ร้านบะหมี่สูตรเด็ด ใส่เครื่องปรุงลับ จนโดนตำรวจจับ คนกินติดใจอร่อยจนหยุดกินไม่ได้

เว็บไซต์เดอะซัน รายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุมเจ้าของร้านอาหารริมทางแห่งหนึ่ง ในเมืองเหลียนยุนกัง มณฑลเจียงซู ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศจีน ภายหลังจากตรวจสอบพบว่า แอบใส่สารผิดกฎหมายในอาหาร เพื่อให้ลูกค้าติดใจแล้วกลับมาซื้อใหม่ ข่าวอื่นๆเพิ่มเติม “โหน่ง ชะชะช่า” ปลงตก!! หลังโควิดระลอก 3 ทำร้านบะหมี่เงียบ!!! ตะลึงงัน ! สั่งบะหมี่ป๊อกป๊อก แล้วได้ของแถม เจอแบบนี้..ควรไปต่อดีหรือพอแค่นี้ สื่อท้องถิ่นเผยว่า ร้านอาหารดังกล่าวขายอาหารประเภทบะหมี่ ขายดิบขายดีมีลูกค้าไปกินไม่ขาดสาย กระทั่งเมื่อเดือนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากผู้ให้ข้อมูลรายหนึ่ง ซึ่งอ้างว่าเป็นลูกค้าประจำ เผยว่า ตนรู้สึกแปลก ๆ ประกอบกับเห็นข่าวว่ามีร้านอาหารบางแห่งแอบใส่สารเสพติดในอาหารให้ลูกค้า จึงสัยว่าร้านนี้อาจจะทำเช่นเดียวกัน ต่อมา ทางเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบร้านอาหารดังกล่าว พร้อมนำตัวอย่างอาหารไปดำเนินการทดสอบ ก่อนผลจะออกมาพบสารปาปาเวอร์รีน และนิโคติน ซึ่งเป็นสารเสพติดที่มาจากฝิ่น และสารประกอบผิดปกติอื่น ๆ ในระดับสูง หลังจากนั้น ทางเจ้าหน้าที่จึงเข้าดำเนินการบุกตรวจค้นทั้งร้าน โดยยึดหม้อน้ำมันพริกขนาดใหญ่ต้องสงสัย ก่อนผลการตรวจสอบจะพบว่ามีส่วนประกอบของสารที่ได้จากฝิ่นเช่นเดียวกัน ภายหลังจากการสอบสวนทางเจ้าของร้าน ให้การรับสารภาพว่าแอบใส่สารดังกล่าวจริง เพื่อให้ลูกค้าติด แล้วอยากกินกินอีกจนต้องกลับมาซื้อซ้ำ โดยอ้างว่าเนื่องจากสถานการณ์โควิด 19 ทำให้ขาดรายได้ ไม่อยากให้ธุรกิจเจ๊ง จึงต้องใช้วิธีนี้ รายงานของทางเจ้าหน้าที่เผยว่า เจ้าของร้านรับซื้อผงยามาจากจากพ่อค้าเครื่องเทศ จากนั้นผสมเข้ากับพริก น้ำมันถั่วเหลือง และบะหมี่เย็น ซึ่งทำให้รสชาติดีขึ้น แต่เป็นสารเสพติด ส่งผลให้เกิดอันตรายต่อร่างกายผู้บริโภค โดยขณะนี้ ทางเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างดำเนินการสอบสวน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายกับทางเจ้าของร้านดังกล่าว

สกัดจับรถแท๊กซี่ สายสนามบินหาดใหญ่ 2คัน ขณะขนแรงงานต่างด้าวชาวเมียนมา จำนวน 10คน

สงขลา-สะเดา เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงสกัดจับรถแท็กซี่สายสนามบินหาดใหญ่2คันขณะขนแรงงานต่างด้าวชาวเมียนมาจำนวน10คน ที่ลักลอบเข้ามาทางรั้วชายแดนไทยมาเลเซีย และนำตัวไปคัดกรองตรวจหาเชื้อโควิด19ทันทีโดยเฉพาะสายพันธุ์อินเดียและแอฟริกาใต้ เผยเตรียมนำแรงงานทั้งหมดไปส่งยังพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ ให้กับนายหน้า ชาวโซเซียลต่างไม่พอใจ วิจารณ์ยับ!! เอาให้หนักทั้งนายหน้า แล้วก็นายหัวแท็กซี่ รู้ทั้งรู้ว่าโรคนี้มันน่ากลัวขนาดไหนก็ยังจะทำ แบบนี้มันเห็นแก่ตัวเกินไป ไม่ติดเชื้อไม่ไม่เป็นไร ถ้าติดละพวกคุณจะรับผิดชอบกันยังไง ตอนนี้บ้านเมืองยังเลวร้านไม่พออีกหรอ รู้ว่าตอนนี้มันหาเงินยาก แต่ทำแบบนี้คุณคิดว่ามันถูกหรอ “เห็นถึงของขึ้น”ว่าแล้วสักวันต้องได้ยินข่าวแบบนี้ อ่านข่าวอื่นๆเพิ่มเติม เตือนประชาชน กินหมูต้องปรุงสุก หลังพบโรงงานชำแหละหมู มีแรงงานต่างด้าวติดเชื้อโควิด 32 คน รวบแล้ว “เจ๊เพชร” เอเย่นต์ขนส่งแรงงานต่างด้าวในไทย           ขอบคุณ : เจ้าของภาพ

