แฉกลโกง ! ผอ.ศูนย์บางซื่อ พบเจ้าหน้าที่อาสาทุจริต ขายคิวฉีดวัคซีนโควิด พบผู้ต้องสงสัย 19 คน

แพทย์หญิง มิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผอ.สถาบันโรคผิวหนัง และ ผอ.ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ แถลงเหตุพบทุจริตลงทะเบียนวัคซีนโควิด-19 ที่ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ พบทุจริตซื้อคิวนัดฉีดวัคซีน กว่าหมื่นนัดหมาย ข่าวอื่นๆเพิ่มเติม “เพชร กรุณพล” ถึงกับของขึ้น! ซัดปมความแออัด สถานีกลางบางซื่อ (แค่มุมภาพ?) ลงทะเบียนฉีดวัคซีนโควิด ที่ ศูนย์ฉีดวัคซีนบางซื่อ อายุ 18 ปีขึ้นไป โดยทางศูนย์ทราบเหตุ เมื่อวันที่ 18 ก.ค.2564 ที่มีจำนวนการนัดล่วงหน้า นอกเหนือจากที่เจ้าหน้าที่อัพโหลด ผิดปกติ ในช่วงวันที่ 28-31 ก.ค. กว่าวันละ 2,000 เคส และเกิดขึ้นในเวลาที่เจ้าหน้าที่ไม่ได้ทำงานแล้ว นอกเวลาทำการ 4 ทุ่ม พบว่าผู้ที่ทำเป็นคนใน ที่รู้ข้อมูลการอัพโหลด และรู้ช่วงเวลา 4 ทุ่มกว่า โดยหลังจากที่เจอก็เฝ้าระวัง และรับฟังการแจ้งเบาะแส พร้อมวางแผนสอบสวน โดยในวันที่ 28 ก.ค. ได้ปล่อยให้ผู้ที่จองผิดปกติ เดินทางมา และกันไว้เป็นพยานกว่า 300 คน สอบสวนข้อเท็จจริง ว่ามีการจ่ายเงินให้ใคร พร้อมเตรียมประสานตำรวจ พบเป็นการซื้อคิว ส่วนใหญ่จาก กทม. เกินครึ่ง คร่าว ๆ ตั้งแต่วันที่ 19-27 ก.ค. มากสุด 50 เคส ต่อวัน รวม 700 เคส รายใหญ่ 28-31 ก.ค. พบ 7,000 กว่าราย ทราบไปถึงวันที่ 8 สิงหาคม รวม ๆ เกือบหมื่นราย และได้ยกเลิกไปหมดแล้ว ทั้งนี้ทราบคร่าว ๆ ซื้อมาต่อสิทธิ์ ในราคา 400-1200 บาท เฉลี่ยที่พบบ่อย 800 บาท รวมมูลค่าหลักล้านบาท โดยได้แจ้งความกับตำรวจ ในฐานะผู้เสียหายแล้ว พร้อมยืนยันว่า ไม่มช่การแฮคระบบ แต่เป็นการใช้สิทธิ์ที่มอบให้กับเจ้าหน้าที่จิตอาสา โดยมิชอบ ซึ่งทางศูนย์ ได้เปิดสิทธิ์ให้เจ้าหน้าที่รับลงทะเบียน กว่า 300 คน ทำให้เกิดช่องโหว่ มีจิตอาสาบางคน ซึ่งพบผิดปกติ 19 ล็อคอิน (คน) โดยใน 8 ราย แค่เคส 2 เคส แต่ใน 11 ยูสเซอร์ มี 4 ยูสเซอร์ ที่อัพหนัก ๆ วันละ 4-5 ร้อยรายชื่อ ซึ่งโหลดในเวลา 4 ทุ่มกว่า ๆ ซึ่งได้แจ้งความเป็นผู้ต้องสงสัยไว้แล้ว พบว่ามีความเสียหาย กับค่ายมือถือ ทรู เนื่องจากในเป็นยูสเซอร์ จิตอาสา ที่ค่ายทรู จ้างเอ้าท์ซอร์สมาช่วยงานกับทางศูนย์ และก็ตรงกับที่มิจฉาชีพได้แจ้งรายละเอียด ให้ผู้ที่มาฉีดวัคซีน เข้าที่ประตู 4 ซึ่งเป็นประตู ที่ค่ายทรู ให้บริการ พร้อมขอชี้แจงว่าไม่ใช่เจ้าหน้าที่จากทรู แต่เป็นผู้ที่ถูกจ้างมาทำงานจิตอาสาอีกที นอกจากนี้ พบช่องโหว่ทางเทคนิค อีกประเด็นคือ การเปิดเครื่องคาทิ้งไว้ ทำให้มิจฉาชีพ ทำ vpn จากที่บ้าน มาดำเนินการได้ ทั้งนี้หวังจะได้จับตัวใหญ่สักที และหากมีความคืบหน้าจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็จะแถลงอีกครั้ง

ทำไมค้านแก้ ม.144 ‘ก้าวไกล’ ซัดมาว่าแบบนี้…?!!

