ด่วน! ครม.เคาะต่อพ.ร.ก.ฉุกเฉินอีก

รายงานข่าวจากที่ประชุมครม.เปิดเผยว่า ที่ประชุมครม.ที่มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นประธานการประชุม มีมติเห็นชอบต่ออายุประกาศตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือ พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ต่อไปอีก 1 เดือน ไปสิ้นสุดเดือน 31 ตุลาคม 2563 ด้าน พล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เปิดเผยว่าที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด–19) ได้มีมติเห็นชอบให้ขยายอายุ พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการฉุกเฉิน ออกไปอีก 1 เดือน ตลอด เดือนตุลาคม และในวันอังคารที่ 29 กันยายนนี้ จะเสนอขอความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีต่อไป สำหรับสาเหตุของการขยายอายุพ.ร.ก. ฉุกเฉินดังกล่าวนั้น เหตุผลยังคงเหมือนเดิม เนื่องจากสถานการณ์ของโรคโควิด-19 ยังไม่ คลี่คลาย อีกทั้งสถานการณ์ การแพร่ระบาดของประเทศเพื่อนบ้านยังน่ากลัวอยู่ และกฎหมายอื่นๆยังทำได้ไม่สุด จึงต้องใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ต่อไปก่อนและขอยืนยันว่าการต่อ พ.ร.ก. ฉุกเฉินนี้ เพื่อป้องกันโรคโควิด-19 เท่านั้นไม่เกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองแต่อย่างใด เพราะไม่ได้มีการห้ามการชุมนุม ซึ่งเรื่องการชุมนุมนั้นก็ไปว่าคกันในกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป อย่างไรก็ตามในที่ประชุมศบค. ชุดใหญ่ไม่ได้มีใครทวงติงการขยายอายุ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน แต่อย่างใด ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณี ความเป็นห่วงการแพร่ระบาดโควิด-19 ตามแนวชายแดนอย่างไร พล.อ.สมศักดิ์ กล่าวว่า ในที่ประชุมศบค. นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำ ดูแลตามแนวชายแดนทั้งหมดของฝั่งตะวันตกอย่างเคร่งครัดเป็นพิเศษ

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ “โจ๊ก” ฟ้องนายกประยุทธ์ต่อศาลปกครอง ปมออกคำสั่งย้ายจากตำรวจโดยไม่ชอบ