แบบนี้ก็มีด้วย ใช้รถไถทำนา โดนชาวบ้านแจ้งจับ ข้อหาทำนาเสียงดัง

เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่ชาวเน็ตต่างให้ความสนใจกันเป็นจำนวนมาก จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กหนุ่มรับจ้างไถนาโพสต์ เล่าประสบการณ์ถูกตร.เข้าตรวจสอบขณะไถนารับจ้าง ย่านลาดกระบัง โดยมีเพื่อนบ้าน แจ้งตร.ว่าเสียงรถไถนาดังรบกวน ล่าสุดทางด้านเจ้าของโพสต์ เปิดเผยว่า มีชาวบ้านโทรไปร้องเรียนกับตร.ว่ารถไถนาของตนเสียงดังรบกวน ซึ่งไม่ได้ดัดแปลงตกแต่งท่อรถไถนา และทำนาแบบนี้มาตามปกติมานานกว่า6-7ปีแล้ว แต่พบมูลเหตุว่า เจ้าของนา และเพื่อนบ้าน มีปัญหาข้อพิพาทกันมานาน จึงอาจเป็นที่มาเรื่องการไถนาวันนี้ จนตร.ต้องมาตรวจสอบ วอน 28 จังหวัด งดทำนา เสี่ยงข้าวยืนต้นตาย น้ำไม่เพียงพอ แมลงสาบ 1,000 ตัว ถูกปล่อยใส่งานเลี้ยงตำรวจ กรมตำรวจ

นาที ผู้ต้องหา ยิงหนังสติ๊กใส่เหยื่อ 11 คน

29 เม.ย.2564 พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น. เดินทางมายัง สน.สุทธิสาร เพื่อประชุมเเละตรวจสอบสำนวนคดีคนร้ายก่อเหตุใช้หนังสติ๊กยิงหินใส่รถประจำทาง ขสมก. สาย 137 และ 185 และรถยนต์ประชาชนอีกหลายคัน ย่านทางลอดอุโมงค์ข้ามแยกรัชดา-สุทธิสาร และร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านกาแฟ รวมทั้งหมด 11 ครั้ง มีทั้งผู้ได้รับบาดเจ็บ เเละทรัพย์สินเสียหาย ใน 4 พื้นที่ สน.สุทธิสาร สน.ห้วยขวาง สน.พหลโยธิน และ สน.ดินแดง เมื่อคืนที่ผ่านมาชุดสืบสวนสามารถจับกุมนายไพรวัลย์ อายุ 48 ปี ชาว จ.ชัยภูมิ ผู้ต้องหาที่ห้องเช่าแห่งหนึ่ง ย่านสุขสวัสดิ์ กรุงเทพฯ พร้อมของกลางเป็นหนังสติ๊ก และหินประดับสวนสีขาวที่ใช้ก่อเหตุ ซึ่งผู้ต้องหาอ้างว่าเก็บมาจากปั๊มแก๊สแห่งหนึ่ง ย่านเพชรเกษม กรุงเทพฯ รวมถึงด้ามยิงหนังสติ๊กเจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานคร ไปพบในถังขยะใกล้ห้องเช่าของผู้ต้องหา สอบสวนเบื้องต้น นายไพรวัลย์ รับว่า เป็นคนก่อเหตุจริง เนื่องจากโกรธแค้นที่เคยถูกไล่ออกจากการขับรถเมล์ จากนั้นได้ออกมาเช่าแท็กซี่ขับ 3 คันนี้ ได้ 1 เดือน สลับออกมาก่อเหตุ ช่วงแรกเลือกเหยื่อเฉพาะรถเมล์เท่านั้น ต่อมาเป็นชาวบ้านทั่วไป สาเหตุที่ทำเพื่อระบายความอัดอั้นในใจ เเละเป็นวิธีระบายความเครียดส่วนตัวซึ่งเคยรักษาอาการป่วยที่ รพ.ใน จ.นครราชสีมา เบื้องต้นเตรียมเเจ้งข้อหาทำให้เสียทรัพย์ เเละอยู่ระหว่างพิจารณาข้อหาอื่นๆ ส่วนเรื่องตรวจสอบสภาพจิตใจผู้ต้องหาว่ามีสภาพทางจิตหรือไม่ จะส่งให้ทางกรมราชทัณฑ์เป็นผู้ตรวจสอบ เเละนำข้อมูลมาประกอบสำนวนคดีต่อไป อ่านข่าวอื่นๆเพิ่มเติม อุกอาจ “คนร้ายปล้นร้านทอง” อ้าง ไม่มีเงินซื้อตั๋วกลับบ้าน จึงต้องทำ ตำรวจฝันมีคนร้ายบุกทำร้ายเลยชักปืนยิงสวน สะดุ้งตื่นลั่นโดนขาตัวเอง คาดนอนน้อย           ขอบคุณภาพและข้อมูล

