ชาวประมงจับ ปลาเก๋าตัวใหญ่ หนักถึง 160 กก. ตัวใหญ่กว่าคน

หลายคนคงคุ้นเคยกับปลาเก๋าเป็นอย่างดี เป็นปลาที่เนื้ออร่อยและทำได้หลากหลายเมนู แต่ถ้าเจอกับเจ้าตัวนี้ อาจจะทำให้คุณเปลี่ยนใจได้ ! เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2564 ที่ผ่านมา เว็บไซต์ Borneo Post รายงานว่า มีชาวประมงชาวมาเลเซียรายหนึ่ง จากเมือง Kuala Baram ประเทศมาเลเซีย จับปลาเก๋า หรือปลาหมอทะเลขนาดยักษ์ได้ โดยที่มีน้ำหนักตัวมากถึง 161 กิโลกรัม!! คนที่จับได้นั้นชื่อว่านาย Rahman (คนทางด้านซ้าย) เขาเล่าว่าจับมันได้โดยบังเอิญ จากการลากอวน ซึ่งการจะขนมันขึ้นมาบนฝั่งได้ต้องใช้คนกว่า 5 คนเลยทีเดียว นอกจากนี้เขายังเปิดเผยอีกว่าจากการทำประมงมาไม่ต่ำกว่า 40 ปี เขาไม่เคยจับปลาที่ตัวใหญ่ขนาดนี้ได้มาก่อน และเจ้านี่ก็ถือเป็นสถิติตลอดกาลของเขาเลย หลังจากที่จับได้เขาก็ทำการถ่ายรูปเอาไว้เป็นที่ระลึก และโพสต์ลงโซเชียล ปรากฏว่าไม่นานก็กลายเป็นไวรัล มีภัตตาคารติดต่อเข้ามาขอซื้อในราคากว่า 12,000 ริงกิตมาเลเซีย หรือราวๆ 90,700 บาท หลังจากทำการต่อรองราคากันอยู่สักพักใหญ่ๆ นาย Rahman ก็ตัดสินใจที่จะขายให้กับทางภัตตาคารไป แต่ไม่มีการเปิดเผยราคาว่าสุดท้ายแล้วขายไปเท่าไหร่ ข่าวที่เกี่ยวข้อง “ดีเจภูมิ”ออกมาแจงดราม่าด่วนๆ??? เจ้าของร้านดัง ‘หาดกมลา’ โผล่แจงค่าอาหารแพง ชี้ทำขนาด 10 คนทาน รอดตาย! ไฟชอร์ต “ตู้ปลา” วิ่งหนีตายเกือบไหม้บ้านทั้งหลัง อึ้ง! ชายหนุ่มมาตกปลา แต่ดันมี “งูแผ่แม่เบี้ยมาจังก้า” มาหาถึงที่ (มีคลิป)

