เปิดผลสอบ เนตร นาคสุข ไม่สั่งฟ้องคดี บอส อยู่วิทยา เพราะด้วยเหตุผลนี้…?

ความคืบหน้ากรณีของ นายเนตร นาคสุข อดีตรองอัยการสูงสุด ที่สั่งไม่ฟ้อง นายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ บอส อยู่วิทยา คดีขับรถโดยประมาทอันเป็นสาเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จากการขับรถยนต์ชน ด. ต. วิเชียร กล่ำประเสริฐ สังกัด สน.ทองหล่อ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2555 นำมาสู่การตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงและสอบวินัย นายเนตร นาคสุข นั้น ข่าวอื่นๆเพิ่มเติม คณะกรรมการสอบสวน เร่งถอดคลิปเสียง คำต่อคำ คดีบอส อยู่วิทยา ให้เวลา 7 วัน!! ส.ส.พรรคก้าวไกล ยื่นหนังสือถึง นายกรัฐมนตรี เร่งรัดคดี บอส อยู่วิทยา ทายาทกระทิงแดง คืบหน้าวานนี้ (4 กันยายน 2564) แนวหน้า มีรายงานข่าวจากสำนักงานอัยการสูงสุดว่า หลังจาก นายกายสิทธิ์ พิศวงปราการ อดีตอธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญา ปัจจุบันเป็นกรรมการอัยการผู้ทรงคุณวุฒิ ได้เป็นประธานคณะกรรมการร่วมกับพวก 5 คน สอบข้อเท็จจริงและสอบวินัยนายเนตร นาคสุข ได้สรุปสำนวนการสอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว โดยพิจารณาแล้วมีความเห็นว่า กรณีดังกล่าวเป็นการผิดวินัยไม่ร้ายแรง ไม่พบว่าเป็นการสั่งคดีโดยมีการทุจริต เป็นเพียงการบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่เท่านั้น ทั้งนี้ สมควรให้เสนองดบำเหน็จบำนาญและไม่เลื่อนขั้นเป็นเวลา 2 ปี และไม่เสนอให้เป็นอัยการอาวุโส โดยจะเสนอที่ประชุมคณะกรรมการอัยการพิจารณากลางเดือนกันยายนนี้ ทั้งนี้ การเสนอความเห็นผลสอบของคณะกรรมการสอบสอบฯ ชุดนายกายสิทธิ์ จะถูกเสนอที่ประชุมคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) ในวันที่ 10 กันยายนนี้ โดยมี นายพชร ยุติธรรมดำรง ประธาน ก.อ. เป็นประธานที่ประชุม พร้อม ก.อ.อื่น ๆ รวม 15 คน เพื่ออภิปรายและมีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ต่อไป เมื่อเดือนสิงหาคม 2563 นายเนตร ได้แสดงความประสงค์ขอลาออกมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่อัยการสูงสุดไม่ได้พิจารณาใบลาออก และนายเนตรเองก็ไม่มีความประสงค์จะขอเป็นอัยการอาวุโสอีกต่อไป

ศาลอาญากรุงเทพใต้ ออกหมายจับ บอส อยู่วิทยา 3 ข้อหา มีอายุความอีก 15 ปี

วันที่ 25 ส.ค. รายงานข่าวแจ้งว่า ร.ต.อ.ภิชาภัช ศรีคำขวัญ รอง สว.(สอบสวน)สน.ทองหล่อ เดินทางไปยังศาลอาญากรุงเทพใต้ เพื่อขออนุมัติหมายจับ นายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา ทายาทกระทิงแดง ศาลได้อนุมัติหมายจับ ลงวันที่ 25 ส.ค.63 ทั้งหมด 3 ข้อหา ประกอบด้วย 1.ขับรถโดยประมาทเป็นให้เฉี่ยวชนรถอื่นเสียหายมีผู้ถึงแก่ความตาย 2.ขับรถในทางก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคล ไม่หยุดรถและให้ความช่วยเหลือตามสมควรแก่ผู้ได้รับความเสียหาย และไม่แจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในทันที และ 3.ข้อหาเสพยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2 (โคเคอีน) รายงานข่าวแจ้งอีกว่า สำหรับการขอหมายจับครั้งนี้ เป็นไปตามประมวลกฎหมายพิจารณาความอาญา มาตรา 147 “เมื่อมีคำสั่งไม่ฟ้องแล้ว ห้ามมิให้มีการสอบสวนเกี่ยวกับบุคคลนั้นในเรื่องเดียวกันนั้นอีก เว้นแต่จะได้พยานหลักฐานใหม่อันสำคัญแก่คดี ซึ่งน่าจะทำให้ศาลลงโทษผู้ต้องหานั้นได้”  โดยพยานหลักฐานใหม่ มาจากคำให้การของผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนผลการตรวจพิสูจน์ยาเสพติดที่นำมาจากผู้เชี่ยวชาญ เอามารวบรวมในสำนวนครั้งนี้ สำหรับหมายจับดังกล่าวนั้น มีอายุความ 15 ปี ซึ่งหลังจากนี้ พนักงานสอบสวนจะต้องส่งสำนวนให้อัยการ เพื่อให้ทางอัยการมีความเห็นพิจารณาสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง ก่อนจะมีการออกหมายแดง และส่งกองการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ทำเรื่องส่งต่อไปยังตำรวจสากล เพื่อติดตามตัวนายวรยุทธ มาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป  

