“ฝน ศนันธฉัตร – อัด อวัช” หมดสัญญา นาดาว กลายเป็นนักแสดงอิสระ

“ฝน ศนันธฉัตร – อัด อวัช” หมดสัญญา นาดาว กลายเป็นนักแสดงอิสระ ประกาศออกมาเป็นที่เรียบร้อย ค่ายนาดาว แจ้งการหมดสัญญาของ 2 นักแสดงในสังกัด ฝน ศนันธฉัตร และ อัด อวัช ผันตัวเป็นนักแสดงอิสระ ที่แจ้งเกิดโด่งดังจากบทดาว ในซีรีส์ Hormones วัยว้าวุ่น ซีซั่นแรก และมีผลงานภาพยนตร์ดัง ละครอีกหลายเรื่อง และนักแสดงหนุ่ม อัด อวัช รัตนปิณฑะ เป็นที่รู้จักจากซีรีส์ดัง “ฮอร์โมน วัยว้าวุ่น” เช่นเดียวกัน ก่อนที่จะมาโลดแล่นบนเส้นทางสายดนตรีด้วยการเป็นศิลปินวง Mints และยังเป็นอีกหนึ่งศิลปินวัยรุ่นที่แสดงออกทางการเมือง Call Out มาตลอด ข่าวที่เกี่ยวข้อง เดือด!! ชาวเน็ตตาดีเห็น “พิมฐา” ไปเที่ยวกับหนุ่มฮอตเด็กนาดาว ที่เชียงใหม่ ? อีกราย! แพต ชญานิษฐ์ โบกมือลานาดาวหลังหมดสัญญา ผันตัวเป็นนักแสดงอิสระ ชี้แจงการหมดสัญญาของนักแสดง บริษัท นาดาว บางกอก จำกัด ขอแจ้งให้ทราบว่ามีนักแสดงในสังกัดที่ได้หมดสัญญากับทาง บริษัทฯ แล้ว ดังนี้ อัด-อวัช รัตนปิณฑะ ซึ่งหลังจากหมดสัญญา ตัดสินใจขอออกไปเป็นนักแสดงอิสระ ดูแลตัวเองในเรื่องของการรับงานแสดงและงานด้านอื่น ๆ ทั้งในและนอกวงการบันเทิง โดยน้องอยากขอใช้เวลามุ่งมั่นกับงานเพลงในนามวง mints รวมถึงงานกำกับ งานเบื้องหลัง โปรเจ็กต์ด้านสิ่งแวดล้อมและโปรเจกต์อื่น ๆ ที่น้องมีความสนใจส่วนตัว ฝน-ศนันธฉัตร ธนพัฒน์พิศาล ซึ่งหลังจากหมดสัญญา ตัดสินใจขอออกไปเป็นนักแสดงอิสระ ดูแลตัวเองในเรื่องของการรับงานในวงการบันเทิง รวมถึงต้องการเปิดกว้างสำหรับงานด้านอื่น ๆ มากขึ้น นอกเหนือจากงานในวงการบันเทิงอีกด้วย แต่โปรเจกต์ W ซึ่งเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของนาดาวที่ทำร่วมกับ GDH ฝนจะยังคงเข้าร่วมเป็นนักแสดง หลังจากพูดคุยกันกับน้องทั้ง 2 คน ทางบริษัทฯ เข้าใจและเห็นถึงความมุ่งมั่น จึงอยากให้น้องได้ทำตามสิ่งที่ตัวเองตั้งใจไว้ ทั้งนี้งานต่าง ๆ ทั้งหมดที่ได้รับไว้ก่อนหน้านี้ ทางบริษัทฯ จะยังคงรับผิดชอบเป็นผู้ประสานงานต่อจนงานสำเร็จเรียบร้อย

ทนายตั้ม ควงลุงพล ขึ้นภูเหล็กไฟ…!! ยันน้องชมพู่ ขึ้นเอง ไม่ได้ ขอคุยแม่น้องก่อนตัดสินใจจะว่าความไหม

