ธนาคารกรุงไทย เผย 5 ขั้นตอนยืนยันตัวตน คนละครึ่งเฟส 2 ผ่านทาง ATM กรุงไทย

จากกรณีที่กระทรวงการคลังเปิดให้ผู้สนใจลงทะเบียน “คนละครึ่ง เฟส 2” แต่เนื่องจากหลายท่านประสบปัญหา “ยืนยันตัวตนคนละครึ่ง” ไม่ผ่านนั้น ล่าสุด วันนี้ (17 ธ.ค.63) ธนาคารกรุงไทย ชี้แจงผ่านเฟซบุ๊ก Krungthai Care ถึงวิธีการช่วยเหลือประชาชนให้นำบัตรประชาชนมายืนยันตัวตนได้ที่ตู้เอทีเอ็มกรุงไทยกว่า 3,300 ตู้ทั่วประเทศ โดยมี 2 วิธี คือ 1. ไปยืนยันตัวตนที่ ธนาคารกรุงไทย ทุกสาขาทั่วประเทศ 2. ไปยืนยันตัวตนผ่าน ตู้ ATM สีเทา รุ่นใหม่ของธนาคารกรุงไทย กว่า 3,300 ตู้ ทั่วประเทศ โดยวิธียืนยันตัวตนคนละครึ่ง ผ่านตู้ ATM ของกรุงไทย ทำได้ดังนี้ 1. ค้นหาตู้เอทีเอ็มกรุงไทย (ตู้สีเทา) ใกล้ตัว ด้วยการพิมพ์ “ATM กรุงไทย ยืนยันตัวตน” ผ่านแอปพลิเคชัน Google Map จากนั้น แผนที่จะถูกเปิดขึ้นมาและแสดงตู้เอทีเอ็มกรุงไทยที่อยู่ใกล้คุณมากที่สุด หลังจากนั้นให้นำบัตรประชาชนไปที่ตู้ด้วย 2. เลือกเมนู “ยืนยันตัวตน” ที่ตู้เอทีเอ็มกรุงไทย โดยเจ้าตัวต้องเดินทางไปเอง ผู้อื่นไม่สามารถทำแทนได้ และกด “ยืนยันการเป็นเจ้าของบัตรประชาชน” 3. คลิกยินยอมให้ “เปิดเผยข้อมูลพิสูจน์ตัวตน” 4. เสียบบัตรประชาชน เพื่อให้ระบบตรวจสอบข้อมูลยืนยันตัวตน 5. ดำเนินการต่อบนแอป “เป๋าตัง” ให้โหลดแอปพลิเคชันเป๋าตังรอได้เลย โดยไม่ต้องรอข้อความยืนยัน และหากยืนยันตัวตนสำเร็จได้รับสิทธิ์แล้วจะมี SMS เข้ามาในเบอร์โทรศัพท์ของภายใน 3 วัน

ชาวบ้านอัดคลิปโพสต์ลงโซเชียล กำลังจะไปร่วมชุมนุมใหญ่ เจอด่านตรวจยึดบัตรประชาชน

เมื่อช่วงดึกวานนี้ (18 ก.ย.63) มีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ สังวาลย์ ศรีวิชัย ได้โพสต์คลิปวิดีโอ ขณะกำลังนั่งรถจาก จ.ลำพูน จะไปร่วมการชุมนุมของคณะประชาชนปลดแอก ในวันที่ 19 ก.ย. ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ กรุงเทพฯ แต่ถูกสกัดกั้นจากตำรวจด่านแม่ทา จ.ลำพูน โดยเจ้าของเฟซบุ๊กมีการพูดบรรยายในคลิปวิดีโอดังกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจมีการขอตรวจบัตรประชาชนของทุกคนที่จะเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ทั้งที่เป็นสิทธิส่วนตัวของเราจะไปไหนก็ได้ ทำไมต้องเอาบัตรประชาชนของประชาชน เป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนอย่างร้ายแรงที่สุด