ประเด็นร้อนทางการเมืองเรื่อง การเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยังวนลูปเหมือนเดินวนอยู่ในเขาวงกต ทั้งพรรคพลังประชารัฐและเพื่อไทยต่างคนต่างอ้างความชอบธรรมในการนำเสนอแก้ไข ขณะที่ พรรคก้าวไกล ยืนยันไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข มาตรา 144 ที่จะเปิดช่องให้มีการทุจริตการใช้งบประมาณแผ่นดิน ข่าวที่เกี่ยวข้อง พรรคพลังประชารัฐ ลงพื้นที่สำรวจโครงการสร้างสถานีสูบน้ำประตูระบายน้ำกระทุ่มแบน นายกฯ เย้ย จตุพร นัดม็อบชุมนุม 4 เม.ย. ขนาดแกนนำเสื้อแดงยังไม่เอาด้วย วันที่ 4 เม.ย. 64 นาย ไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีนาย ประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ว่า พรรคพลังประชารัฐเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ 5 ประเด็น 13 มาตรา อย่างเสแสร้ง ตบตาประชนไทย เพื่อลดแรงต้านว่าพรรคพลังประชารัฐจริงใจ และจริงจังที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อประธานรัฐสภาในวันที่ 7 เม.ย. 64 เพื่อให้เป็นประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน นายไพบูลย์เสริมอีกว่า พรรคพลังประชารัฐลงมือทำแล้ว ขณะที่พรรคร่วมฝ่ายค้านยังไม่ได้หารือกันจริงๆจังๆทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญ หากพรรคเพื่อไทยมัวแต่คิดจะแก้รัฐธรรมนูญลดหรือแย่งอำนาจจากสมาชิกรัฐสภากลุ่มอื่น เพื่อมาเพิ่มอำนาจกลุ่มตนเอง ไม่ยอมเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเป็นประโยชน์กับประชาชนโดยตรงก่อน เพราะต้องการเอาประชาชนมาเป็นตัวประกันให้ได้ตามความต้องการของพวกตนก่อนใช่หรือไม่ ขณะนี้ประชาชนอยากเห็นการพูดจริงทำจริงเพื่อประชาชน พรรคเพื่อไทยที่มีแต่คำพูดวาทกรรมสวยหรู แต่ไม่ทำอะไรจริงๆจังๆให้เป็นประโยชน์กับประชาชนเลย จึงหวังว่าพรรคเพื่อไทยจะเร่งร่วมยื่นญัตติร่างแก้รัฐธรรมนูญเพื่อเป็นประโยชน์กับประชาชน ไม่ควรใช้เวลานานอย่างที่เป็นข่าว นาย พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้พูดคุยกันถึงรายละเอียดร่างแก้ไขที่นายไพบูลย์เสนอ มีหลายประเด็นที่ไม่เห็นด้วย เช่น การขอแก้ มาตรา 144 เพื่อไม่ให้ ส.ส.แปรญัตติงบประมาณ อ้างว่าเพื่อให้ ส.ส.จะได้มีงบฯลงไปช่วยประชาชน แต่มองกลับกัน อำนาจการช่วยเหลือชาวบ้านในพื้นที่ควรมอบให้ท้องถิ่นเป็นสำคัญไม่ใช่ ส.ส. หากแก้ไขให้ ส.ส.แปรญัตติงบฯได้จริงจะเปิดช่องให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชัน อยากให้แก้ไขเพิ่มอำนาจประชาชน ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ตัวเอง          