ทนายตั้ม ควงลุงพล ขึ้นภูเหล็กไฟ…!! ยันน้องชมพู่ ขึ้นเอง ไม่ได้ ขอคุยแม่น้องก่อนตัดสินใจจะว่าความไหม วันที่ 6 กุมภาพันธ์ จ.มุกดาหาร นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม ทนายรัชพล ศิริ สาคร พร้อมด้วย #นายไชย์พล วิภา หรือลุงพลของน้องชมพู่และเหล่ายูทูบเบอร์จำนวนมากเดินเท้าขึ้นภูเหล็กไฟ ซึ่งเป็นจุดพบศพของน้องชมพู่ โดยเลือกใช้เส้นทางบริเวณสวนป่ายางหลังบ้านของน้องชมพู่ ลัดเลาะขึ้นไป จุดนี้ลักษณะเป็นทางดิ่ง ระยะทางประมาณ 1.2 กิโลเมตร และเป็นทางที่เดินง่ายที่สุด ประกอบกับสื่อมวลชน และตำรวจก็ได้ใช้เส้นทางนี้ในการตรวจสอบ รวมถึงหาพยานหลักฐานมาตลอดระยะเวลากว่า 8 เดือนที่ผ่านมา สำหรับการเดินขึ้นไปยังจุดพบศพครั้งนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทนายตั้มจะพิจารณาว่าจะรับทำคดีช่วย #ลุงพล หรือไม่ เพราะยังมีความสงสัยเรื่องปมการเสียชีวิตอยู่ว่าน้องชมพู่จะเดินไปเสียชีวิตยังจุดที่พบศพได้จริงหรือไม่ โดยจุดแรกที่ทางทีมงานทนายไปสำรวจ คือ จุดที่พบรถแบคโฮ และโขดหินที่พบกางเกงของน้องชมพู่ห่างออกไปประมาณ 20 เมตร และห่างจากจุดพบศพประมาณ 500-600 เมตร จุดนี้ในส่วนของรถแบคโฮย่าของน้องอชิ ก็ได้ตอบข้อซักถามกับทนายตั้มด้วยว่า รถแบคโฮที่พบในจุดนี้มีลักษณะคล้ายกับรถแบคโฮของน้องอชิ เนื่องจากก่อนน้องชมพู่หายตัวไป ก็ได้มาเล่นรถแบคโฮอยู่กับน้องอชิในวันที่ 10 พฤษภาคม 2563 ก่อนที่หลังจากนั้นรถแบคโฮก็หายไป เหลือแต่เพียงรถดั้ม ย่าของน้องอชิคาดว่าน้องชมพู่น่าจะถือรถแบคโฮกลับไปเล่นที่บ้านด้วย จากนั้นเมื่อมาถึงจุดพบศพน้องชมพู่เจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้อธิบายให้ทนายตั้มฟัง ศพของน้องอยู่ในลักษณะเอียงนอนอยู่ตรงกลางระหว่างร่องหิน จากนั้นก็ได้มายังจุดพบศพของน้องชมพู่ โดยใช้เวลาในเดินทางทั้งหมดราว 1 ชั่วโมง 30 นาที เมื่อมาถึงจุดเสียชีวิตของน้องชมพู่ นายษิทรา เปิดเผยว่าในตอนแรกใครหลายคนร่วมทั้งลุงพลได้บอกว่าเด็กไม่สามารถขึ้นได้เพราะทางขึ้นมันลำบาก และมีทางชัน แต่ตนฐานะที่เป็นทนายก็อยากจะเห็นด้วยตาตนเอง ว่าเด็กสามารถขึ้นได้หรือไม่ ตนไม่อยากจะคิดไปเองแล้วเชื่อตามลูกความบอก เมื่อวันนี้ได้มาดูแล้ว น้องชมพู่ไม่สามารถเดินมาถึงจุดนี้ได้อย่างแน่นอน ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ได้บอกตนว่าทางขึ้นมามีทั้งหมด 4 เส้นทาง แต่ทุกเส้นทางก็ต้องมาเจอผาที่มีความสูงชั้นก่อนที่จะขึ้นไปพบศพน้องชมพู่นั้นต้องมีคนพาน้องขึ้นมาเพราะทั้งสภาพโขดหินและเส้นทางลาดชัน จึงยืนยันได้อย่างชัดเจนว่าน้องชมพู่มาเองไม่ได้ และการเสียชีวิตของน้องชมพู่มีเงื่อนงำ ส่วนตัวยังคงยืนยันว่าตอนนี้ยังไม่ได้รับเป็นทนายความในคดีนี้ แต่หากอนาคตรับทำ ก็ต้องเตรียมหลักฐานมากกว่านี้เพื่อจะสู้คดี และต้องขึ้นภูเหล็กไฟเพื่อเก็บหลักฐานอีกรอบแน่นอน จากการลงพื้นตนเก็บข้อมูลไปแล้ว 40 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือคือพยานที่ใกล้ชินกับน้องชมพู่ โดยเฉพาะในระหว่างที่น้องชมพู่หายไป มีใครพบเห็นอะไรบ้าง ตนยังไม่อยากตัดสินใจว่าใครผิด ในส่วนนี้ก็ต้องให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการ จากการลงพื้นที่บ้านกกกอก ช่วง 2 วันที่ผ่านมายอมรับว่ายังมีข้อสงสัยหลายอย่าง ขอให้ตนได้ตามหาความจริงกับคนที่น่าจะอยู่ในช่วงเวลาน้องหาย ตนก็ไม่ทราบว่าเขาให้การไปหรือยัง และให้การอย่างไร มีพิรุธตรงไหนหรือไม่ อาจจะขอให้ตำรวจสอบปากคำเพิ่มเติม ส่วนการพูดคุยกับแม่น้องชมพู่นั้น ตนอยากจะรู้ไทม์ไลน์ของแม่น้อง ก็ทราบว่าแม่น้องชมพู่เคยให้การกับตร.ไปแล้วแหละ ซึ่งตนก็ไม่ทราบว่าแม่น้องชมพู่จะรังเกียจไหมที่จะคุยกับตน ด้านนายไชย์พลเปิดเผยว่า ดีใจที่วันนี้ทนายตั้มขึ้นมายังจุดพบศพพิสูจน์ด้วยตัวเอง ภาพวันที่พบศพของหลานยังติดตา เพราะตนถือเป็นญาติคนแรกที่มาพบศพ ตอนนี้ตนก็ยังคิดถึงหลาน และสะเทือนใจ พูดอะไรไม่ออก รวมถึงไม่ขอตอบอะไร จากนั้นทนายตั้มและลุงพล ก็เดินลงภูเหล็กไฟในเส้นทางอีกเส้นทางหนึ่ง เพื่อสำรวจในหลาย ๆเส้นทาง เพื่อประเมินในการพิจารณารับทำคดี โดยอยากคุยกับพยานสำคัญอีกคนหนึ่ง คือ แม่ของน้องชมพู่ หากได้คุยกับแม่น้องชมพู่แล้วจะให้คำตอบได้ว่าจะรับทำคดีให้กับลุงพลหรือไม่

