นพ.มนูญแนะ ! อย่ารังเกียจผู้ป่วยที่รักษาหายแล้ว คาดติดทุกคน ต้องเรียนรู้อยู่กับมัน…

นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC” ระบุว่า ทำไมถึงซ้ำเติมคนติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ขณะนี้ประเทศไทยมีผู้ป่วยโควิดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกวัน คนไทยใจอารี ระดมทุนช่วยเหลือหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ อาหาร ยา สมุนไพร หน้ากากอนามัย และอื่นๆอีกมากมาย เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วย และบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้าที่ดูแลผู้ป่วย ข่าวอื่นๆเพิ่มเติม สองชั้นถึงเอาอยู่ นพ.มนูญ แนะสวมหน้ากาก 2 ชั้น ป้องกันโควิดได้มากกว่า ฝากเตือน! ยอดเสียชีวิต-ติดเชื้อโควิดพุ่ง “หมอมนูญ”คาด 100 วันข้างหน้าจะเป็น 100 วันอันตราย   แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ผู้ป่วยโรคโควิดที่รักษาหายแล้ว รักษาและกักตัวที่บ้านต่อจนครบ 3-4 สัปดาห์ พ้นระยะแพร่เชื้อแล้ว ยังถูกสังคมรังเกียจ เจ้านายไม่ให้กลับไปทำงาน เช่น เป็นลูกจ้าง เป็นคนงานทำความสะอาดบ้าน แม่ค้าแถวบ้านไม่ยอมขายของให้ ญาติพี่น้องรังเกียจ เหมือนที่สังคมเคยปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยวัณโรค ผู้ป่วยโรคเหล่านี้ถูกตีตรา และรังเกียจจากสังคมตั้งแต่อดีต ปัจจุบันก็ยังรังเกียจ แต่ลดน้อยลงควรหรือ ที่เราทำแบบนี้ ?? เชื้อไวรัสโควิดมีชีวิตอยู่ในตัวคนที่ป่วยน้อยถึงปานกลางได้ไม่เกิน 14 วัน ในคนป่วยหนักได้ไม่เกิน 20 วัน ถึงจะไปตรวจแยงจมูกตรวจหาเชื้อไวรัสซ้ำ สิ่งที่เจอคือ ซากเชื้อตาย ไม่ใช่เชื้อที่มีชีวิตอีกต่อไป ไม่สามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้หลังหายจากโรคนานกว่า 3 สัปดาห์แล้ว เรายิ่งควรมีเมตตากรุณาต่อคนที่เคยป่วย เพราะบางคนป่วยมากเจียนตายกว่าจะรอดกลับมามีชีวิต บางคนอาจมีสภาพปอดไม่เหมือนเดิมด้วย ตอนป่วยก็ขาดรายได้ หายแล้วนายจ้างไม่ยอมให้กลับมาทำงาน ขาดรายได้ต่อไป ไม่มีงานทำ ไม่มีอะไรจะกิน เราต้องให้เขากลับมาทำงาน คนที่หายป่วยแล้วเขามีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ ไม่แพร่เชื้อให้คนอื่น แต่อย่างไรก็ตามแนะนำให้คนที่เคยติดเชื้อ ฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า ไฟเซอร์ หรือโมเดอร์นา 1 เข็มภายในเวลา 3 เดือน หลังจากที่หายป่วยเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ผมเชื่อว่าเกือบทุกคน ไม่ว่าจะฉีดวัคซีนตัวไหนก็ตาม จะติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ไม่ช้าก็เร็ว เราต้องเรียนรู้อยู่กับมัน อย่ารังเกียจผู้ที่ติดเชื้อซึ่งหายเป็นปกติแล้ว พวกเขาควรได้กลับมาใช้ชีวิตเหมือนคนอื่นๆ ควรมีจิตเมตตาให้เพื่อนมนุษย์เสมอ

พร้อมยินดีให้ตรวจสอบ ! ผอ.รพ. อ่างทอง ออกมาชี้แจง กรณีลูกชายมีรายชื่อ ” ฉีดวัคซีนไฟเซอร์ ” ซึ่งไม่ได้เป็นบุคลากรทางการแพทย์

พร้อมยินดีให้ตรวจสอบ ! ผอ.รพ. อ่างทอง ออกมาชี้แจง กรณีลูกชายมีรายชื่อ ” ฉีดวัคซีนไฟเซอร์ ” ซึ่งไม่ได้เป็นบุคลากรทางการแพทย์ นายแพทย์ประภาส ลี้สุทธิพรชัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอ่างทอง ออกมาชี้แจง หลังเกิดดราม่ามีผู้นำข้อมูลรายชื่อบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขด่านหน้า ที่เข้ารับการฉีดวัคซีนไฟเซอร์เข็มที่ 3 ในวันที่ 10 -11 สิงหาคม พ.ศ.2564 ที่ผ่านมา ปรากฏว่า มีชื่อของ ลูกชายผู้อำนวยการ ซึ่งไม่ได้เป็นบุคลากรทางการแพทย์ของทางโรงพยาบาลร่วมฉีดด้วย ในการบริหารการฉีดวัคซีนของทางโรงพยาบาล จะเป็นในรูปคณะกรรมการภายในโรงพยาบาล โดยมีรองผู้อำนวยการทุกฝ่ายร่วมกันพิจารณา ซึ่งตนไม่ได้ร่วมเป็นคณะกรรมการ สำหรับรายชื่อที่มีผู้นำไปเผยแพร่ ทำให้เกิดดราม่าขึ้น ซึ่งตนยอมรับว่าได้มีการสำรวจบุคลากรในรอบแรกทุกที่ ที่ประสงค์รวมถึงคลินิกต่าง ๆ ที่สัมผัสเสี่ยงสูงกับคนไข้ แต่ไม่ได้จัดสรร ตนยืนยันว่าลูกชายไม่ได้ฉีดวัคซีนไฟเซอร์เข็มที่ 3 ที่โรงพยาบาลอ่างทอง และไม่มีความประสงค์ที่จะให้มีรายชื่อฉีดวัคซีนไฟเซอร์ในโรงพยาบาลอ่างทองด้วย ตนนั้นพร้อมที่จะเปิดเผยรายชื่อข้อมูลอย่างโปร่งใส สำหรับผู้ที่มีรายชื่อฉีดวัคซีน ซึ่งจะขอให้ทำการตรวจสอบได้ และขอยืนยันว่าการบริหารวัคซีนเป็นวัคซีนของบุคลากรด่านหน้าทุกคน ซึ่งสามารถสอบถามได้จากเจ้าหน้าที่ว่าได้รับการจัดฉีดวัคซีนแล้วทุกคน ข่าวที่เกี่ยวข้อง ไม่รอช้า ! นายกฯ นิวซีแลนด์ ” ประกาศล็อกดาวน์ ระดับที่ 4 ทั่วประเทศ ” เหตุ เพราะพบผู้ติดเชื้อใหม่ 1 ราย ขอโทษทั้งน้ำตา ! แพทย์หญิง เปิดหมดเปลือกพาแม่ และพี่สาว ” ฉีดวัคซีนไฟเซอร์ ” ก้นขวดที่ทิ้งแล้ว ยืนยันว่า ” ไม่ได้แย่งด่านหน้า ”  ด้าน นพ.กิตติ อิ่มใจ รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร ที่รับผิดชอบดูแลการฉีดวัคซีนของบุคลากรใน รพ. เปิดเผยว่า สำหรับข้อเท็จจริงที่ถูกนำไปเผยแพร่ เป็นข้อมูลที่นำเสนอว่าบุคลากรคนใดต้องการวัคซีนชนิดใด ซึ่งเป็นข้อมูลร้องขอที่จะต้องนำไปพิจารณาลำดับความสำคัญ ของบุคลากรในความเสี่ยงที่ทำงานด้านหน้า ซึ่งทางคณะกรรมการได้ขอให้แต่ละหน่วยงานส่งรายชื่อบุคลากรที่เป็นด่านหน้าที่มีความจำเป็นมา รวมถึงคลินิกต่าง ๆ ที่มีความเสี่ยงสูง โดยยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน  สำหรับลูกชายท่านผู้อำนวยการที่มีชื่อปรากฏ ซึ่งเป็นแพทย์ที่ทำงานอยู่ด่านหน้าเช่นกัน ก็ไม่ได้รับการฉีดวัคซีน เพราะได้รับการฉีดวัคซีนที่โรงพยาบาลต้นสังกัด ซึ่งทางโรงพยาบาลอ่างทอง ได้รับการจัดสรรโควต้าในการฉีดวัคซีนให้กับบุคลากรทางการแพทย์ จำนวน 545 โดส จากยอดทั้งหมด 648 คน ซึ่งจัดสรรตามความสำคัญ แต่ยังไม่เพียงพอในการฉีด นพ.กิตติ กล่าวต่อว่า ตนยืนยันว่าคณะกรรมการได้ทำการจัดลำดับความสำคัญของบุคลากรทางการแพทย์อย่างโปร่งใส แต่ต้องยอมรับว่าในการลงทะเบียนฉีดวัคซีนไฟเซอร์เข็มที่ 3 อาจจะมีบุคลากรบางส่วนยังไม่ได้ลงชื่อหรือลงชื่อเป็นบางส่วนไม่ครบ ซึ่งทางคณะกรรมการไม่สามารถลงไปตรวจสอบรายละเอียดได้ทุกราย สำหรับตนเองไม่ตำหนิผู้ที่นำข้อมูลไปเผยแพร่ เพราะข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลชุดแรกที่ยังไม่ได้ทำการพิจารณา ซึ่งหลังจากการพิจารณาแล้วเป็นข้อมูลสุดท้ายที่บุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลอ่างทอง ที่มีความสำคัญเรียงลำดับมีความจำเป็นที่ต้องฉีดทั้งหมดต่อไป