สำรวจ…!! ความเห็นสังคมในคดี”บอส อยู่วิทยา” พบอยากให้มีการปฏิรูป”กระบวนการยุติธรรม”

สำรวจ…!! ความเห็นสังคมในคดี”บอส อยู่วิทยา” พบอยากให้มีการปฏิรูป”กระบวนการยุติธรรม” วันที่ 24 สิงหาคม สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย หรือ TIJ สำรวจความเห็นประชาชนเกี่ยวกับคดีของบอส อยู่วิทยา ส่วนใหญ่เชื่อว่า มีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมในการทำคดี และส่วนใหญ่อยากให้มีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ขณะที่จะมีการนำข้อมูลชุดดังกล่าวส่งให้คณะกรรมการอิสระของศาสตราจารย์วิชา มหาคุณอีกด้วย นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันเปิดเผยถึงการทำแบบสำรวจกลุ่มประชาชนต่อปัญหาที่เกิดขึ้นในคดีของนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ บอส ซึ่งการสำรวจเริ่มระหว่างวันที่ 15 – 18 สิงหาคมที่ผ่านมา มีผู้ร่วมตอบแบบสอบถาม 4,008 คน โดยแบบสำรวจแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรกความรู้สึกและความคาดหวังต่อคดี ส่วนใหญ่ผู้ตอบแบบสอบถาม รู้สึกไม่ดี หรือรับไม่ได้มากที่สุดเกี่ยวกับคดีนี้ ร้อยละ 65.59 คือ การทำสำนวนคดีที่ยืดระยะเวลาออกไปอย่าไม่มีเหตุสมควรจนทำให้บางข้อหาหมดอายุความ และร้อยละ 65.29 มีความคิดเห็นว่า คดีมีการแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองและจากกลุ่มผู้มีอิทธิพลของกลุ่มนายทุน สำหรับภาพรวมของคดีที่ไม่พอใจมากที่สุดระบุว่าไม่พอใจที่กฎหมายไม่ได้ถูกบังคับใช้กับทุกคนอย่างเสมอภาค เพราะกระบวนการยุติธรรมถูกซื้อได้ด้วยเงินและอำนาจ ร้อยละ 56.76 ส่วนความคาดหวังคดีต่อจากนี้ หลังจากที่เป็นกระแสของสังคมและเริ่มมีการตรวจสอบจากทั้งตำรวจ อัยการ และคณะกรรมการอิสระ ที่นายรัฐมนตรีตั้งขึ้น ร้อยละ 89.05 คาดหวังให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างละเอียด และอยากให้ตรวจสอบเจ้าหน้าที่ที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ รวมทั้งการรื้อสำนวนคดีมาใหม่จนไปถึงการนำตัวผู้ต้องหามารับโทษหลังจากศาลมีคำพิพากษา ในส่วนที่สอง ความรู้สึกและความคาดหวังต่อกระบวนการยุติธรรม เป็นการสอบถามถึงความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม อยู่ที่ 0.99 คะแนน จากเต็ม 5 ซึ่งเดิมสถิติความเชื่อมั่นอยู่ที่ 2.40 คะแนนและส่วนใหญ่ อยากให้มีการการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรม บทบาทหน้าที่ของตำรวจ รวมถึงบทบาทของอัยการ เห็นว่าควรมีบทบาทในการสอบสวนและทำสำนวนมากขึ้น และการถ่วงดุลการทำงานของตำรวจส่วนบทบาทของศาลมองว่า ควรใช้ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่มาให้การประกอบพิจารณาคดีควรเป็นผู้เชี่ยวชาญจากบุคคลภายนอก มากกว่าเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระบวนการยุติธรรม นอกจากนี้ นายกิตติพงษ์ ยังระบุอีกว่า คดีนี้ประชาชนสนใจตรวจสอบกระบวนการยุติธรรมมากขึ้นถึงร้อยละ 74.63 และร้อยละ 91.05 แลพเห็นว่าควรมีช่องทางให้ประชาชนติดตามขั้นตอนและผลการพิจารณาคดีต่างๆ ขณะที่หลังจากนี้ทางสถาบันฯ จะส่งให้กับคณะกรรมการอิสระของศาสตราจารย์วิชา มหาคุณ เพื่อให้รับทราบถึงความเห็น ความรู้สึก ของประชาชนในคดีนี้ รวมทั้งความต้องการปฏิรูปกระบวนยุติธรรม   ************************************ (ขอขอบคุณเรื่องจาก The Tempo News)