บุกจับ อดีตประธานสภาฯ สวมบัตรประชาชน เครือข่ายเล่าต๋า !

เมื่อวันที่ 8 เม.ย.2564 กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สั่งการให้ พ.ต.อ.แมน เม่นแย้ม ผกก.5 บก.ทล. พ.ต.ท.กรกฤช งามวงศ์วาน สว.ส.ทล.2 กก.5 บก.ทล.สนธิกำลังร่วมกับ บก.ป.กก.3 และ สภ.แม่เจดีย์ เข้าจับกุมตัว นายธีรพิพัฒน์ อายุ 45 ปี บ้านเลขที่ 168 ม.11 ต.ศรีถ้อย อ.แม่สรวย จ.เชียงราย ที่บริเวณหน้าร้านอาหารปลายนา หมู่ 2ต.แม่เจดีย์ อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย ตามหมายจับ ของศาล จ.พะเยาที่ 93/2563 และหมายจับที่100/2563 ลง 2 ธ.ค.2563 คดีเลขดำที่ อ 651/60 คดีเลขแดงที่ อ405/2561 ลง 27 ต.ค.2563 ในความผิดฐาน “พ.ร.บ.ทะเบียนราษฎร และความผิดปลอมแปลงเอกสาร สวมบัตรประชาชนให้เครือข่ายยาเสพติด “เล่าต๋า” ส่ง สภ.พะเยา ดำเนินคดี สืบเนื่องจาก เมื่อ ต้นเดือน ก.พ.2551 นายธีรพัฒน์ฯ ได้ไปแจ้งชื่อนายแอสคา แอจู่(ผู้เสียชีวิต) เข้ามาอยู่ในทะเบียนบ้านของตนเอง บ้านเลขที่ 419 ม.11 ต.บ้านต๋ำ อ.เมืองพะเยา จากนั้น 14 มี.ค.2551 นายธีรพัฒน์ ได้พาตัวนาย นิติ รุจณี มาแสดงตัวกับเจ้าหน้าที่ว่าเป็นนายแอสคา แอจู่(คนตาย) ต่อมากรมการปกครองได้รับรายงานจาก ปปส.ให้ตรวจสอบสถานะบุคคลของนายนิติ รุจมณี ซึ่งอยู่ในขบวนการค้ายาเสพติด (เครือข่ายเล่าต๋า) เจ้าหน้าที่งานทะเบียน อ.เมืองพะเยา จึงตรวจสอบพบว่า นายนิติ รุจมณี เป็นบุคคลสวมบัตรประจำตัวประชา ชนของนายแอสคา แอจู่ ที่เสียชีวิตไปแล้ว โดยมีนายธีรพัฒน์ มายืนยันและรับรองสถานภาพบุคคล เจ้าหน้าที่จึงเข้าแจ้งความ.สภ.เมืองพะเยา ให้ดำเนินคดีกับนายธีรพิพัฒน์ฯ ตามพ.ร.บ .การทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 มาตรา4 มาตรา30 และความผิดเกี่ยวกับเอกสาร ป.อาญามาตรา267 เมื่อนายธีรพิพัฒน์ฯ ถูกจับกุมตัวดำเนินคดีศาลชั้นต้น พิพากษา จำคุก4 ปี 6 เดือน ศาลอุธรณ์ยกฟ้อง และศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น จำคุกนายธีรพิพัฒน์ฯ 4 ปี 6 เดือน แต่นายธีรพิพัฒน์ฯได้หลบหนีไม่ไปฟังคำพิพากษา ศาล จ.พะเยา จึงออกหมายจับ จนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามจับกุมได้ในครั้งนี้ อ่านข่าวอื่นๆเพิ่มเติม พ่อค้า “ยาเสพติด”หักหลังกันเองยิงตาย 2 ศพ มือปืนหนีลอยนวล จากช่างซ่อมรถ ผันตัวเป็นเอเย่นต์ยาเสพติด! สุดท้ายโดนรวบ รวบเเล้ว โจรกระชากกระเป๋า-เคยต้องโทษคดียาเสพติดมาก่อน       ขอขอบคุณภาพและข้อมูล

1 2 3