แบบนี้ผิดไหม? “ชาวเน็ต”แตกหลายเสียง  ลุงเก็บทะเบียนรถได้ เรียกค่าเก็บแผ่นละ100

แบบนี้ผิดไหม? “ชาวเน็ต”แตกหลายเสียง  ลุงเก็บทะเบียนรถได้ เรียกค่าเก็บแผ่นละ100 จากกรณีที่มีคนที่ใช้บัญชีFacebook ชื่อ น้องนิววี่ นะคร้  โพสต์ข้อความและรูปภาพว่า “แบบนี้ก็ได้เหรอทำน้ำท่วมป้ายหลุดเขาก็ต้องไปหาอยู่ดีถึงลุงไม่หาเขาก็ต้องหาอยู่ดีแล้วมาเรียกเก็บใบละ 100 บาทแล้วดูกี่ใบกะรวยเหรอถามจริง พร้อมลงรูปภาพป้ายทะเบียนรถยนต์จำนวนมาก ที่ลุงแกเก็บได้”   เจ้าของfacebookต้นโพสต์  เล่าว่า  ตนเองและแฟนขับรถผ่านซอยที่จะไปทะลุออกข้างโรงพยาบาลบางนา 5 ซึ่งวันนั้นฝนตกหนักถนนน้ำท่วมสูง เมื่อถึงที่ทำงานพบว่าป้ายทะเบียนหายจึงรอให้น้ำลดระดับแล้วกลับมาที่จุดเดิม แต่พอกลับมาพบว่าป้ายทะเบียนอยู่ในบ้านลุงคนดังกล่าว พร้อมกับป้ายทะเบียนอื่นๆอีกนับร้อย จึงจอดรถเข้าไปดูและลุงบอกว่าขอค่าเก็บ 100 บาท ตนก็เลยข้องใจว่า ทำไมต้องจ่ายเงิน แต่สุดท้ายก็ได้โอนจ่ายไป ข่าวเพิ่มเติม นักกินหมูกะทะระวังด่วน! ไข้หูดับพรากชีวิต 3ราย สาเหตุเกิดจากสิ่งนี้?! เปิดข้อความ “แบมแบม ตอบกลับ มดดำ” หลังส่งข้อความขอโทษ ว่า…?!

