึงจะถูก” พี่ปานไม่มีความรักเลยเหรอ? ปานกล่าวว่า : “มันเคยมีทุกอย่างแล้ว เราผ่านมาหมดแล้ว ความรักเราก็มีความรักที่ดีที่จบดี ส่วนใหญ่เราก็จะจบดีๆ ไม่ใช่เราไม่รู้จักรัก เรารู้จักมาหมดแล้ว แต่วันนี้การมีคู่ไม่ใช่สิ่งที่เราเลือก แต่เราขอเลือกที่อยากจะเรียนรู้ใจตัวเองมากกว่า มันก็เลยไม่ได้มีเรื่องนี้ให้คนเห็นมากนัก ถ้าวันนี้มีใครซักคนเข้ามาในชีวิต มีโอกาสไหม ปิดตายหรือยัง? ปานกล่าวว่า : […]

ในที่สุด! แม่โผกอดว่าที่สะใภ้ หลังรู้ว่าเป็นลูกสาวที่หายไป เมื่อ 20 ปีก่อน

รายงานของสื่อจีน ได้ระบุว่า ระหว่างที่พิธีการแต่งงานของคู่รักหนุ่มสาว กำลังดำเนินพิธีการแต่งงานไปด้วยความอบอุ่นนั้น ฝ่ายแม่เจ้าบ่าวก็ได้สังเกตเห็นถึง ‘ปาน’ ที่มือของลูกสะใภ้ของตน ซึ่งปานดังกล่าวมีลักษณะที่ดูคุ้นตา และเหมือนปานของลูกสาวของเธอที่หายตัวไปไม่มีผิด เรื่องราวดังกล่าวทำให้เธอตกใจเป็นอย่างมาก และไม่อาจเก็บงำความสงสัยนี้ต่อไปได้ จนในที่สุดแม่ของเจ้าบ่าวรายนี้ก็ได้ตัดสินใจถามกับพ่อแม่ของเจ้าสาวไปตรง ๆ ว่า“พวกคุณรับเด็กคนนี้มาเลี้ยงหรือเปล่า?” ด้านพ่อแม่ของเจ้าสาวก็รู้สึกตกใจกับคำถามดังกล่าวเป็นอย่างมาก เพราะเรื่องที่พวกเขารับตัวเจ้าสาวมาเลี้ยงนั้นมันเป็นเรื่องราวที่เขาเก็บเป็นความลับ และไม่เคยบอกใครมาก่อนเลย ในที่สุดความจริงจะถูกเปิดเผยว่าทั้งคู่นั้นพบทารกเพศหญิงคนหนึ่งที่ข้างถนนเมื่อ 20 ปีก่อน เลยตัดสินใจที่จะช่วยเหลือและรับเธอมาเลี้ยง ซึ่งเด็กผู้หญิงคนนี้ก็คือ ‘ลูกสาวของแม่เจ้าบ่าว’ นั่นเอง เนื้อหาอื่นที่เกี่ยวข้อง ชาวเน็ตเห็นใจ! เมื่อแม่โพสต์เห็นกระดาษที่ลูกเขียนถึงตัวเอง ไม่คิดว่าจะเขียนขนาดนี้ เปิดใจ “คุณแม่เจ้าบ่าว” มือตบกบาลลูกชายตัวดี หลังบุกงานแต่งกับลูกสะใภ้ เมื่อความจริงทั้งหมดได้ปรากฎขึ้น ทางด้านเจ้าสาวก็ได้หลั่งน้ำตาแห่งแห่งความสุขออกมา ก่อนจะโผเข้าสวมกอดแม่เจ้าบ่าวทั้งน้ำตา เจ้าสาวได้กล่าวว่าการได้เจอกับพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดในครั้งนี้นั้น เป็นเรื่องที่น่ายินดีกว่าการแต่งงานของเธอในครั้งนี้เสียอีก อย่างไรก็ตามงานแต่งในครั้งนี้ก็ยังสามารถดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น ท่ามกลางการแสดงความยินดีจากแขกเหรื่อ เพราะถึงแม้ว่าเจ้าสาวจะเป็นลูกแท้ ๆ ของแม่เจ้าบ่าวก็จริง แต่ทั้งสองก็ไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดเลยแม้แต่น้อย เพราะหลังจากที่แม่ของเจ้าบ่าวได้พยายามตามหาลูกสาวที่หายตัวไปมานานหลายปี แต่ก็ไม่พบตัวนั้น ทำให้เธอได้ตัดสินใจรับเด็กชายคนหนึ่งมาเลี้ยงเป็นลูกแทน ซึ่งเด็กชายคนนั้นก็คือ ‘เจ้าบ่าว’ ในงานนี้นั่นเอง