“ดีอีเอส” ชี้ พวกหนีคดีอยู่เมืองนอกแฝงตัวในกลุ่ม”ย้ายประเทศกันเถอะ” ระบุ ระวังมิจฉาชีพหาประโยชน์

“ชัยวุฒิ” ตั้งทีมจับตากลุ่ม”ย้ายประเทศกันเถอะ” หลังมีการร้องเรียนเนื้อหาสร้างความแตกแยก-หมิ่นสถาบันฯ ชี้ เป็นพวกชังชาติหลบหนีคดีไปอยู่ต่างประเทศ เตือน อาจมีมิจฉาชีพแฝงหาประโยชน์ ระบุ ควรหาข้อมูลให้รอบด้าน วันนี้ (4 พ.ค.) นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวถึงกรุ๊ปเฟซบุ๊ก “ย้ายประเทศกันเถอะ” ที่กำลังเป็นกระแสในสังคมออนไลน์ขณะนี้ว่า กระทรวงดีอีเอสได้รับการร้องเรียนถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มดังกล่าวมาเช่นกัน โดยผู้ร้องเรียนระบุว่า มีเนื้อหาสร้างความแตกแยก เกลียดชัง และยังมีการแสดงความคิดเห็นเข้าข่ายหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วย เท่าที่ติดตามเบื้องต้นพบว่า เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นไปในเชิงแนะแนวการศึกษา และแนะนำแนวทางประกอบอาชีพในต่างประเทศ ซึ่งจริงๆเป็นเรื่องที่ดี และหน่วยงานภาครัฐเองก็มีการให้ข้อมูล และให้การสนับสนุนผู้ที่มีความพร้อมมาโดยตลอดอยู่แล้ว ทั้งในแง่การไปศึกษาต่อต่างประเทศ ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงการต่างประเทศ เช่นเดียวกับการประกอบอาชีพที่มี กระทรวงแรงงาน เป็นผู้กำกับดูแล “เท่าที่ติดตามหลายๆโพสต์ก็เป็นเรื่องแนะแนวการศึกษา และการใช้ชีวิตในต่างประเทศ ที่แฝงด้วยประเด็นทางการเมือง โดยเฉพาะสมาชิกกลุ่มบางคนที่หลบหนีอยู่ในต่างประเทศ มีพฤติกรรมชังชาติอยู่แล้ว ก็มีวัตถุประสงค์แอบแฝงเพื่อสร้างความแตกแยก และหมิ่นสถาบันเบื้องสูง กระทรวงดีอีเอสมีคณะทำงานเพื่อตรวจสอบและติดตามการกระทำความผิดในสังคมออนไลน์อยู่แล้ว ได้กำชับให้ไปตรวจสอบดูว่ามีเนื้อหาที่ผิดกฎหมายหรือไม่ หากพบก็จะดำเนินการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด” นายชัยวุฒิ กล่าว นายชัยวุฒิ กล่าวต่อว่า หากเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการศึกษาหรืออาชีพในต่างประเทศ รัฐบาลคงไม่ปิดกั้น […]

“ดีอีเอส” ตั้งทีมจับตากลุ่ม “ย้ายประเทศกันเถอะ” รวมหลักฐานดำเนินคดีหากพบทำความผิด

วันที่ 4 พฤษภาคม 2564 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวถึงกรุ๊ปเฟซบุ๊ก “ย้ายประเทศกันเถอะ” ที่กำลังเป็นกระแสในสังคมออนไลน์ขณะนี้ว่า กระทรวงดีอีเอสได้รับการร้องเรียนถึงความเคลื่อนไหวของกลุ่มดังกล่าวมาเช่นกัน โดยผู้ร้องเรียนระบุว่า มีเนื้อหาสร้างความแตกแยกสร้างความเกลียดชัง และยังมีการแสดงความคิดเห็นเข้าข่ายหมิ่นสถาบัน เนื้อหาอื่นที่เกี่ยวข้อง สิระ ซัด พวกอยากย้ายประเทศ คงได้ย้ายไปอยู่เรือนจำแทน – สวีเดนไม่รับคนโง่ เพจ “ย้ายประเทศกันเถอะ” เป็นการรวมตัวของคนไทยที่มองหาอนาคตในไทยไม่เจอแล้วรวมตัวกัน เปิดเพจได้3วัน สมาชิคครึ่งล้านแล้ว ! อย่างไรก็ตาม เท่าที่ติดตามเบื้องต้นพบว่า เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นไปในเชิงแนะแนวการศึกษา และแนะนำแนวทางประกอบอาชีพในต่างประเทศ ซึ่งจริงๆก็เป็นเรื่องที่ดี และหน่วยงานภาครัฐเองก็มีการให้ข้อมูล และให้การสนับสนุนผู้ที่มีความพร้อมมาโดยตลอดอยู่แล้ว ทั้งในแง่การไปศึกษาต่อในต่างประเทศ ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงการต่างประเทศ เช่นเดียวกับการประกอบอาชีพที่มี กระทรวงแรงงาน เป็นผู้กำกับดูแล “เท่าที่ติดตามหลายๆโพสต์ก็เป็นเรื่องแนะแนวการศึกษา และการใช้ชีวิตในต่างประเทศ ที่แฝงด้วยประเด็นทางการเมือง โดยเฉพาะสมาชิกกลุ่มบางคนที่หลบหนีอยู่ในต่างประเทศก็มีพฤติกรรมชังชาติอยู่แล้ว ก็มีวัตถุประสงค์แอบแฝงเพื่อสร้างความแตกแยก และหมิ่นสถาบันเบื้องสูง กระทรวงดีอีเอสมีคณะทำงานเพื่อตรวจสอบและติดตามการกระทำความผิดในสังคมออนไลน์อยู่แล้ว ก็ได้กำชับไปให้ตรวจสอบดูว่ามีเนื้อหาที่ผิดกฎหมายหรือไม่ หากพบก็จะดำเนินการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด” นายชัยวุฒิ กล่าว นายชัยวุฒิ กล่าวว่า หากเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการศึกษาหรืออาชีพในต่างประเทศ รัฐบาลคงไม่ปิดกั้น เพราะถือเป็นสิทธิเสรีภาพของบุคคลที่ได้รับการคุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญ แต่ก็มีความเป็นห่วงในบางข้อความที่ไม่เหมาะสม อาทิ การแนะนำวิธีลักลอบเข้าเมือง หรือการอาศัยอยู่เกินกำหนดอย่างผิดกฎหมายหรือที่เรียกว่าโดดวีซ่า ถือเป็นเรื่องไม่เหมาะสม […]