คนที่มีบัตรประชาชนไทย ควรได้เงินชดเชยเท่ากันทุกคน

จากสถานการณ์การแพร่กระจายของ CO VID ที่มีผู้ได้รับผลกระทบจำนวนมาก ซึ่งทางรัฐบาลกำลังหาแนวทางช่วยเหลือ โดยการแบ่งเป็นกลุ่มย่อยๆเพื่อให้ความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม เรียกได้ว่ากระแสคนที่พลาดหวัง ไม่ได้เงินจากโครงการเราไม่ทิ้งกัน 15,000 บาท ล่าสุด ศ.ดร.สุชาติ​ ธา​ดา​ธำ​รง​เวช​ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง​ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษา โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการได้รับ เงินเยียวยา จากรัฐบาลในทุกโครงการที่ได้รับความเดือดร้อนจากวิกฤติโควิด-19 โดยระบุว่า ”คนที่มีบัตรประชาชนไทย ควรได้เงินชดเชยเท่ากันทุกคน” แค่มีบัตรประชาชน เพื่อจบทุกปัญหา และเพื่อแก้ไชปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน 1. รัฐบาลไทยใช้ เงินเยียวยา จำนวนมากถึง 1.9 ล้านล้านบาท คิดเป็น 11.4% ของผลผลิตของชาติ​ (GDP) เพื่อแก้วิกฤติโรคระบาดโควิด19 โดยเป็นเงินกู้ถึง 1 ล้านล้านบาท ประชาชนไทยทุกคน ต้องร่วมกันเป็นหนี้เพิ่มขึ้น ซึ่งจะต้องเก็บภาษีในอนาคตมาใช้คืน 2. รัฐบาลมีเป้าหมายกู้เงิน เพื่อมาชดเชย เป็น เงินเยียวยา ประชาชน 600,000 ล้านบาท และฟื้นฟูเศรษฐกิจ 400,000 ล้านบาท​ 3. วิธีการจ่าย เงินเยียวยาเราไม่ทิ้งกัน ของรัฐบาล มีเงื่อนไขยุ่งยากมาก ชดเชยประชาชนแต่ละคนไม่เหมือนกันและไม่เท่ากัน เช่น การให้ประชาชนที่ค้าขายทำงานเอง​ และแรงงานที่ไม่อยู่ในระบบประกันสังคม คนละ 5,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 3 เดือน มีประชาชนลงทะเบียนกว่า 28 ล้านคน เดิมรัฐบาลจะให้ 9 ล้านคน แต่หลังๆ มานี้ รัฐบาลได้เพิ่มผู้มีสิทธิเป็น 14 ล้านคน แล้วก็เพิ่มเป็น 16 ล้านคน เนื่องจากเงื่อนไขมาก จึงเกิดความล่าช้าไม่ทันกาล ในขณะที่ประชาชนไม่มีรายได้ไม่มีกิน  