ศรีสะเกษอัดอั้น ติดป้ายห้ามเลือกผู้เเทนโกงกิน

เหลือเวลาอีกเพียง 2 วัน สำหรับการไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง นายกเทศมนตรี พร้อมด้วยสมาชิกสภาเทศบาลทั่วประเทศ ซึ่งบรรยากาศก่อนวันเลือกตั้วของประชาชนชาว จ.ศรีสะเกษ มีทั้งออกมาเดินรณรงค์เชิญชวนพี่น้องประชาชนไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งกันในวันอาทิตย์นี้ ตั้งแต่ 08.00 น. ถึง 17.00 น. เหล่าบรรดาผู้สมัครก็ได้ออกเดินไปตามหมู่บ้าน ตามท้องถนน เคาะประตูบ้านเพื่อหาเสียง นำรถเปิดเครื่องขยายเสียงประชาสัมพันธ์กันอย่างคึกคัก     ขณะเดียวกันที่อำเภอพยุห์ พบป้ายรณรงค์หาเสียงแต่ไม่ต้องการให้เลือกผู้สมัครดังกล่าว เป็นการสะท้อนภาพอีกมุมหนึ่งของการเมือง ของบรรดาผู้แทนประชาชนในทุกระดับ ทั้งระดับท้องถิ่นหรือระดับประเทศ ที่มุ่งจะเข้าไปกอบโกยผลประโยชน์มากกว่าทำประโยชน์ให้บ้านเมืองและประชาชน โดยป้ายเลียนแบบผู้สมัครที่ยกมือไหว้แต่ใบหน้ากลับเป็นรูปศีรษะกระบือมาใส่แทน พร้อมมีข้อความหาเสียงกำกับไว้ต่างๆนาๆ เช่น กอบโกย โกงกิน ทุจริตอย่างจริงใจ ไม่เคยโปร่งใส ตรวจสอบก็ไม่ได้ ขี้โม้ไปวันๆ พร้อมติดป้ายประกาศหาเสียงไว้ข้างกำแพงข้างบ้านตนเอง ติดกับถนนประชาชนสัญจรผ่านไปมาได้เห็นได้อ่านกันอย่างชัดเจน  

ตำรวจทลายขบวนการทุจริตโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน”

  (27 ม.ค.2564) เวลา 10.00 น. พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. , พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร./ผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศสอส.ตร.) , พล.ต.ท.นิทัศน์ ลิ้มศิริพันธ์ ผบช.ทท. , พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช รอง ผบช.ก. นายเขมพล อุ้ยตยะกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา , น.ส.สภัทร์พร ธรรมาภรณ์พิลาศ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และผู้แทนธนาคารกรุงไทย ร่วมกันแถลงข่าวจับกุม “ขบวนการทุจริต โครงการเราเที่ยวกัน” ผู้ต้องหา 50 ราย สืบเนื่องจากพบพฤติกรรมผิดปกติในโครงการเราเที่ยวด้วยกัน จึงได้เข้าแจ้งความกับ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ขอให้ตรวจสอบผู้ที่อาจจะกระทำผิดทุจริตในโครงการ โดยมอบหมายให้ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร.ในฐานะ ผอ.ศปอส.ตร. เป็นหัวหน้าคณะทำงาน   จากการสืบสวนร่วมกันของ บก.ป., ศปอส.ตร. และ บช.ทท. พบว่า มีผู้ประกอบธุรกิจที่กระทำการเข้าข่ายทุจริตหลายรูปแบบ เช่น เปิดให้มีการจองห้องพัก แต่ไม่มีการเข้าพักจริง, นําคูปองที่ได้รับหลังจากเช็คอินห้องพัก ไปสแกนใช้จ่ายกับร้านค้า แต่ไม่มีการซื้อสินค้าจริง, บางโรงแรมมีที่ตั้งจริง ลงทะเบียนถูกต้อง แต่ยังไม่เปิดให้บริการ กลับมีการเปิดให้จองห้องพัก หรือมีการตั้งราคาจองห้องพักไว้แพงเกินจริง หวังกินส่วนต่างราคาส่วนลด   ที่ จ.ชัยภูมิ โดย ชุดปฏิบัติของ กก.3 บก.ป. นำกำลังเข้าค้นโรงแรมณัฐชญา รีสอร์ท และผู้ที่เกี่ยวข้องรวม 41 ราย 38 จุด โดยแบ่งเป็น เจ้าของโรงแรม 1 ราย เจ้าของร้านค้า 22 ราย คนกลางผู้รวบรวมสิทธิ์หรือสวมสิทธิ์ 14 ราย ผู้รับจ้างเปิดบัญชี 3 ราย ผู้รับจ้างบันทึกข้อมูลจองโรงแรม อีก 1 ราย ซึ่งกระจายอยู่ในพื้นที่ 6 จังหวัด คือ จ.ชัยภูมิ, เลย, นครราชสีมา, ขอนแก่น, เพชรบูรณ์ และ ศรีสะเกษ   ผลการตรวจค้น จับกุมผู้ต้องหารวม 38 ราย พฤติการณ์ พบมีการลงทะเบียนเป็นรีสอร์ทขนาดเล็ก มีห้องพักทั้งหมด 10 ห้อง นับตั้งแต่เดือน ก.ค.63 ถึงปัจจุบัน มีผู้ใช้สิทธิโครงการ จํานวน 9,263 ราย ยอดจองห้องพัก 92,028 ห้อง เฉลี่ย 1,000-3,000 ห้องต่อวัน คิดเป็นมูลค่ารวม 33,866,966 บาท ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง และยังพบว่า กว่าร้อยละ 99 ของการจองห้องพัก 1 คน จะจอง 10 ห้อง เต็มทุกครั้ง และเวลาในการเช็คอินและ เช็คเอ๊าท์ ทับซ้อนไม่สัมพันธ์กัน นอกจากนี้ยังพบว่า คูปองที่ได้รับหลังจากเช็คอินห้องพัก ที่ใช้สำหรับสแกนจ่ายกับร้านค้าที่เข้าโครงการ มียอดการใช้จ่ายที่สูงกว่าปกติ   พล.ต.อ.สุวัฒน์ ฯ กล่าวว่า ผู้ต้องหามีการกระทำเป็นขบวนการ โดยจะมีผู้ซื้อสิทธิ ตามหาซื้อสิทธิในโครงการ โดยให้ค่าตอบแทนรายละ 400-500 บาท เมื่อประชาชนขายสิทธิให้แล้ว ผู้ซื้อสิทธิจะให้เจ้าของสิทธิติดตั้งแอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง” เสียก่อน หลังจากนั้นผู้ซื้อสิทธิจะนำเอาโทรศัพท์ของเจ้าของสิทธิไปดำเนินการจองโรงแรม และใช้คูปอง หรืออีกวิธีหนึ่งคือ จะนำเอาข้อมูลบัตรประชาชนและ ซิมการ์ดที่ลงทะเบียนแล้วไปขายต่อให้กับผู้สวมสิทธิ โดยจะขายให้ผู้สวมสิทธิในราคา 800-1,000 บาท […]