คณะกรรมการตรวจสอบได้ส่งผลสรุป ตำรวจ 20 นายบกพร่องในคดี บอส อยู่วิทยา จ่อดำเนินการทางวินัย

วันที่ 20 สิงหาคม ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. กล่าวเปิดเผยว่า คณะกรรมการพิจารณาข้อบกพร่องเจ้าหน้าที่ตำรวจในสำนวนคดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือบอส ซึ่งทางคณะกรรมการตรวจสอบได้ส่งผลสรุปความเห็นการตรวจสอบถึงมือ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) แล้ว หลังจากนี้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. จะเป็นพิจารณาใน 2 ประเด็นคือ ประเด็นแรกเรื่องของการดำเนินคดีกับนายวรยุทธ เพิ่มเติม และการดำเนินการทางวินัยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ 20 นาย ซึ่งบางรายยังรับราชการอยู่ในราชการ และที่เกษียณไปแล้ว คาดว่าจะใช้เวลาพิจารณาเร็วที่สุด

แฉกันชัดๆ เอกสารหลักฐานคดีทายาทกระทิงแดง พยายามปั้นเรื่องเพื่อพลิกคดี โยนความผิดไปให้ผู้ตาย

“รสนา” เปิดเอกสาร กมธ.สนช.ชี้ชัด “ธานี” นำทีมปั้นรายงานลดความเร็วรถ “บอส อยู่วิทยา” เพื่อขอความเป็นธรรม แต่ถูกอัยการสูงสุด 2 คนก่อนสั่งยุติทั้งหมด จน อสส.คนปัจจุบันเข้ามา มี “ไอ่โม่ง” นำรายงาน กมธ.สนช.มาปัดฝุ่นยื่นขอความเป็นธรรมอีกครั้ง นำไปสู่การใช้ “ดุลพินิจใหม่” จากหลักฐานเก่าที่เคยถูกตีตกไปแล้ว พลิกคดีเป็นสั่งไม่ฟ้อง เป็นกระบวนการสมคบคิดเพื่อตัดตอนไม่ให้ผู้ต้องหามีคดีติดตัว ด้วยอำนาจเงินและคอนเนกชันหรือไม่ ภายหลังจาก น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ได้ยื่นหนังสือขอเอกสารกรรมาธิการกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมและกิจการตํารวจ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เกี่ยวกับการพิจารณาเรื่องร้องขอความเป็นธรรมในคดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา ขับรถชนตำรวจเสียชีวิต ล่าสุด วันนี้ (15 ส.ค.) น.ส.รสนา ได้โพสต์ภาพเอกสารกรรมาธิการ สนช.ดังกล่าว พร้อมแสดงความเห็นทางเฟซบุ๊ก รสนา โตสิตระกูล ว่า “คดี วรยุทธ อยู่วิทยา คือ กระบวนการสมคบคิดตัดตอนคดี ใช่หรือไม่ “เอกสารรายงานบันทึกการประชุม และหนังสือนำส่งอัยการของคณะกรรมาธิการการกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม และกิจการตำรวจ สภานิติบัญญัติ (กมธ.สนช.) กรณีข้อร้องเรียนขอความเป็นธรรมในคดีของ นายวรยุทธ อยู่วิทยา ที่ดิฉันได้รับจากสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ประกอบด้วย รายละเอียดการประชุมของคณะกรรมาธิการที่พิจารณาการร้องขอความเป็นธรรมจากทนายของ นายวรยุทธ อยู่วิทยา และหนังสือนำส่งรายงานไปถึงอัยการสูงสุด และ อธิบดีอัยการ สำนักคดีอาญากรุงเทพใต้ สาระหลักในรายงานพิจารณาศึกษาสอบสวนข้อเท็จจริงเรื่องร้องเรียนของนายวรยุทธ อยู่วิทยา ของ กมธ.