ตำรวจปฏิเสธ ไม่ได้ชนแล้วหนี ต้องรีบออกพื้นที่…

พลตำรวจโท ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล แถลงถึงสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณแยกดินแดง เมื่อคืนวันที่ 12 กันยายน 2564 ที่ผ่านมา ซึ่งมีคลิปวิดีโอปรากฎว่า ตำรวจขับรถคุมผู้ต้องขังขับรถชนแล้วหนี ขอชี้แจงว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ขับรถคันดังกล่าวสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) จริง โดยได้รับคำสั่งจาก บช.น. ว่าให้นำรถผู้ต้องขังไปสนับสนุนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หลังจากสถานการณ์ยุติลงก็ให้ไปจอดคอยรับคำสั่งที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ข่าวอื่นๆเพิ่มเติม บช.น. แจง รถตำรวจ สน.พลับพลาไชย 1 พุ่งชนผู้ชุมนุม อ้าง โดนทำแบบนี้ ?! รีบขับหนีเพราะกลัวอันตราย คลิปนาทีรถตำรวจ เข้าฝ่ากลุ่มผู้ชุนนุม พุ่งชนโดนผู้ชุมนุม แล้วก็ขับหนีไป พลตำรวจโทภัคพงศ์กล่าวอีกว่า หลังจากนั้นได้รับแจ้งว่าเหตุการณ์ยุติ มีการเปิดเส้นทางจราจรแล้ว ก็ให้รถควบคุมผู้ต้องขังคันดังกล่าวกลับไปยังต้นสังกัดได้ จึงขับผ่านทางถนนวิภาวดี มาถึงสามเหลี่ยมดินแดง แต่กลับพบกลุ่มบุคคล 6-7 คน ใช้ของแข็งทุบรถควบคุมผู้ต้องขัง และมีเสียงระเบิด ซึ่งในเวลานั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ขับรถไม่มีอาวุธ เกรงว่าจะได้รับอันตรายและทรัพย์สินเสียหาย จึงได้ขับรถหลบหนี หลังจากนั้น ปรากฏว่าบุคคลดังกล่าวยังพยายามขัดขวาง จึงได้มีการเฉี่ยวชน และได้หยุดดูแล้ว ปรากฏว่าผู้ที่ถูกเฉี่ยวชนไม่ได้รับอันตราย จึงได้ขับรถต่อไป แต่สุดท้ายพบว่ารถคันดังกล่าวได้รับความเสียหาย ไม่สามารถขับต่อได้ จึงได้นำรถไปจอดไว้ที่โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า ก่อนจะรายงานให้ต้นสังกัดทราบ พร้อมทั้งให้ตำรวจพิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบสภาพรถในเวลา 3.00 น. ทั้งยังได้ลงบันทึกประจำวันไว้ที่สถานีตำรวจนครบาลดินแดง และจะไปร้องทุกข์กลุ่มบุคคลดังกล่าว ในข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงาน และทำลายทรัพย์สินของทางราชการ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลกล่าวอีกว่า เมื่อกลางดึกที่ผ่านมา ตำรวจได้โทรศัพท์สอบถามทุกโรงพยาบาลในพื้นที่ ก็ไม่ได้รับแจ้งว่ามีบุคคลเข้ารักษาตัวจากเหตุดังกล่าว แต่ทั้งนี้ หากบุคคลดังกล่าวได้รับความเสียหาย ก็มีสิทธิดำเนินการตามกฎหมายกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเช่นกัน “ถ้าจอดตรงนั้น ผมก็ไม่รู้ว่าตำรวจจะได้รับบาดเจ็บขนาดไหน หรือว่ารถจะเสียหายขนาดไหน เพราะเหตุการณ์มันมีหลายครั้งหลายหนที่กลุ่มบุคคลเข้ามาแล้วเผาทรัพย์สินของทางราชการ เมื่อเร็วๆ นี้ ตำรวจของเราก็ได้รับบาดเจ็บ” สำหรับภาพการขับรถผู้ต้องขังเฉี่ยวชนคนนั้น ปรากฏในการไลฟ์สดของสำนักข่าว The Reporters โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 23.55 น. ที่แยกดินแดง มุ่งหน้าไปยังอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดยเป็นภาพชัดเจนว่า หลังจากรถคันดังกล่าวขับชนจนมีผู้บาดเจ็บแล้ว รถได้แล่นออกไปจากพื้นที่เกิดเหตุทันที พลตำรวจโทภัคพงศ์ยังกล่าวถึงเหตุการณ์ที่มีตำรวจเข้าไปในแฟลตดินแดงเพื่อจับกุมกลุ่มผู้ชุมนุม เมื่อคืนวันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา จนปรากฏเป็นข่าวการใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่ว่า การปฏิบัติงานทุกอย่างเป็นไปตามพระราชกำหนดในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อยับยั้งการก่อเหตุวุ่นวาย และยับยั้งความพยายามทำร้ายตำรวจ โดยในวันดังกล่าว ตำรวจพยายามเลี่ยงการปฏิบัติหน้าที่ในเคหะสถานตลอดเวลา แต่วันนั้นสถานการณ์ไม่มีทีท่าจะยุติ ตำรวจจึงเข้าไปปฏิบัติการ และในวันนั้นก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจบาดเจ็บจากวัตถุระเบิดบริเวณใบหน้าและเบ้าตา ซึ่งเป็นสิ่งยืนยันว่ามีการใช้อาวุธจากฝั่งผู้ชุมนุม แต่ตำรวจก็ยังไม่เคยใช้อาวุธจริง ใช้เพียงอุปกรณ์ควบคุมการชุมนุม เช่น กระสุนยางและแก๊สน้ำตาเท่านั้น

บช.น. แจง รถตำรวจ สน.พลับพลาไชย 1 พุ่งชนผู้ชุมนุม อ้าง โดนทำแบบนี้ ?! รีบขับหนีเพราะกลัวอันตราย