แนวใหม่…!! แนะหนทางเงินเยียวยา คนที่มีบัตรประชาชน ให้ได้ 15,000บ.ทุกคน

เรียกได้ว่ากระแสคนที่พลาดหวัง ไม่ได้ เงินจากโครงการเราไม่ทิ้งกัน  15,000 บาท ล่าสุด อดีตรมว.คลัง แสดงความคิดเห็นเรื่องเงินเยียวยา แนะ แนวทางใหม่ ให้เงินเยียวยาเท่าเทียมกันทุกคน เพียง มีบัตรประชาชน เพื่อจบทุกปัญหา และเพื่อแก้ไชปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ออกมาแนะ วิธีการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่เหมาะสมและรวดเร็ว คือ การใช้บัตรประชาชนเพราะข้อมูลมีอยู่ครบถ้วนแล้ว และคนไทยทุกคนต้องได้รับเงินชดเชยเท่ากันอย่างถ้วนหน้า ซึ่งการที่รัฐบาลใช้เงินจำนวนมากถึง 1.9 ล้านล้านบาท คิดเป็น 11.4% ของผลผลิตของชาติ (GDP) เพื่อแก้วิกฤตโรคระบาดโควิด-19 โดยเป็นเงินกู้ถึง 1 ล้านล้านบาท ประชาชนไทยทุกคน จะร่วมกันเป็นหนี้เพิ่มขึ้น ซึ่งจะต้องเก็บภาษีในอนาคตมาใช้คืน “เหตุและความเดือดร้อน หรือ ผลกระทบที่เกิดจากวิกฤตโรคระบาดโควิด-19 มีทั่วโลก และคนไทยทุกคนก็ได้รับผลกระทบที่ไม่แตกต่างกัน ดังนั้น รัฐบาลจึงควรชดเชยทุกคนเท่ากันทันที ไม่ยุ่งยาก ไม่ล่าช้า ไม่มีเงื่อนไขมาก และการให้เงินชดเชยไม่เท่ากัน จะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำและไม่เป็นธรรม อีกทั้ง ทุกคนรับรู้และรู้สึกได้ทั่วกันอย่างเสมอหน้า ดังนั้น ทุกคนที่ถือบัตรประชาชนไทยควรได้เงินชดเชยเท่ากันทุกคน”อดีต รมว.คลัง กล่าว นายสุชาติ กล่าวต่อวา การชดเชยแรงงานในระบบประกันสังคมยิ่งยุ่งยากใหญ่ ล่าช้าและไม่เท่าเทียม ส่วนเกษตรกรกลับชดเชยให้เป็นครอบครัว ซึ่งลักลั่นและแตกต่างกับกรณีเยียวยาทั่วไป จึงไม่มั่นใจวิธีการและที่มา หรือ ฐานคิดที่ใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ ดังนั้นทุกคนที่ถือบัตรประชาชนไทย ควรได้เงินชดเชยเท่ากันทุกคน ”มีบัตรประชาชนไทย ควรได้เงินชดเชยเท่ากันทุกคน” 1. รัฐบาลไทยใช้เงินจำนวนมากถึง 1.9 ล้านล้านบาท คิดเป็น 11.4% ของผลผลิตของชาติ​ (GDP) เพื่อแก้วิกฤตโรคระบาดโควิด19 โดยเป็นเงินกู้ถึง 1 ล้านล้านบาท ประชาชนไทยทุกคน ต้องร่วมกันเป็นหนี้เพิ่มขึ้น ซึ่งจะต้องเก็บภาษีในอนาคตมาใช้คืน 2. รัฐบาลมีเป้าหมายกู้เงิน เพื่อมาชดเชยการเยียวยาประชาชน 600,000 ล้านบาท และฟื้นฟูเศรษฐกิจ 400,000 ล้านบาท​ 3. วิธีการเยียวยาของรัฐบาล มีเงื่อนไขยุ่งยากมาก ชดเชยประชาชนแต่ละคนไม่เหมือนกันและไม่เท่ากัน เช่น การให้ประชาชนที่ค้าขายทำงานเอง​ และแรงงานที่ไม่อยู่ในระบบประกันสังคม คนละ 5,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 3 เดือน มีประชาชนลงทะเบียนกว่า 28 ล้านคน เดิมรัฐบาลจะให้ 9 ล้านคน แต่หลังๆ มานี้ รัฐบาลได้เพิ่มผู้มีสิทธิเป็น14 ล้านคน แล้วก็เพิ่มเป็น 16 ล้านคน เนื่องจากเงื่อนไขมาก จึงเกิดความล่าช้าไม่ทันกาล ในขณะที่ประชาชนไม่มีรายได้ไม่มีกิน 4. การชดเชยแรงงาน ในระบบประกันสังคมก็ยิ่งยุ่งยากใหญ่ ล่าช้าและไม่เท่าเทียม 5. การชดเชยเกษตรกร กลับชดเชยให้เป็นต่อครอบครัว ซึ่งลักลั่นกับกรณีเยียวยา 6. กรณีนี้ เหตุเกิดจากวิกฤตโรคระบาดโควิด 19 ทั่วโลก ประชาชนไทยทุกคนได้รับผลกระทบ รัฐบาลจึงควรชดเชยทุกคน “เท่ากัน” ทันที ไม่ยุ่งยาก ไม่ล่าช้า ไม่มีเงื่อนไขมาก การให้เงินชดเชยไม่เท่ากันนั้นไม่เป็นธรรม ”มีบัตรประชาชนไทย ควรได้เงินชดเชยเท่ากันทุกคน” ศ.ดร.สุชาติ​ ธา​ดา​ธำ​รง​เวช​ อดีตรมว.คลัง​ อดีตรมว.ศึกษา 10 พฤษภาคม 2563   ********************************************** (ขอขอบคุณเรื่องจาก ธรรมมหารัฐ ศ.ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช)

1 2 3 4