สามหนุ่มจัดงานแต่งสุดชื่นมื่น พร้อมเปิดใจ เส้นทางรัก ตัดสินใจอยู่กิน 3 คน ช่วยกันทำมาหากิน

เป็นยุคที่สังคมเปิดกว้าง และยอมรับความหลากหลายทางเพศมากขึ้น ซึ่งมีการเรียกร้องให้เกิดความเท่าเทียมด้านสิทธิ กฎหมาย ให้เท่าเทียมกับชายจริงหญิงแท้ด้วย ล่าสุด มีการจัดงานแต่งงานของคู่ชายรักชาย แต่ไม่ธรรมดาตรงที่เป็นการแต่งงานกันสามคน “เต้ย อั้ม เจมส์” จัดงานผูกข้อไม้ข้อมือตามประเพณี  ท่ามกลางความยินดีของเพื่อนๆ ที่มาแสดงความยินดีกับความรักครั้งนี้ โดยงานจัดขึ้นท่ามกลางญาติพี่น้อง และทั้งสามคนก็สัญญากันว่า จะรักและดูแลกันอย่างดี โดย นายธนวัฒน์ หรือเจมส์ พุ่มทอง อายุ 30 ปี พร้อมกับ นายสัญชัย หรือน้องอั้ม ทรัพย์จันท์ อายุ 22 ปี และ นายติณณภพ หรือน้องเต้ย บุตรวัตร อายุ 24 ปีกำลังพักผ่อนอยู่ในบ้านหลังจากเสร็จสิ้นพิธีแต่งงาน และจากการสอบถามถึงเรื่องราวความรัก ทั้ง 3 คน นายธนวัฒน์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันตนทำงานเป็นนักโภชนาการประจำอยู่ รพ.เอกชน ใน จ.จันทบุรี โดยได้เริ่มคบหากับ นายสัญชัย หรือน้องอั้ม เจ้าสาวคนแรก จากการเป็น FC ติดตามผลงานของน้องอั้ม ที่เป็นแดนเซอร์ทางเฟสบุ๊ก จากความแอบปลื้มและถูกชะตา จนตัดสินใจทักแชทสนทนาจนตกลงคบหาเป็นคู่รักมานานกว่า 7 ปี ต่อมา นายธนวัฒน์ หรือเจมส์ เจ้าบ่าว และ นายสัญชัย หรือน้องอั้ม เจ้าสาว ได้มีโอกาสรู้จักพูดคุยกับ นายติณณภพ หรือน้องเต้ย จากการที่มีอาชีพเป็นแดนเซอร์ เหมือนกัน และรู้สึกว่ามีความสนิทคุ้นเคยมากกว่าเพื่อน จนพัฒนามาเป็นคนรู้ใจอีกคน ทำให้ นายธนวัฒน์ หรือเจมส์ เจ้าบ่าว และ นายสัญชัย หรือน้องอั้ม เจ้าสาว ทั้งสองคนติดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ ในการเปิดใจอ้าแขนรับ นายติณณภพ หรือน้องเต้ย เข้ามาเป็นคนในครอบครัว โดยหลังจากนี้ ทั้ง 3 คน จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยา เหมือนคู่รักคู่อื่นๆทั่วไปและจะช่วยกันทำหน้าที่การงานของแต่ละคน เพื่อหาเงินมาใช้จ่ายในครอบครัวซึ่งปัจจุบันได้ตั้งวงแดนเซอร์เป็นของตัวเองแล้ว โดยใช้ชื่อว่า “ธนวัฒน์ แด๊น” โดยทั้ง 3 คน ยืนยันว่าจะให้ความรักซึ่งกันและกัน เทียบเท่ากัน ซึ่งจะสามารถใช้เป็นแนวทางในการดูแลครอบครัว ให้มีความสุขตลอดไป นายธนวัฒน์ เปิดเผยอีกว่า หลังจากทั้ง 3 คน ได้สร้างความรักให้กันและกันจนสุกงอม จึงได้ปรึกษากับญาติผู้ใหญ่ ในการที่จะจัดงานแต่งงาน ให้ถูกต้องตามประเพณี ซึ่งก็ได้รับความเห็นชอบและยินยอมของทุกฝ่าย และทำให้มีงานแต่งงานที่สมบูรณ์แบบขึ้นในวันนี้ โดยในช่วงเช้าได้จัดพิธีทางสงฆ์ทำบุญตักบาตร จากนั้นได้ประกอบพิธีไหว้บรรพบุรุษ และรับไหว้ผู้ใหญ่ของเจ้าบ่าวเจ้าสาว จากนั้นได้เริ่มพิธีกินดองผูกแขน ร่วมอวยพรแสดงความยินดีให้กับเจ้าบ่าวและเจ้าสาว ซึ่งภายหลังจากเสร็จสิ้นพิธีการ ทั้งเจ้าบ่าวและเจ้าสาวได้ออกมาร่วมงานเลี้ยง ที่มีเพื่อนๆในวงการวงดนตรีนำนักร้องและแดนเซอร์ มาร่วมสร้างความบันเทิงมอบให้กับคู่บ่าวสาว ขณะที่ นางธนยรัศมิ์ ผลเต็ม อายุ 48 ปี แม่ของ นายสัญชัย หรือน้องอั้ม เจ้าสาว บอกว่ารู้สึกดีใจ ที่ลูกมีวันนี้ ซึ่งตลอดที่ผ่านได้รับรู้เรื่องราวความรักของทั้ง 3 คน มาโดยตลอด จึงได้ยินยอมและยินดีที่ทั้งหมดได้ตัดสินใจที่จะจัดงานแต่งงานให้ถูกต้องตามประเพณี โดยหลังจากนี้จะคอยดูแล ลูกทั้ง3 คนให้ดีที่สุดเพื่อให้เค้าใช้ชีวิตครอบครัวให้มีความสุขเหมือนกับครอบครัวอื่นๆ ต่อไป                                                     ขอบคุณข้อมูลจาก Khaosod