(13 ก.ย.64) กองบัญชาการตำรวจนครบาลชี้แจงกรณีปรากฏภาพรถควบคุมผู้ต้องหาวิ่งชนกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ บริเวณแยกดินแดง เมื่อช่วงดึกของวันที่ 12 กันยายน โดยจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นทราบว่า รถควบคุมผู้ต้องหาคันดังกล่าวเป็นของ สน.พลับพลาไชย 1 โดยเมื่อวันที่ 12 กันยายน ส.ต.อ.นรเศรษฐ ผบ.หมู่ ผู้ช่วยพนักงานสอบสวน สน.พลับพลาไชย 1 ได้รับคำสั่งจาก บก.น.6 ให้นำรถควบคุมผู้ต้องหาของ สน.พลับพลาไชย 1 คันหมายเลขทะเบียน ฮจ 5399 กทม. ไปสนับสนุนภารกิจที่ ตร. และหลังจากเสร็จภารกิจที่ ตร. ให้ไปสนับสนุนภารกิจ ที่ บช.ปส. จากนั้นเมื่อเวลาประมาณ 23.30 น. ได้มีการสั่งกำลังพลบางส่วนที่สนับสนุนการปฏิบัติการควบคุมสถานการณ์ที่แยกดินแดง สามารถถอนกำลังกลับที่ตั้งได้ ส.ต.อ.นรเศรษฐ จึงได้ขับรถคันดังกล่าว เดินทางกลับ สน.พลับพลาไชย 1 เพื่อนำรถยนต์คันดังกล่าวมาเก็บที่ สน. และจะนอนพักที่ สน. เพื่อรอปฏิบัติหน้าที่ในวันรุ่งขึ้น โดยคิดว่ากลุ่มผู้ชุมนุม ผู้ก่อความไม่สงบได้ออกนอกพื้นที่แยกดินแดงแล้ว จึงได้ใช้เส้นทางถนนวิภาวดีรังสิต ข่าวที่เกี่ยวข้อง ผกก.สน.ดินแดง จ่อดำเนินคดี พ.ร.บ.คอม คนถ่าย คลิปตำรวจยิงปืน ม็อบ 16 สิงหา เปิดเบี้ยเลี้ยงควบคุมฝูงชนม็อบ 3 นิ้ว หลังโซเชียลเดือด “ทวงเบี้ยเลี้ยงให้คฝ.” ต่อมาเมื่อเวลาประมาณ 23.45 น. ได้ขับรถมาถึงบริเวณแยกดินแดง มีกลุ่มคนประมาณ 6-7 คน วิ่งออกจากข้างถนน เข้ามายังรถควบคุมผู้ต้องหาคันดังกล่าว และได้ใช้ไม้ วัตถุของแข็ง ตีบริเวณกระจกหน้าฝั่งคนขับ รวมถึงรอบๆ ตัวรถ และมีเสียงระเบิดดังขึ้นบริเวณรอบรถหลายครั้ง ส.ต.อ.นรเศรษฐ เกรงว่าจะได้รับอันตราย เนื่องจากไม่ได้พกพาอาวุธประจำกาย จึงพยายามขับรถออกจากบริเวณดังกล่าวโดยเร็วที่สุด จังหวะนั้นได้มีบุคคลเข้ามาขวางบริเวณด้านหน้ารถ เป็นเหตุให้เฉี่ยวชนบุคคลดังกล่าว ต่อมารถคันดังกล่าวยางแตก ไม่สามารถขับต่อได้ จึงได้เลี้ยวเข้าจอดที่ รพ.พระมงกุฎ ส.ต.อ.นรเศรษฐ ได้เดินทางกลับไปที่ สน.พลับพลาไชย 1 แจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ซึ่งภายหลังได้มีการดำเนินการ ดังนี้ 1. ได้นำรถควบคุมผู้ต้องหาคันดังกล่าว มาเก็บรักษาไว้ที่ สน.พลับพลาไชย 1 2. แจ้งให้พนักงานสอบสวน สน.ดินแดง ทราบเหตุดังกล่าว ลงบันทึกประจำวันไว้แล้ว เมื่อวันที่ 13 ก.ย. 64 เวลาประมาณ 03.20 น. และ 3. แจ้งเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานกลาง ตรวจพยานหลักฐานรถคันเกิดเหตุ จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่ารถควบคุมผู้ต้องหาได้รับความเสียหาย กระจกหน้าร้าว ตัวรถด้านของมีร่องรอยการถูกทุบด้วยของแข็ง ยางแตก อย่างไรก็ตาม บก.น. 6 ได้สั่งตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวแล้ว พร้อมดำเนินการตามกฎหมายให้ครบถ้วน ยืนยันให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยในส่วนของ สน.พลับพลาไชย 1 จะได้ประเมินความเสียหายของตัวรถ ก่อนไปแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุ ในส่วนของผู้ได้รับบาดเจ็บจากการถูกรถชน หากมีการแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับ ส.ต.อ.นรเศรษฐ ทางพนักงานสอบสวน ก็จะได้รวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป เช่นกัน