รมว.ดีอีเอส! ขอบคุณปชช. พร้อมเร่งจับผู้โพสต์ผิดกฎหมาย!

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอีเอส) กล่าวขอบคุณประชาชนที่ให้ความร่วมมือ แจ้งเหตุกรณีพบการกระทำความผิดทางสื่อสังคมออนไลน์ ผ่านช่องทางเพจ”อาสาจับตาออนไลน์” จำนวนมากและส่งเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยกองป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปท.) กระทรวงดิจิทัลฯ รายงานสถิติการรับแจ้งเหตุจากประชาชน ผ่านช่องทางเพจ”อาสาจับตาออนไลน์” ระหว่างวันที่ 1-22 มกราคม 2564 รวม จำนวน 15,306 รายการ ตรวจสอบแล้วเข้าข้อกฎหมาย 2,111 รายการ (ยูอาร์แอล)ทั้งทางแพลตฟอร์ม เฟซบุ๊ก,ยูทูบ,ทวิตเตอร์ และเว็บไซต์อื่น ซึ่งล่าสุดเจ้าหน้าที่ได้ ส่งเรื่องที่เข้าข่ายผิดกฎหมายขออำนาจศาลในการปิดกั้นหรือลบข้อความ ไปแล้ว 2,111รายการ(ยูอาร์แอล) และเจ้าหน้าที่กองกฎหมาย กระทรวงดิจิทัลฯได้แจ้งความดำเนินคดีฐานความผิดพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 ยื่นแจ้งความต่อตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.)แล้ว 254 รายการ(ยูอาร์แอล) โดยหลังจากนี้ขอให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ตำรวจปอท.ที่จะเร่งดำเนินการสืบสวนสอบสวนนำตัวผู้ที่กระทำความผิดทางสื่อสังคมออนไลน์มาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างถึงที่สุดต่อไป “ฝากเตือนไปยังผู้ใช้โซเชียลมีเดียและประชาชน ก่อนที่จะโพสต์หรือแสดงความคิดเห็นอย่างหนึ่งอย่างใด ขอให้ใช้วิจารณญาณและไตร่ตรองให้ดีก่อนโพสต์ เพราะหากกระทำผิด เจ้าหน้าที่ก็จำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ซึ่งประชาชนสามารถแจ้งเข้ามาทางเพจ “อาสาจับตาออนไลน์”ได้อย่างต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่จะเร่งดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย”

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ยืนยัน เพจที่ถูกสั่งปิด อิงคำสั่งศาล ไม่ได้แกล้งใคร

ที่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวถึงกรณีที่เฟซบุ๊กออกแถลงการณ์จะฟ้องประเทศไทย ประเด็นบังคับให้เฟซบุ๊กปิดกั้นเพจไม่เหมาะสมตามคำสั่งศาล เพราะเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล นั้น กระทรวงฯ ยังไม่ทราบจดหมายอย่างเป็นทางการ มีเพียงแถลงการณ์ผ่านสื่อเท่านั้น ซึ่งกระทรวงฯ ต้องมีทีมกฎหมายเพื่อศึกษาเรื่องดังกล่าวด้วย ว่าต้องขึ้นศาลที่ประเทศไทยหรือต่างประเทศ ทั้งนี้ ยืนยันว่าไม่เคยรังแกใคร ทุกขั้นตอนดำเนินการกฎหมายที่ถูกต้องทุกประการ เป็นการปกป้องอธิปไตย และเมื่อกระทรวงแจ้งให้ลบพร้อมแนบคำสั่งศาล ทุกแพลทฟอร์มให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ทั้งกูเกิ้ล ยูทูป และติ๊กต็อก นอกจากนี้ ตัวเฟซบุ๊คเอง ตามที่กระทรวงดีอีเอสแจ้งให้ปิดกั้นยูอาร์แอลที่ทำผิดตั้งแต่วันที่ 10 ส.ค.2563 จำนวน 1,129 ยูอาร์แอล ตามคำสั่งศาล 33 ให้ปิดภายใน 15 วัน โดยเมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2563 เฟซบุ๊คได้ดำเนินการปิดกั้นครบแล้ว เวลาประมาณเกือบ 23.00 น. จึงเชื่อว่า ไม่น่าจะมีการฟ้องร้องประเทศไทย ส่วนการจะถอนการลงทุนในประเทศไทยหรือไม่นั้น ตนมองว่าเป็นเรื่องปกติของนักลงทุนต่างชาติที่จะลงทุนในประเทศไหน จึงมองว่าเป็นคนละเรื่องกัน การที่ประเทศไทยบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด […]