อธิบดีพช.ติดตามให้กำลังใจ ต้นแบบความสำเร็จการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา พช.” เพื่อพลิกฟื้นความยั่งยืนสู่ชุมชน

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน พร้อมด้วย รศ.วรวรรณ โรจนไพบูลย์ ผศ.พิเชฐ โสวิทยสกุล ที่ปรึกษาอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นางวรรณา ลิ่มพาณิชย์ นักวิชาการพัฒนาชุมชนเชี่ยวชาญ ลงพื้นที่ติดตามให้กำลังใจ ครัวเรือนต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต (Household Lab Model for quality of life : HLM) ระดับครัวเรือน แปลงโคก หนอง นา ของนางระพิน เพ็ญสุวรรณ พื้นที่ 3 ไร่ บ้านสำพะเนียง หมู่ที่ 5  ตำบลสำพะเนียง  อำเภอบ้านแพรก  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และนายสุนทร แววมะบุตร ผู้นำต้นแบบและประธานเครือข่ายโคก หนอง นา โดยมี นายสุระบัณฑิต กันยานะ นายอำเภอบ้านแพรก นายสมจิตร แย้มเยื้อน นายกเทศมนตรีตำบลบ้านแพรก นายบรรหาญ เนาวรัตน์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโก่งธนู นายกิจจา ทองแดง พัฒนาการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เจ้าหน้าที่กรมการพัฒนาชุมชน นักพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ (นพต.) เครือข่ายโคก หนอง นา อำเภอบ้านแพรก ให้การต้อนรับ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 มีพระราชปณิธานในการสืบสาน รักษา ต่อยอด แนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยพระองค์ได้พระราชทานภาพวาดฝีพระหัตถ์ ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวความสุข ความหวัง ความรัก ความสามัคคี ที่เกิดขึ้นในครอบครัว หากน้อมนำเอาหลักการปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่มาประยุกต์ใช้ทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย จึงได้น้อมนำแนวพระราชดำริมาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนผ่านกระบวนการจิตอาสาเอามื้อสามัคคี สร้างความเข้มแข็งให้กับครัวเรือน ด้วยการปลูกพืชผักสวนครัว เช่นเดียวกับ โครงการพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง และโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ โคก หนอง นา พช. จะช่วยให้พี่น้องประชาชนสามารถฟื้นตัว และสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน เมื่อเทียบกับการลงทุนในด้านอื่นๆ ถือว่ามีความเสี่ยงที่น้อย แต่กลับได้ผลประโยชน์อย่างคุ้มค่าและทั่วถึงตามหลักทฤษฎีใหม่ ซึ่งเป็นหลักประกันในการสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้มั่นคง ซึ่งรัฐบาลก็ยังให้ความสำคัญต่อการขับเคลื่อนโครงการฯ ดังกล่าว จึงได้ขับเคลื่อนโครงการ โคก หนอง นา พช. โดยการจัดการพื้นที่ให้เหมาะสมกับพื้นที่การเกษตรตามหลักภูมิสังคม โดยการผสมผสานเกษตรทฤษฎีใหม่ กับภูมิปัญญาพื้นบ้านอย่างสอดคล้องกับธรรมชาติพื้นที่นั้นๆ อย่างสมดุล โคก หนอง นา พช. จึงเป็นรูปแบบที่ให้ธรรมชาติจัดการตัวมันเอง โดยมีมนุษย์เป็นตัวกระตุ้นหรือส่งเสริมให้เกิดความสำเร็จเร็วขึ้น ภายใต้ธรรมชาติอันสมบูรณ์อย่างเป็นระบบ ด้วยการเกษตรอินทรีย์และการสร้างชีวิตที่ยั่งยืน อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา พช.” เป็นการสร้างความมั่นคง ในแหล่งทำกินด้านการเกษตร เลี้ยงสัตว์ สู้กับปัญหาภัยแล้ง ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ให้กลับฟื้นมาอีกครั้ง โดยปรับปรุงพื้นที่รองรับฝนธรรมชาติ และการเชื่อมโยงวงจรชีวิต พืช และสัตว์ ให้อยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุล         นายสุนทร แววมะบุตร ผู้นำต้นแบบและประธานเครือข่ายโคก หนอง นา อำเภอบ้านแพรก กล่าวว่า การเข้ารับการฝึกอบรมจากหลักสูตรผู้นำต้นแบบของ ศพช. นครนายก ทำให้เกิดความเชื่อมั่นศรัทธาในการดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีความรู้ความเข้าใจในทักษะด้าน ต่างๆ ทั้งงานครูพาทำ/ครูสอนออกแบบ/พิธีกร/จนถึงงานชุมชนเกิดความสัมพันธ์ และขับเคลื่อนเครือข่าย “ โคก หนอง นา บ้านแพรก อยุธยา” ผมเชื่อว่า สิ่งที่โครงการของกรมการพัฒนาชุมชนนั้น เป็นสิ่งที่ดีที่สร้างโอกาสให้มีความยั่งยืนได้ จึงไม่ลังเลที่จะเข้าร่วมกิจกรรมกับพี่น้องในชุมชนที่บ้านแพรก ทำการเกษตรอินทรีย์ และใช้ความรู้ที่ไปฝึกอบรม ตามหลักปรัชาของเศรษฐกิจพอเพียง พัฒนาตนเอง และพัฒนาชุมชน อย่างต่อเนื่อง มีการส่งเสริมให้ชุมชน ปลูกพืชผักสวนครัว ปลูกป่า 5 ระดับโดยการพัฒนาออกแบบและปรับปรุงพื้นที่ให้เกิดความยั่งยืน เช่นเดียวกับแปลงของ […]

อธิบดี สถ. ชี้แจงกรณี ผู้สูงอายุที่จะได้ทั้งเบี้ยยังชีพและทั้งบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

งานนี้จะเป็นข่าวดีหรือเป็นประเด็นดราม่า เมื่ออธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.) นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ เปิดเผยว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) หลายแห่งยังมีความสับสนว่ากรณีที่ผู้สูงอายุได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐด้วยนั้น จะถือเป็นผู้ได้รับสวัสดิการหรือสิทธิประโยชน์อื่นใดจากหน่วยงานของรัฐ และทำให้ขาดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ตามข้อ 6 (4) ของระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2552 หรือไม่ ขอชี้แจงว่า สิทธิได้รับเงินเบี้ยยังชีพของผู้สูงอายุเป็นรายเดือนนั้นเป็นไปตามพ.ร.บ.ผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 มาตรา 11 (11) และนายกฯ ประกาศกำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวกับการสงเคราะห์เบี้ยยังชีพในสังกัดอปท. มีหน้าที่จ่ายเงินเบี้ยยังชีพเป็นรายเดือนให้แก่ผู้สูงอายุอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ผู้สูงอายุที่อยู่ในสถานสงเคราะห์ของรัฐหรืออปท. ผู้ที่ได้รับเงินเดือน ค่าตอบแทน รายได้ประจำ หรือผลประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่รัฐหรืออปท.จัดให้เป็นประจำ ซึ่งสิทธิของผู้สูงอายุที่ได้รับเงินเบี้ยยังชีพดังกล่าวจะสิ้นสุดลงเมื่อเข้าเงื่อนไขกรณีใดกรณีหนึ่งตามข้อ 14 ของระเบียบนี้ นั่นคือ 1.ตาย 2.ขาดคุณสมบัติตามข้อ 6 และ 3.แจ้งสละสิทธิการขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เป็นหนังสือต่ออปท.ที่ตนมีสิทธิได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ นายสุทธิพงษ์ กล่าวอีกว่า กรณีที่จัดให้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนั้น เป็นไปตามมติครม. เมื่อวันที่ 29 ส.ค. 2560 มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือผู้ที่มีรายได้น้อยไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี โดยให้การช่วยเหลือเป็นบัตรสวัสดิการนำไปใช้ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการโดยสารรถโดยสารประจำทางและรถไฟตามที่กำหนด ซึ่งประโยชน์ที่ผู้สูงอายุจะได้รับจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไม่ได้มีลักษณะต้องห้ามของผู้มีสิทธิได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ อธิบดีสถ. กล่าวว่า ดังนั้น การได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จึงมิใช่ลักษณะต้องห้ามในการมีสิทธิรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ตามข้อ 6 (4) ของระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุของอปท. พ.ศ. 2552 แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 และเพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในการจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ สถ.ได้มีหนังสือแจ้งให้อปท.ทราบและถือปฏิบัติไปในแนวทางเดียวกันเรียบร้อยแล้ว