แห่แชร์ภาพ “ธนาธร” บินข้ามประเทศ  คาดไปร่วมงานวิ่งเทรลสุดโหดระดับโลก

แห่แชร์ภาพ “ธนาธร” บินข้ามประเทศ  คาดไปร่วมงานวิ่งเทรลสุดโหดระดับโลก นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า และอดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่ล่าสุดมีภาพเผยแพร่ในโซเชียล ระหว่างที่เจ้าตัว พร้อมภรรยาและลูก หอบกระเป๋าเดินทาง อยู่ภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ  ซึ่งเตรียมตัวที่จะเดินทางไปต่างประเทศ โดยสายการบินสวิสแอร์ เพื่อเดินทางไปยังปลายทางคือ เมืองซูริค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในเวลาประมาณ 23.40 น. คืนวานนี้ ขณะที่ภายในเอกสารการเดินทาง ระบุว่า นายธนาธร พร้อมภรรยา และลูกๆ อีก 2 คน ยกเว้นลูกชายคนโต เดินทางออกจากสุวรรณภูมิ เมื่อวานนี้ (18 ส.ค.) เวลา 18.30 น.ถึงสิงคโปร์ เวลา 20.55 น.ด้วยสายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ ตามรายงาน ระบุอีกว่า ตัวนายธนาธรอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ในเวลาประมาณ 22.00 น. และเตรียมตัวที่จะขึ้นเครื่องไปยังปลายทางดังกล่าว โดยในช่วงนี้มีเที่ยวบินน้อย ซึ่งเหลือเพียงแค่สายการบินสวิสแอร์ ที่จะเดินทางไปยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งคาดว่า การเดินทางครั้งนี้ ปลายทางแท้จริงน่าจะไปที่ประเทศฝรั่งเศส และจะแวะที่เมืองซูริค ก่อนจะไปที่ยังประเทศฝรั่งเศส ซึ่งก่อนหน้านี้ทางเพจเฟซบุ๊ก Thailand by UTMB ระบุว่า นายธนาธร จะไปแข่งขันวิ่งเทรลที่ชื่อว่า “อัลตร้า เทรล ดู มงต์บลังค์” ที่ประเทศฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 23-29 ส.ค.ภายใต้ชื่อทีม “ทรูเซาธ์ไทยแลนด์” (True South Thailand) โดยจะแข่งระยะทางรวม 300 กิโลเมตร ความสูงสะสม 25,000 เมตร ผ่าน 3 ประเทศ ฝรั่งเศส, อิตาลี และสวิตเซอร์แลนด์ ของเทือกเขามงต์บลังค์ ทั้งนี้นอกจากนายธนาธรแล้ว ในทีมยังมี “ซึง” สว่างจิต แซ่โง้ว หญิงแกร่งหนึ่งเดียวในทีม และ “แอล” สุภัทร บุญเจือ นักวิ่งเทรลคนดัง สำหรับ นายธนาธร นั้นก่อนเข้ามาสู่แวดวงการเมือง ลุยแข่งขันวิ่งระดับอัลตร้า และไตรกีฬาอย่างต่อเนื่อง แม้มาสู่การเมืองแล้ว ก็ยังหาเวลาซ้อม และลงสนาม เมื่อ 2 ปีก่อน เคยวิ่งแบบระห่ำข้ามคืน 300 รอบสนามฟุตบอลมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รวมระยะ 120 กิโลเมตร ข่าวที่เกี่ยวข้อง ธนาธร มาแล้ว! แนะเปลี่ยนตัวนายกฯ ชูไอเดียแก้เศรษฐกิจ ท่ามกลางวิกฤตโควิด นายธนาธร เข้ารับฟังข้อกล่าวหา ม.112