จับแล้ว เพื่อนพ่อรับ อุ้ม “น้องจีน่า” เปิดปากสารภาพ

แรงงานชาวเมียนมา เพื่อนพ่อ น้องจีน่า เปิดปากสารภาพ อุ้มเด็กไปปล่อย “หน้าถ้ำ” บนดอย สังเวยผีถ้ำ น้องจีน่า เด็กหญิงวัย 1 ขวบ 11 เดือน ที่หายตัวไปช่วงเย็นวันที่ 5 ก.ย. ขณะเล่นกับแมวอยู่หน้าบ้าน ในพื้นที่ บ้านห้วยฝักดาบ ต.อินทขิล อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่  โดยเจ้าหน้าที่ระดมปูพรมตามหาตัวแต่ยังไม่พบ เนื่องจากอุปสรรคสำคัญคือสภาพพื้นที่ซึ่งเป็นพื้นที่กลางหุบเขา ตามบ้านเรือนมีที่รกร้างต้นไม้ และป่าทึบ แต่ยังไม่พบตัวนั้น ความคืบหน้าล่าสุด จากการสอบปากคำ นายเสี่ยว แรงงานชาวเมียนมา ซึ่งเป็นเพื่อนของพ่อน้องจีน่าและเป็นผู้ต้องสงสัย อยู่นานหลายชั่วโมง เมื่อช่วงกลางดึกที่ผ่านมา นายเสี่ยว ได้ยอมรับสารภาพ อ้างว่า มีเจ้าป่า เจ้าเขา บอกให้อุ้มน้องจีน่าไปสังเวยผีถ้ำ จึงอุ้มไปส่งบริเวณปากถ้ำบนดอย ห่างจากบ้านเด็กประมาณ 3 กิโลเมตร นายเสี่ยว ยังอ้างอีกว่า ไม่ได้ทำร้ายหรือฆ่าน้องจีน่า เพียงเอาไปส่งแล้วก้มกราบปากถ้ำ ก่อนกลับลงมาที่หมู่บ้าน โดยเช้าวันที่ (8 ก.ย.) พล.ต.ต.พิเชษฐ์ จีระนันตสิน ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ ได้นำกำลังลงพื้นที่นำตัว นายเสี่ยว ไปชี้จุดนำตัว น้องจีน่า ไปปล่อยบนดอย เพื่อเร่งค้นหาน้องจีน่าเป็นการด่วน โดยคาดหวังว่าจะยังมีชีวิตอยู่ ด้าน พล.ต.ต.พิเชษฐ์ จีระนันตสิน ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ เปิดเผยว่า เพื่อนบ้านของครอบครัวน้องจีน่า เด็กอายุ 1 ปี 11 เดือน ซึ่งให้การว่าอุ้มตัวน้องจีน่าไปปล่อยปากถ้ำสังเวยเจ้าป่าเจ้าเขา แต่ตำรวจยังไม่เชื่อในคำให้การ เพราะตลอดคืน เพื่อนบ้านรายนี้ ให้การวกวนสับสน แต่ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบตามคำให้การแล้ว “ขณะนี้ยังไม่ตัดประเด็นใดทิ้ง แต่การตามหาน้องจีน่า มีเบาะแสเพิ่มมากขึ้น”

เป็นไปตามคาด! คดีฉาว อดีตผู้กำกับโจ้ พนักงานสอบสวนได้ขอคัดค้านการปล่อยตัวชั่วคราว