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ “โจ๊ก” ฟ้องนายกประยุทธ์ต่อศาลปกครองปม ออกคำสั่งย้ายจากตำรวจโดยไม่ชอบ วันที่ 22 กันยายน พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้นายสิทธิ งามลำยวง ทนายความส่วนตัวยื่นฟ้อง พล.อ.ประยุทธ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรีที่ศาลปกครองกลาง กรณีออกคำสั่งย้ายโอนจากตำแหน่ง ผบช.สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) มาเป็นที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย สำหรับสาเหตุการฟ้องนั้น เนื่องจากคำสั่งย้ายโอนดังกล่าวกินเวลาผ่านมากว่า 1 ปี 5 เดือนแล้ว แต่ยังไม่มีการตั้งกรรมการสอบสวนความผิดพล.ต.ท.สุรเชษฐ์ และไม่มีการสอบสวนทั้งจากหน่วยงานที่ตรวจสอบตามกระบวนการที่ควรจะเป็น อีกทั้งเจ้าตัวก็ไม่ได้สมัครใจที่จะโอนย้ายไปในตำแหน่งดังกล่าว นายสิทธิกล่าวว่า ทางพล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ปฏิบัติหน้ที่เต็มกำลังความสามารถในฐานะตำรวจที่ต้องบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้กับประชาชน ด้วยการเข้าไปแก้ปัญหาคดีฉ้อโกงประชาชน หนี้นอกระบบแก๊งโรแมนซ์สแกม แก๊งอาชญากรข้ามชาติ รวมถึงคืนความเป็นธรรมให้กับประชาชน โดยการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างเอาจริงเอาจัง จนผลงานเป็นที่ประจักษ์ ภายหลังที่พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ถูกโอนย้ายไปความเดือดร้อนของประชาชน ก็ไม่ได้รับการเอาใจใส่และสานต่อ ทั้งที่เรื่องปากท้องของประชาชน ที่เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล ทำให้ปัญหาซ้ำๆ เดิมๆ ที่เคยห่างหายไปช่วงปราบปรามหนักๆหวนกลับมาทำร้ายประชาชนได้อีก ที่ผ่านมาพล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ไม่เคยถูกระบุว่ามีความผิดอะไร ไม่มีการตั้งกรรมการสอบ แม้แต่ตัวของนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีเอง ยังออกมาระบุว่า มีความผิดอะไรหรือเปล่า ถ้าไม่มีก็มีสิทธิกลับต้นสังกัดได้ แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีการออกคำสั่งแก้ไขคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่ามา มีข้าราชการกว่า 90 คน ที่ถูกย้ายโอนมาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และปัจจุบันเกินกว่า 80 คนทยอยกลับต้นสังกัดแล้ว หลังสอบสวนไม่มีความผิด มีอีกไม่กี่คนกำลังจะเกษียณอายุราชการในเดือนตุลาคมนี้ ขณะที่พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ไม่เพียงแต่ไม่มีผลสอบสวนความผิด อีกทั้งยังไม่มีการแก้ไขคำสั่งที่ผิดพลาด ทำให้เสียโอกาสที่จะไปปฏิบัติหน้าที่บำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ประชาชนอย่างต่อเนื่องที่ควรจะเป็น เพราะเป็นหน้าที่ของข้าราชการตำรวจ นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ต้องออกมายื่นฟ้องขอให้นายกรัฐมนตรี พิจารณาแก้ไขข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น โดยมองถึงประโยชน์สุขของประชาชนเป็นหลัก สำหรับการใช้สิทธิเรียกร้องความยุติธรรมของพล.ต.ท.สุรเชษฐ์ในครั้งนี้ เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้ตัวเองและเพื่อเป็นบรรทัดฐานให้แก่ข้าราชการอื่นที่ได้รับความเดือดร้อนจากการแต่งตั้งโยกย้ายจากผู้บังคับบัญชา ให้กล้าที่จะลุกขึ้นมาเรียกร้องความเป็นธรรมและสร้างมาตรฐานที่ดีของการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรม โดยหวังพึ่งอำนาจศาลปกครองซึ่งเป็นอำนาจตุลาการที่จะให้ความเป็นธรรมและสร้างบรรทัดฐานที่ถูกต้องต่อไป   ***************************************** (ขอขบคุณเรื่องจาก The Tempo News)

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าวถึงการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีคำสั่งไม่ฟ้อง ทายาทกระทิงแดง

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาที่อยู่ในความสนใจของประชาชน ที่มีนายวิชา มหาคุณ เป็นประธาน ครั้งแรกในวันนี้ (3 สิงหาคม 2563) ว่า ไม่มีอะไร ตนคงไม่ไปก้าวล่วง เพราะตนอยู่อำนาจบริหาร ชุดนี้เป็นคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง “ถ้าเสนออะไรมาที่ตน หากอยู่ในกรอบที่ตนทำได้ก็จะทำ ซึ่งต้องดูต่อว่าทำไมจึงมีฝ่ายกฎหมาย ฝ่ายปฏิรูปกฎหมายเข้ามาด้วย ต้องดูว่าขั้นตอนเป็นอย่างไร ขั้นตอนทำให้เกิดปัญหาหรือไม่” นายกรัฐมนตรี กล่าว ผู้สื่อข่าวถามว่า นักวิชาการเสนอให้นายกฯ ใช้อำนาจรื้อคดี จะทำได้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวยอมรับว่า กำลังให้เขาศึกษาอยู่ กรรมการดูอยู่ว่า ตนสามารถรื้อได้หรือไม่ วันนี้อยู่ในขั้นตอนการทำให้เกิดข้อเท็จจริงว่า อยู่ในขั้นตอนไหน และดูว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ อำนาจมันคนละอำนาจกัน เมื่อถามว่า การที่นายกฯ สั่งอายัดศพนายจารุชาติ มาดทอง เพราะเห็นว่า การตายมีความผิดปกติใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่ใช่ แต่ตนฟังมาจากสื่อ สังคม ประชาชน ที่ให้ความสงสัย ตนจึงต้องทำให้เกิดความชัดเจนเท่านั้นเอง และในฐานะที่ตนมีอำนาจควบคุมตำรวจ ตนก็สั่งตำรวจไปว่าทำได้หรือไม่ “ต้องไปคุยกับญาติเขาว่า ตกลงหรือไม่ เลื่อนวันเผาไปวันหน้าได้หรือไม่ เพื่อที่จะทำการผ่าศพพิสูจน์ ดูว่ามีหลักฐานอะไรหรือไม่ ถ้าไม่มีก็จบตรงนั้นไป คือ ต้องลดปัญหาต่างๆ ที่พูดกันลงมาให้ได้ด้วยข้อเท็จจริง” นายกรัฐมนตรี กล่าว เมื่อถามว่า คดีนี้เข้าสู่การพิจารณาเป็นคดีพิเศษได้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เดี๋ยวเขาคงพิจารณา กรรมการก็ต้องว่ามา เมื่อถามว่า จากกรณีที่มีข่าว นายกฯ ได้ติดตามมาตลอดและเห็นว่ามีข้อพิรุธเช่นกันใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวยอมรับว่า ได้ติดตามข่าวนี้มาตลอด แต่ตนไม่ได้ตัดสินใจ มันอยู่ในใจอยู่ และยังพูดอะไรไม่ได้ เพราะมันเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม

ศบค.ได้ข้อสรุปเตรียมเสนอต่ออายุ พรก.ฉุกเฉินที่จะหมดอายุวันที่ 31 กรกฎาคมนี้ ต่อไปอีก 1 เดือน

วันที่ 21 ก.ค. 63 มีรายงานว่า ที่ประชุมคณะกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาการผ่อนคลายการบังคับใช้มาตรการในการป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ได้ข้อสรุปเตรียมเสนอต่ออายุ พรก.ฉุกเฉินที่จะหมดอายุวันที่ 31 กรกฎาคมนี้ ต่อไปอีก 1 เดือน โดยจะนำเข้าสู่ที่ประชุม ศบค. ชุดใหญ่ ให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในฐานะ ผอ.ศบค.เป็นผู้พิจารณา ในวันพรุ่งนี้ ด้าย นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. ได้กล่าวตอบคำถามสื่อมวลชนที่ถามว่า ขณะนี้มีความคิดเห็นของประชาชนออกเป็น 2 กลุ่ม คือ เปิดประเทศให้มีการค้าขาย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งมีคำถามว่าเปิดศบค.จะ รับมือความเสี่ยงติดเชื้อโควิดได้หรือไม่ และมีอีกกกลุ่มหนึ่งต้องการให้ปิดประเทศไปเลย นพ.ทวีศิลป์ กล่าวตอบว่า คำถามที่ว่าปิดประเทศเป็นไปไม่ได้ โลกเราต้องทำการค้าซึ่งกันและกัน ประเทศก็เหมือนบ้านจะไม่ไปมาหาสู่กันเลยไม่มีทาง เราไม่สามารถปิดได้ แต่จะปิดเฉพาะพื้นที่ที่สำคัญ เราต้องรู้ให้เร็วว่ามีการติดเชื้อแล้วขีดวงก่อนที่จะมีการระบาด หากรู้เร็วเราจะจำกัดขอบเขตได้ เพื่อเข้าไปจัดการ แต่หากมีการระบาดขึ้นมาเรากำลังมีการพิจารณาว่าหากปล่อยให้มีการติดเชื้อได้วันละเท่าไหร่จึงจะรับมือได้ ช่วงที่เราระบาดหนักที่สุด ระบาดไปถึง 188 คนต่อวัน ตัวเลขตรงนั้นก็ถือว่ามากไปในเบื้องต้นคิดว่า ตัวเลขที่เราจะรับมือได้คือ 30-50 คน ซึ่งคณะกรรมการฯกำลังพิจารณากันอยู่ว่าจากเตียงและบุคลาการทางแพทย์ที่เรามี หากมีตัวเลขอยู่ที่หลักสิบสะสมกันไป ยังพอไหวกับการบริหารจัดการ เศรษฐกิจต้องไปได้ การควบคุมโรคต้องไปได้ สองอย่างนี้ต้องสมดุลกัน อย่างไรก็ตาม เราต้องขอบคุณประชาชนทุกคนที่ช่วยกันเรียนรู้ดูแลสุขภาพ โรคนี้ต้องอยู่กับเราอีกนาน จึงต้องขอให้ประชาชน อึด ฮึด สู้ ด้านพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เรื่องการต่ออายุพ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไป ไม่ได้เอากฎหมายนี้ไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการชุมนุมอะไรทั้งสิ้น เพราะมีพ.ร.บ.การชุมนุมอยู่แล้ว ตนไม่ต้องสั่งอะไรเพิ่มเติม เพียงแต่ห่วงกังวลและสั่งการให้ดำเนินการด้วยความระมัดระวัง

1 7 8 9 10 11 15