ตามจับได้แล้ว! ตำรวจตามรวบ อดีตพนักงานธนาคาร ยักยอกทรัพย์กว่า 20 ครั้ง เป็นเงินหลายล้านบาท

ตำรวจนำหมายศาลตามรวบถึงลำพูน อดีตพนักงานสาวแบงก์ใหญ่ ยักยอกทรัพย์กว่า 20 ครั้ง-โดน ปปท.ชี้มูลตั้งแต่ปี 48 พ.ต.อ.ศานุวงษ์ คงคาอินทร์ ผกก.4 บก.ปทส. กองบัญชาการสอบสวนกลาง สั่งการให้ชุดสืบสวนปราบปราม กก.4 บก.ปทส. ติดตามจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 5 ที่ จ.3/2563 ลงวันที่ 8 เมษายน 2563 หลังสืบทราบว่าได้หลบหนีไปอยู่ที่ บ้านหลังหนึ่งเขตตำบลเหมืองง่า อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ปทส. จึงไปตรวจสอบที่บ้านเป้าหมาย เมื่อบ่ายวานนี้(9 ส.ค.) แต่ไม่พบตัวนางสาววิญาดา อุ่นจิตร อายุ 49 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับ ตรวจสอบกับแหล่งข่าวพบว่ากำลังอยู่เขตหมู่ที่ 2 ตำบลเวียงยอง อำเภอเมืองลำพูน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงตามไปจนพบและควบคุมตัวได้ที่สำนักงานบัญชีและธุรกิจแห่งหนึ่งใน อ.เมืองลำพูน จ.ลำพูน และได้นำตัวผู้ถูกจับส่งศาลอาญาทุจริตประพฤติมิชอบ ภาค 5 เพื่อดำเนินคดีต่อไป ผู้ต้องหารายนี้เป็นอดีตพนักงานธนาคารกรุงไทย (ขอสงวนชื่อสาขา) ได้ทำการ ทุจริตยักยอกเงินธนาคาร กว่า 20 ครั้ง เป็นเงินหลายล้านบาท (ธนาคารแจ้งขอสงวนยอดเงิน) ปปท.ชี้มีมูลมีความผิดตั้งแต่ พ.ศ.2548 ต่อมาผู้ต้องหาได้หลบหนีไป จนกระทั่งมีการออกตามหมายจับเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2563 ความอาญา ฐานความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 4 และมาตรา 11 โดยมีการแจ้งข้อกล่าวหาตามพระราชบัญญัติ ว่าด้วยความผิดของพนักงาน ในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 4 ผู้ใดเป็นพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใดเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท มาตรา 11 ผู้ใดเป็นพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

1 2 3