เป็นไปตามคาด! คดีฉาว อดีตผู้กำกับโจ้ พนักงานสอบสวนได้ขอคัดค้านการปล่อยตัวชั่วคราว ศาลคดีทุจริตฯ อนุญาตฝากขังอดีตผู้กำกับโจ้ครั้งที่ 2 ไร้ญาติยื่นประกันตัว นอนเรือนจำกลางคลองเปรมต่อ วันนี้ (7 กันยายน) ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง พนักงานสืบสวนสอบสวนตามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 410/2564 ได้ยื่นคำร้องฝากขังครั้งที่ 2 พ.ต.อ. ธิติสรรค์ อุทธนผล อายุ 39 ปี หรืออดีตผู้กำกับโจ้ อดีตผู้กำกับสถานีตำรวจภูธร (สภ.) เมืองนครสวรรค์ และ ร.ต.ท. ธรณินทร์ มาศวรรณา อายุ 55 ปี ตามคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาศาลจังหวัดนครสวรรค์ (แทนศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 6) ที่ ฝ.อท.6-7 /2564 อนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาไว้ระหว่างสอบสวน มีกำหนด 12 วัน ซึ่งจะครบกำหนดฝากขังผู้ต้องหาในวันที่ 7 กันยายน แต่เนื่องจากยังต้องสอบสวนปากคำพยานอีกจำนวน 20 ปาก, รอผลการตรวจสอบประวัติการต้องโทษของผู้ต้องหาจากกองทะเบียนประวัติอาชญากร, รอผลการตรวจเปรียบเทียบดีเอ็นเอระหว่างผู้ต้องหาและผู้ตายในที่เกิดเหตุ และรอผลการตรวจเปรียบเทียบลายนิ้วมือแฝงระหว่างผู้ต้องหาและผู้ตายในที่เกิดเหตุในที่เกิดเหตุ, รอผลการตรวจพิสูจน์คลิปวิดีโอในสถานที่เกิดเหตุจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์จากกองพิสูจน์หลักฐาน, รอผลการไต่สวนในคดีชันสูตรพลิกศพมาประกอบสำนวนการสอบสวน จึงขอศาลอนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาไว้ระหว่างสอบสวนต่อไปอีก มีกำหนด 12 วัน นับแต่วันที่ 8-19 กันยายนนี้ ข่าวที่เกี่ยวข้อง ชาวเน็ตตั้งข้อสงสัย!”อดีตผู้กำกับโจ้”ทำไมถึงเลือกขังได้? คำจากปาก ของ ผู้กำกับโจ้ “ขอรับผิดแต่เพียงผู้เดียว” เนื้อหาในคำร้องฝากขังครั้งนี้ยังระบุว่า ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติเห็นว่าผู้ต้องหาเป็นข้าราชการตำรวจสังกัด สภ.นครสวรรค์ ท้องที่เกิดเหตุ กระทำความผิดอาญา มีพฤติการณ์ร้ายแรง เป็นคดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญ เป็นที่สนใจของประชาชน จึงอนุมัติให้โอนสำนวนการสอบสวนคดีดังกล่าวจาก สภ.นครสวรรค์ มายังกองบังคับการปราบปราม กรุงเทพมหานคร ซึ่งต่อมาวันที่ 1 กันยายน 2564 พนักงานสอบสวนได้ยื่นคำร้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 6 ขอโอนการฝากขังมายังศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง และขอโอนตัวผู้ต้องหาจากเรือนจำกลางพิษณุโลกไปคุมขังระหว่างสอบสวนที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ซึ่งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 6 ได้อนุญาตแล้ว ขณะนี้ผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำกลางคลองเปรม กรุงเทพมหานคร ท้ายคำร้อง พนักงานสอบสวนได้ขอคัดค้านการปล่อยชั่วคราว เนื่องจากคดีนี้มีอัตราโทษสูง เกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนีและไปยุ่งเหยิงต่อพยานหลักฐาน ศาลอาญาคดีทุจริตฯ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าเนื่องจากการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น จึงอนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังหมดเวลาทำการศาล ไม่ปรากฏว่ามีญาติหรือทนายความของผู้ต้องหาทั้งสองมายื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวแต่อย่างใด

1 2 3 74