แชร์กระหน่ำ !! เจ้าหน้าที่ด่านหน้าเข้ารับไฟเซอร์ ถือป้ายขอบคุณ “โจ ไบเดน”

จากกรณีที่ประเทศไทย ได้รับการบริจาค วัคซีนไฟเซอร์ จากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา โดยล็อตแรกมาถึงประเทศไทยแล้วกว่า 1.5 ล้านโดส เมื่อวันที่ 30 ก.ค. ที่ผ่านมา โดยขณะนี้วัคซีนล็อตดังกล่าว ได้ถูกนำไปแจกจ่ายให้เแก่บุคลากรทางการแพทย์แล้วเมื่อวันที่ 9 ส.ค. ล่าสุด วันนี้ (9 ส.ค.) แฟนเพจ วิวาทะ V2 มีการเผยแพร่ภาพบุคลากรแพทย์รายหนึ่ง ถือป้ายขอบคุณ โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระหว่างการได้รับวัคซีนไฟเซอร์ ข่าวที่เกี่ยวข้อง วิจารณ์เดือด ! ได้ไฟเซอร์จากสหรัฐฯ แต่ใส่ชื่อตัวเองมอบ แบบนี้ก็ได้หรอ ? ไฟเซอร์ ถึงมือใครบ้าง ! เช็คด่วน แพทย์ด่านหน้าได้ครบหรือไม่ โดยในป้ายกระดาษดังกล่าว มีรูปแบบคล้ายป้ายประชาสัมพันธ์งานบวช งานแต่ง หรือป้ายขอบคุณที่คนไทยมีความคุ้นเคย พร้อมกับข้อความ ระบุ “นายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา มอบวัคซีน Pfizer ให้บุคลากรทางการแพทย์” ทั้งนี้หลังภาพดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไปชาวเน็ตได้เข้าคอมเมนต์เป็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่แซวว่าเป็นการขอบคุณถูกคนแล้ว เรียกได้ว่าเป็นที่ฮือฮาบนโลกออนไลน์เป็นอย่างมาก        

รพ.รามาธิบดี ออกประกาศ งดให้บริการในหลายส่วน ยกเว้นกรณีเร่งด่วน

 โรงพยาบาลรามาธิบดี ออกประกาศ งดให้บริการในหลายส่วน หลังเผชิญปัญหาขาดแคลนบุคลากร หลังพบบุคลากรติดเชื้อโควิดสะสมกว่า 300 ราย โดยประกาศระบุว่า เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทวีความรุนแรงและแพร่กระจายเป็นวงกว้าง มีผู้ป่วยเข้ามารับการรักษาเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องขณะนี้มีผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ที่รับไว้ดูแล 1,000 ราย ผู้ป่วยแยกกักตัวที่บ้าน (Home Isolation) กว่า 350 รายผู้ป่วยรอค้างเข้ารักษาในโรงพยาบาลกว่า 200 ราย และรอค้างที่ห้องฉุกเฉินเป็นจำนวนมาก ข่าวอื่นๆเพิ่มเติม สลด ! ลูกสาวป่วยติดเตียง เสียชีวิตเพราะโควิด พ่อทำใจไม่ได้โดดตึกเสียชีวิต อัปเดตข้อมูลเพิ่มเติมของหญิงสาวที่กระโดดBTSดับ ภายใต้มาตรการที่เข้มงวดในการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ขณะนี้บุคลากรที่ปฏิบัติงานภายในคณะฯ ติดเชื้อสะสมกว่า 300 ราย ทำให้โรงพยาบาลขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ที่จะดูแลผู้ป่วย การให้บริการใกล้ถึงขั้นเกินขีดความสามารถที่จะสามารถดูแลประชาชน ดังนั้น โรงพยาบาลรามาธิบดี จึงขอประกาศมาตรการ ดังต่อไปนี้ 1.งดผ่าตัดที่นัดล่วงหน้า (Elective Case) ทุกประเภทยกเว้นกรณีเร่งด่วนฉุกเฉินเท่านั้น 2.งดการให้บริการที่ห้องฉุกเฉินยกเว้นในกรณีฉุกเฉินเท่านั้น 3.ลดการมาตรวจที่หน่วยตรวจผู้ป่วยนอก นัดตรวจทางไกล Telemedicine และรับยาทางไปรษณีย์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มีความห่วงใยประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์ทุกท่าน ขอให้ท่านปลอดภัยจากการติดเชื้อโควิด-19 และปฏิบัติตามมาตรการ DMHTT อย่างเข้มงวดและสม่ำเสมอ

1 2 3 5