หนุ่มเจอแมงมุมยักษ์เข้าบ้าน ตัดสินใจปล่อยให้อยู่ต่อ 1 ปี รู้เรื่องกันเลย!!

หนุ่มเจอแมงมุมยักษ์เข้าบ้าน ตัดสินใจปล่อยให้อยู่ต่อ 1 ปี รู้เรื่องกันเลย!! มีการเผยภาพและเรื่องชวนขนหัวลุก จากหนุ่มชาวออสเตรเลีย จากเมืองแคนส์ ในรัฐควีนส์แลนด์ เขาได้แชร์เรื่องราวของเพื่อนแปดขาร่วมชายคาผ่านทางเฟซบุ๊ก เจ้าตัวเล่าว่า “หลังจากเขาพบแมงมุมขนาดใหญ่ตัวหนึ่งเข้ามาในบ้าน เขาตัดสินใจที่จะเก็บมันเอาไว้ ไม่ไล่มันไปไหน และตั้งใจเฝ้าดูมันเติบโต” ภายหลังเรื่องราวของเขากลายเป็นไวรัลในโซเชียลมีเดีย หลายคนก็เข้าไปร่วมแสดงความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า มันไม่ใช่ไอเดียที่ดีแน่ๆ ที่จะต้องแบ่งปันพื้นที่บ้านให้เจ้าสิ่งนี้ มันน่าสะพรึงกว่าน่าชื่นชมเป็นไหนๆ สำหรับแมงมุมตัวดังกล่าวคือ แมงมุมนายพราน (Huntsman Spiders) ที่ออสเตรเลียมีแมงมุมชนิดนี้มากกว่า 155 สายพันธุ์ ข้อมูลจาก Australian Museum ระบุว่า ลักษณะเป็นแมงมุมขายาวและตัวใหญ่ ส่วนใหญ่มีมีเทาและน้ำตาล ขามีแถบลาย พบอาศัยอยู่ใต้เปลือกไม้บนต้นไม้ และซอกหิน บางครั้งเข้าบ้านและชอบซ่อนตัวในรถยนต์ มีเขี้ยวพิษทำให้เหยื่อแมลงตายได้ แต่ไม่เป็นอันตรายสำหรับมนุษย์

หัวร้อน!! มอไซค์กร่างใส่รถยนต์

หัวร้อน!! มอไซค์กร่างใส่รถยนต์ Bmt Tcvk เล่าให้ฟังว่า นั่งรถมากะน้องสาวค่ะ กดแตร์ขอทางค่ะมอไซค์คันนี้ เค้ามากร่างใส่ใหญ่เลยค่ะ จอดลงมาทุบกระจกด้านคน ขับ น้องสาวไม่กล้าเปิดค่ะกลัว เค้าเลยเดินมาอีกด้าน พอดีเราตัดสินใจเปิดหน้าต่าง ตะโกนเรียกคนฟุตบาท ช่วยแจ้งความค่ะ *************** (ขอขอบคุณ Bmt Tcvk)