สนช.อยู่ที่การนำเสนอเรื่องความเร็วรถที่นายวรยุทธขับชน ดาบตำรวจ วิเชียร กลั่นประเสริฐ ถึงแก่ความตายว่าเป็นการขับในความเร็วไม่เกิน 80 กม./ชม. จึงไม่ใช่การขับรถโดยประมาทที่ทำให้ผู้อื่นเสียชีวิต แต่เป็นเหตุสุดวิสัยที่ผู้ตายขับรถสวนเลนเข้ามากะทันหัน พร้อมพยานบุคคลที่มายืนยันเรื่องความเร็วรถ ตามที่ปรากฏเป็นข่าว  หลังจากที่ กมธ.สนช.ประชุม และตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงของ นายวรยุทธ อยู่วิทยา เรื่อง ร้องขอความเป็นธรรมกรณีการใช้ดุลพินิจของพนักงานอัยการไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยมี นายธานี อ่อนละเอียด เป็นหัวหน้าคณะทำงาน การทำรายงานของ นายธานี อ่อนละเอียด คือ การแสดงหลักฐานว่าความเร็วรถที่นายวรยุทธ อยู่วิทยา ขับไม่เกินกฎหมายกำหนด และมีพยานบุคคล ทั้งนักวิชาการอย่าง ดร.สายประสิทธิ์ เกิดนิยม มาคำนวณความเร็วรถและพยานบุคคลอีก 2 คน ที่อ้างว่าเห็นเหตุการณ์ที่นายวรยุทธ ขับรถ 50-60 กม./ชม. หลังจากทำรายงานเสร็จประธานคณะกรรมาธิการ พล.ร.อ.ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ ได้ลงนามหนังสือนำส่งพร้อมรายงานไปถึงอัยการสูงสุด และ อธิบดีอัยการสำนักคดีอาญากรุงเทพใต้ ซึ่งมีหนังสือไปถึงอัยการสูงสุด และอธิบดีอัยการฯ 2 ครั้ง 1) ครั้งแรกเมื่อ 22 ธันวาคม 2559 ในหนังสือนำส่งอัยการสูงสุด และอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ พร้อมรายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องความเร็วของรถนายวรยุทธ อยู่วิทยา 2) ครั้งที่ 2 วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2561 หนังสือทวงถามผลการพิจารณาจากอัยการสูงสุด และ อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ เกี่ยวกับผลของคดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา 3) ต่อมาวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2561 อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ได้ตอบคณะกรรมาธิการ ว่า กรณีขอให้สอบสวนรองศาสตราจารย์ ดร.สายประสิทธิ์ เกิดนิยม ได้มีการสอบสวนเพิ่มเติมแล้ว และได้เสนอเอกสารทั้งหมดที่เกี่ยวข้องให้อัยการสูงสุดพิจารณา ซึ่งต่อมาอัยการสูงสุดได้พิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้ยุติเรื่องร้องขอความเป็นธรรม 4) ต่อมาวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 สำนักงานอัยการสูงสุด ได้ตอบคณะกรรมาธิการ สนช.โดยสรุปว่า อัยการสูงสุด (ร.ต.ต พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร) ได้พิจารณาความเห็นของรองศาสตราจารย์ ดร.สายประสิทธิ์ เกิดนิยม เห็นว่า เป็นข้อเท็จจริงใหม่ที่ยังไม่เคยพิจารณามาก่อน ส่วนหลักฐานอื่นได้พิจารณายุติไปแล้ว และเห็นว่าความเห็นของ ดร.สายประสิทธิ์ […]

1 2 3 5