ธนาธร มาแล้ว! แนะเปลี่ยนตัวนายกฯ ชูไอเดียแก้เศรษฐกิจ ท่ามกลางวิกฤตโควิด

“ธนาธร” ประธานคณะก้าวหน้า แนะเปลี่ยนตัวนายกฯ – มอบสองภารกิจสำคัญแก้โควิด – แก้ รธน. พร้อมกับการ ชูไอเดียแก้เศรษฐกิจ ด้วยการลงทุนพื้นฐาน เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2564 นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า เปิดห้องสนทนาทางแอพพลิเคชั่น Club House ชวนประชาชนร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดและประสบการณ์ ในหัวข้อ “สร้างพันธมิตร ประคองธุรกิจพ้นวิกฤต” ต่อยอดจากการไลฟ์เฟซบุ๊กที่นายธนาธร ได้นำเสนอแนวคิดว่าด้วยการบริหารธุรกิจในสถานการณ์โควิด ผ่านการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ เมื่อช่วงเช้าวันเดียวกัน ข่าวที่เกี่ยวข้อง มาดูผู้ลี้ภัยคดีความมั่นคงไทย เข้ารับวัคซีนกัน ‘จรัล’ ฉีด Pfizer – ‘สมศักดิ์ เจียม’ ฉีด Moderna ! ด่วน! กักตัวอื้อ “ผู้พิพากษา-ตำรวจศาล” หลัง “จัสติน” ผู้ต้องหา ม.112 ติดโควิด   มองยุบสภาตอนนี้ยังไม่เหมาะ – หวั่นสุญญากาศกลางวิกฤตโควิด – แนะเปลี่ยนตัวนายกฯ มอบสองภารกิจ แก้โควิด-แก้ รธน.เหมาะกว่า โดยในช่วงหนึ่ง มีประชาชนผู้ร่วมห้องสนทนาถามความเห็นของนายธนาธรเกี่ยวกับการบริหารจัดการของรัฐบาลในสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิดระลอกที่สามในปัจจุบัน รวมทั้งปัญหาทางการเมือง และทางออกที่นายธนาธรคิดว่าเหมาะสมที่สุดในเวลานี้ ซึ่งนายธนาธร ระบุว่าในทางการเมือง หลายคนเริ่มพูดถึงความเป็นไปได้ที่จะมีการยุบสภาเกิดขึ้น ซึ่งส่วนตัวแล้วเห็นว่าต่อให้มีการยุบสภาเกิดขึ้นก็ไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะสม หากยุบสภาเวลานี้ กว่าที่จะได้รัฐบาลใหม่ขึ้นมาต้องใช้เวลาอย่างน้อยสามเดือน ในสภาวะวิกฤตเช่นนี้ประเทศจะไม่มีรัฐบาลไม่ได้ แม้ว่าประชาชนจะไม่พอใจรัฐบาลในปัจจุบันก็ตาม อีกทางเลือกหนึ่งที่ตนเห็นว่าเป็นไปได้และเหมาะสมมากกว่า ก็คือการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีต้องลาออก ให้นายกรัฐมนตรีคนใหม่เข้ารับตำแหน่งแทน ซึ่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่นี้ก็ต้องกำหนดให้ชัดเจนว่ามีเพียงสองภารกิจเท่านั้น คือ 1) จัดการวิกฤตโควิด ไม่ว่าจะเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างวัคซีนเพิ่มและการบริหารจัดการการฉีดวัคซีน และ 2) การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นนายกรัฐมนตรีที่จะเข้ามาเพื่อจัดการปัญหาใหญ่สองเรื่องนี้เท่านั้น หลังจากจัดการปัญหาโควิดและทำรัฐธรรมนูญใหม่ออกมาแล้ว อาจจะกินเวลา 2 ปี พอดี จึงยุบสภาแล้วจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ตนคิดว่าสูตรนี้น่าจะดีกับประเทศมากกว่า คือแก้โจทย์ทั้งการเมืองและโควิดไปในคราวเดียวกัน เพราะแน่นอนที่สุด ต่อให้แก้ปัญหาโควิดจบ เราก็จะมาเจอกับดักการเมือง ที่ไม่เปิดโอกาสให้นักการเมืองฝ่ายอื่นเข้ามามีอำนาจได้อีก “ดังนั้น ผมคิดว่าถ้าคุณประยุทธ์ลาออกแล้วมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่ มีภารกิจที่ชัดเจนสองภารกิจ คือจัดการโควิดแล้วก็แก้รัฐธรรมนูญ เพื่อเปิดทางที่จะสร้างเศรษฐกิจใหม่ สร้างการเมืองที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจที่แท้จริงได้ น่าจะดีที่สุด” นายธนาธรกล่าว โชว์วิสัยทัศน์ ศก. ชงรัฐอัดฉีดเงินเข้าระบบผ่านการลงทุนในความต้องการพื้นฐาน-สร้าง supply chain ใหม่สู่การจ้างงานในประเทศ-เงินไม่รั่วไหล นอกจากนี้ นายธนาธรยังได้ร่วมแลกเปลี่ยนซักถามกับผู้ร่วมสนทนา ในประเด็นเกี่ยวกับการทำธุรกิจและสภาวะเศรษฐกิจหลายคำถามด้วยกัน เช่น การเสนอแนวคิดว่าด้วยการอัดฉีดเม็ดเงินลงไปในระบบเศรษฐกิจ การลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ การสร้างงานและเศรษฐกิจผ่านการนำความต้องการของสังคมมาเป็นอุปทาน เป็นต้น นายธนาธร ระบุว่า นี่เป็นช่วงเวลาโอกาสที่ดีมากของประเทศไทยที่จะลงทุน โดยไม่ต้องกังวลเรื่องวินัยทางการคลังมากเกินไปนัก ดังจะเห็นได้ว่าวันนี้ไม่มีประเทศไหนบนโลกที่สนใจเรื่องวินัยทางการคลังแล้ว ทุกคนแข่งกันอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจหมด เช่นกรณีของนายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่อัดฉีดเงินลงไปแล้ว 1.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐเพื่อเยียวยาโควิด และกำลังจะออกงบประมาณอีก 2-3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐสำหรับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานใหม่ เพื่อให้เกิดการจ้างงาน ให้เกิดการแก้ปัญหาของสังคม เป็นต้น ซึ่งตนเห็นว่าประเทศไทยเอง ก็ควรจะมีการอัดฉีดเม็ดเงินลงไปในระบบเศรษฐกิจให้มากขึ้นเช่นกัน แต่ส่วนตนแล้วอยากเห็นการลงทุนในสิ่งที่เป็นพื้นฐานมากๆ เช่น ทุกวันนี้หลายพื้นที่ แม้ในระดับเทศบาลยังเข้าไม่ถึงน้ำประปาที่สะอาดและเพียงพอใช้ทั้งปี เรายังมีโรงเรียนที่ขาดแคลนทรัพยากรและบุคลากรอีกมาก การคมนาคมขนส่งหลายจังหวัดยังไม่มีรถประจำทางที่ดี โรงคัดแยกและจัดการขยะส่วนใหญ่ในประเทศยังคงไม่ได้มาตรฐาน ฯลฯ ตนกำลังพูดถึงอะไรที่เป็นคุณภาพชีวิตพื้นฐานจริง ๆ ของประชาชน ที่อาจจะไม่ได้ช่วยให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้นในทางตรง แต่มันลดต้นทุนได้ ลดความเครียดในชีวิตได้ ทำให้ชีวิตของประชาชนถึงแม้จะต้องดิ้นรนทางเศรษฐกิจ แต่อย่างน้อยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ “ดังนั้นถ้าถามว่ากระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไร ผมว่าเอาเม็ดเงินมาลงทุนกับสิ่งต่างๆที่เป็นพื้นฐาน เป็นสวัสดิการที่คนไทยทุกคนควรจะได้รับมาเป็นสิบๆปีแล้วแต่ไม่ได้รับ ควรจะต้องทำตรงนี้ ซึ่งพวกนี้จะทำให้เกิดการจ้างงาน ถ้าคุณอัดเม็ดเงินเพิ่ม 1-2 ล้านล้านบาทเข้าไปทำสิ่งพวกนี้ สิ่งพวกนี้เป็น local content เกือบทั้งหมด หมายความว่ามูลค่ามันเกิดขึ้นในประเทศ เงินไม่ได้ไหลออกเพื่อไปนำเข้าวัตถุดิบหรือเครื่องจักรจากต่างประเทศ มันทำให้เกิดการจ้างงานแน่นอน และนี่คือสิ่งที่เราต้องการ คืองาน คือคุณภาพที่ดีของประชาชน” นายธนาธรกล่าว นอกจากนี้ นายธนาธรยังได้กล่าวถึงแนวคิดเพื่อการพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทย ใช้โอกาสนี้ในการลงทุนฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ที่เคยเสื่อมโทรมมาก่อนหน้านี้ ทำให้พร้อมเปิดรับนักท่องเที่ยวใหม่ได้อย่างน่าประทับใจกว่าเดิมเมื่อผ่านพ้นวิกฤตไปแล้ว […]

ช่อยิ้มหวาน ปารีณาเจอคุกเหนาะ ๆ 8 เดือน

ช่อยิ้มหวาน ปารีณาเจอคุกเหนาะ ๆ 8 เดือน วันนี้ (7 เม.ย. 64) เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.2043/2562 ที่ น.ส.พรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า อดีตโฆษกและอดีต ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ เป็นโจทก์ฟ้อง น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา จากกรณี นางสาวปารีณาได้ทำการโพสต์ภาพลงบนเฟสบุ๊ค โดยมีรูปภาพนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และ น.ส.พรรณิการ์ ที่ถ่ายรูปร่วมกับประชาชนในจังหวัดปัตตานี พร้อมข้อความกล่าวหานายธนาธร น.ส.พรรณิการ์ และพรรคอนาคตใหม่ ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดหลายจุดในกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 2 ส.ค. 2562  ศาลฎีการับคำร้อง ป.ป.ช. สั่ง “เอ๋ ปารีณา” หยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. ทันที ศาลฎีกาวินิจฉัย ปารีณา ไกรคุปต์ ฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายเเรง กรณีบุกรุกพื้นที่ป่าสงวน สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.    

นายธนาธร เข้ารับฟังข้อกล่าวหา ม.112

นายธนาธร เข้ารับฟังข้อกล่าวหา ม.112 วันนี้ (30 มี.ค. 64) นายธนาธร ได้เดินทางมารับฟังข้อกล่าวหา ม.112 ที่สน.นางเลิ้ง จากกรณีไลฟ์บนเฟสบุ๊กเรื่องวัคซีนโควิด-19 ของรัฐบาล ภายใต้หัวข้อ “วัคซีนพระราชทาน ใครได้ใครเสีย” เมื่อวันที่ 18 ม.ค. 64 สำนักงานอัยการสูงสุด แถลงชี้แจง คดีนายสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ น้องชายธนาธร ปมติดสินบน 20 ล้าน ปารีณา เต้น “ก้มต่ำ” ฉลองแม่ธนาธร ไม่รอดคดีรุกป่า ภาพ : พุฒิพงศ์ ธัญญพันธุ์

สำนักงานอัยการสูงสุด แถลงชี้แจง คดีนายสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ น้องชายธนาธร ปมติดสินบน 20 ล้าน

กรณีที่ นายสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ น้องชาย นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำคณะก้าวหน้า ตกเป็นข่าวว่าให้เงินสินบนแก่ บุคคลที่อ้างว่าเจ้าหน้าที่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ รายหนึ่ง พร้อมเงินนายหน้าเป็นจำนวน 20 ล้านบาท เป็นค่าตอบแทนติดต่อประสานงาน นำเงินไปมอบให้รองผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ เพื่อจูงใจให้จัดสรรที่ดินบริเวณองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (ชิดลม) และรื่นฤดี ซึ่งเป็นทรัพย์สินของสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ให้บริษัท เรียลแอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ได้สิทธิการเช่าที่ดินระยะยาว ไม่ต้องผ่านการประมูลตามขั้นตอนปกติ  ซึ่งคำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เมื่อ 27 พ.ย. 2562 พิพากษาจำคุก 3 ปี เจ้าพนักงานสำนักทรัพย์สินฯ และ นายหน้า และเป็นที่วิพากวิจารณ์การไม่ดำเนินคดีกับนายสกุลธร ล่าสุดทีมโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ร่วมกันแถลงเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง กรณีที่มีการเสนอข่าว ว่าอัยการสั่งไม่ฟ้อง และ ไม่ดำเนินคดีกับนายสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ โดย นายอิทธิพร แก้วทิพย์ อธิบดีอัยการ สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายอัยการ ในฐานะโฆษกสำนักงานอัยยการสูงสุด เปิดเผยว่า สำนักงานอัยการสูงสุดได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว กรณีที่มีการเสนอข่าวดังกล่าว ยังคลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริง โดยขอชี้แจง รายละเอียดทั้งหมดในเรื่องนี้ สืบเนื่องจากสำนักงานอัยการพิศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต4 ได้รับสำนวนการสอบสวนพนักงานสอบสวนกองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม(สำนักงานปปช.มีหนังสือแจ้งพนักงานโดยมอบหมายให้ทำการสอบสวนคดีนี้ต่อไปตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต w.ศ.2561 มาตรา 61 วรรค 2) เมื่อ 24 เมษายน 2562 คดีระหว่าง นายอิศรา จารุวณิชกุล ผู้กล่าวหา นายประสิทธิ์ ภัยพลชาญ ผู้ต้อหที่ 1 นายสุรกิจ ตั้งวิทํวนิช  ผู้ต้องหาที่ 2 โดยกล่าวหาผู้ต้องหาทั้งสองว่า ร่วมกันปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอมและร่วมกันเรียกรับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด สำหรับตนเองหรือผู้อื่น เป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจหรือได้จูงใจเจ้าพนักงานโดยวิธีอันทุจริต หรือ ผิดกฎหมาย ให้กระทำการหรือไม่กระทำการในหน้าที่ เหตุเกิดช่วงเดือน มีนาคม – พฤศจิกายน 2560 ต่อเนื่องกัน ในท้องที่แขวงดุสิต เขตดุสิต และ แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพ ต่อเนื่องกัน พนักงานสอบสวนเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งสอง ข้อเท็จจริงทางคดีได้ความว่า ผู้ต้องหาทั้งสองได้ร่วมกันปลอมหนังสือราชการ ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ 2 ฉบับ แล้วนำไปใช้แสดงต่อ นายสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานบริษัท เรียลแอสเสท  ว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ มีที่ดินจะให้เช่าเพื่อทำธุรกิจ 2 แปลงจน นายสกุลธร ตกลงว่าจ้าง และว่าจ้างผู้ต้องหาที่ 2 เป็นผู้แทนดำเนินการในเรื่องดังกล่าว วงเงินสัญญาจ้าง 500 ล้านบาท และ ได้จ่ายเงินให้แล้วบางส่วน จำนวน 3 ครั้ง เป็นจำนวน 20 ล้านบาท สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ทราบข้อเท็จจริงจึงมอบอำนาจให้ นายอิศรา จารุวณิชกุล ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้งสองดังกล่าว ในส่วนของนายสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ พนักงานสอบสวนไม่ได้ตั้งเป็นผู้ต้องหา แต่ได้สรุปในรายงานการสอบสวนว่า จะรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับนายสกุลธร ตามกฎหมายต่อไป

1 2 3 6