มาได้ยังไง? พระพิฆเนศองค์ใหญ่หนักเกือบ 50 กิโลกรัม ติดอวนชาวประมงที่ไปออกทะเล

เรียกได้ว่าเป็นเรื่องราวที่มีคนต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมากเมื่อเวลา 11.00 น. วันนี้ (31 มีนาคม 2564) ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากนายยงยุทธ อยู่สุข ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 8 บ้านบางปู ตำบลสามร้อยยอด ว่ามีชาวประมงในหมู่บ้านออกไปวางอวนกุ้ง แต่ติดพระพิฆเนศองค์ใหญ่น้ำหนักเกือบ 50 กิโลกรัม ขึ้นมา จึงได้เดินทางไปยังบ้านของ นายนิพัฒน์ แถมมี อายุ 42 ปี อยู่บ้านเลขที่ 216 หมู่ 8 ตำบลสามร้อยยอด อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยมีชาวบ้านที่ทราบข่าวแห่กันมาเกือบหมดหมู่บ้าน เพื่อมาดูพระพิฆเนศ พร้อมนำน้ำแดง และนมกล่องมากราบไหว้บูชากัน โดยมีนายณธกร เต็มชยกุล ปลัดอำเภอสามร้อยยอด ปฏิบัติราชการแทนนายอำเภอสามร้อยยอด พันตำรวจโทอาณัติ สีสดใส รองผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรสามร้อยยอด เดินทางมาร่วมตรวจสอบ ในเบื้องต้นทราบว่าเป็นพระพิฆเนศ หรือพระปัญจมุขคเนศ 5 เศียร 10 กร ความสูงตั้งแต่ฐานถึงเศียร 36 นิ้ว ทำจากโลหะทองเหลือง สภาพสมบูรณ์ ใต้ฐานมีคำว่า พิพิธภัณฑ์พระพิฆเนศรุ่น 2 ไม่ทราบที่มาว่ามาอยู่ทะเลได้อย่างไร ด้านนายนิพัฒน์ คนพบพระพิฆเนศ เล่ าให้ฟังว่า เมื่อเวลา 06.00 น. ตนกับลูกชายได้นำเรือหางยาวออไปวางอวนกุ้ง ห่างจากฝั่งประมาณ 1 ไมล์ทะเล ระหว่าที่กำลังกู้อวน ก็รู้สึกว่าอวนติดของอะไรหนักๆ อยู่ใต้น้ำ ตอนแรกก็คิดว่าเป็นท่อนไม้ก็ไม่ได้ดึงขึ้นมา แต่พอมาทีหลังก็ติดอีกแล้วคราวนี้ช่วยกันดึงขึ้นมาได้ ก็ต้องแปลกใจเพราะพบว่าเป็นเหมือนพระพุทธรูปเนื่องจากมีดินโคลนติดเต็มองค์ จึงยังไม่เห็นเด่นชัด จึงได้รีบนำกลับไปที่บ้านและล้างโคลนออก ก็พบว่าเป็นพระพิฆเนศองค์ ใหญ่ ซึ่งโดยส่วนตัวคิดว่าท่านคงอย ากขึ้นมาจากน้ำ และอย ากจะมาอยู่กับครอบครัว แต่ตอนนี้ต้องให้ทางหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบให้ละเอียดก่อน ว่าเป็นของเก่าแก่ หรือเป็นสมบัติของชาติหรือไม่ ถ้าเป็นก็จะมอบคืนให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ถ้าตรวจสอบแล้วไม่พบว่าเป็นวัตถุโบราณเก่าแก่ของชาติ ก็จะเก็บรักษาไว้บูชา และให้ชาวบ้านสามารถมากราบไหว้ได้ ส่วนชาวบ้านที่เดินทางมาชมต่างรู้สึกยินดี พร้อมนำน้ำแดง มากราบไหว้บูชา และอธิฐานขอพร พร้อมขอเลข โดยขอเลขที่บ้าน 216 และเลขข้างเรือ 583107608 เพื่อนำไปซื้อรางวัลในวันพรุ่งนี้

กรมประมงสั่งปิด! ทะเลอันดามัน 3 เดือน เพื่อคุ้มครองปลามีไข่ ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.- 30 มิ.ย.

วันที่ 30 มี.ค. 2564 กรมประมงได้ออกประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำในฤดูสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อนฝั่งทะเลอันดามันประจำปี 2564 ในเขตพื้นที่จังหวัดภูเก็ต พังงา กระบี่ และตรัง โดยจะปิดทะเลอันดามัน ระหว่างวันที่1 เมษายน – 30 มิถุนายน 2564 ทั้งนี้เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมของการแพร่กระจายของสัตว์น้ำ คืนความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรประมงได้อย่างยั่งยืน เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง เม่นทะเลนะจ๊ะ…!! ไม่ใช่ใครทำเงาะหล่น พบเกลื่อน “หาดป่าตอง” จังหวัดภูเก็ต เกิดเหตุเรือล่มกลางทะเลอันดามัน นักท่องเที่ยวไม่ต่ำกว่า 100 คน เสียหลักพลัดร่วงตกทะเล นายมีศักดิ์  กล่าวเพิ่มเติมว่า ถึงแม้ในปีนี้กรมประมงจะไม่ได้จัดพิธีประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำในฤดูสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ และเลี้ยงตัวอ่อน ฝั่งทะเลอันดามัน ประจำปี 2564 เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคระบาดของโควิด-19 (COVID-19) แต่การใช้มาตรการตามประกาศฯ ยังคงเป็นไปตามเดิม“ขอความร่วมมือพี่น้องชาวประมงปฏิบัติตามกฎหมายและคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ภาครัฐ อย่างเช่นที่ท่านได้ให้ความร่วมมือตลอดมา ซึ่งกรมประมงต้องขอขอบคุณพี่น้องชาวประมงที่มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำเพื่อความอุดมสมบูรณ์อย่างยั่งยืน และเกิดความมั่นคงในการประกอบอาชีพประมงต่อไป” โดยมีการปรับปรุงมาตรการเพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะของทรัพยากรสัตว์น้ำ สิ่งแวดล้อม และสังคมมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ประกอบกับนโยบายของ ดร.เฉลิมชัย  ศรีอ่อน  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้ความสำคัญในเรื่องของการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างมีส่วนร่วมกับชุมชน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ควบคู่ไปกับการประกอบอาชีพประมงที่มั่นคง และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของพี่น้องชาวประมง นอกจากนั้นแล้วยังมีผลการศึกษาทางวิชาการยืนยันว่ามาตรการปิดอ่าวฝั่งทะเลอันดามันในปี 2563 ในช่วงเวลาเดียวกัน (ระหว่างวันที่ 1 เมษายน – 30 มิถุนายน) ที่ผ่านมา มีความเหมาะสมทั้งในเรื่องของพื้นที่ ห้วงเวลา และ เครื่องมือที่อนุญาตฯ    

ชาวบ้านโวย! ฝนชะล้างสารพิษลงแม่น้ำ ปลาตายเป็นแถว

25 มี.ค. 2564 ได้รับรายงานจากเพจไท หมูนักรบ เหตุเกิดที่บ้านหมื่นฤชัย ต.พบพระ อ.พบระ หลังจากที่ฝนตกลงมาได้ชะล้างดินสีแดงขุ่นมีตะกอนลงไปยังแม่น้ำเมย จนทำให้น้ำในแม่น้ำเป็นสีแดงไปทั่ว ไหลแรง ตาก-เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง ซึ่งเป็นพายุฤดูร้อน มีฝนตกลงมาอย่างหนักระหว่างพื้นที่รอยต่อประเทศกับประเทศเมียนมาปลาน้อยใหญ่ลอยคอตายเพียบ เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง ตายเกลื่อน! ปลาตายนับหมื่น ที่อ่างเก็บน้ำบางพระ ประชาชนแห่มาจับไปทำอาหาร ปลานับหมื่นตัว!!! “ลอยตายเกลื่อน” ในทะเลสาบมานินเจา ของอินโดนีเซีย!!! ต่อมาพบว่าปลาในแม่น้ำเมยจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นปลาบึก ปลากดคังยักษ์ ปลาแคยักษ์ ปลาปรุง กุ้ง หอย ปู่ปลา อื่นอีกจำนวนมาก ขนาดเล็กน้อยใหญ่ เกิดลอยคอขึ้นมาหาอากาศบริสุทธิ์และน้ำที่มีค่าออกซิเจนสูง เพื่อเอาชีวิตรอด และพยายามว่ายไปยังน้ำใสๆเพื่อเอาชีวิตรอด แต่ก็ไม่รอดจากน้ำมือคน โดยชาวบ้านทั้งฝั่งไทยและฝั่งเมียนมา ได้จับปลาเพื่อนำไปขายและบริโภค ขณะที่ชาวบ้านบางส่วนได้พยายามที่จะช่วยชีวิตปลา เพื่อหวังจะอนุรักษ์ปลาขนาดใหญ่มากๆ ซึ่งมีอายุมากกว่า 20-30 ปี ที่อยู่อาศัยในน้ำเมยมานานไว้ แต่ก็ช่วยได้บางส่วน บางส่วนก็ตายทันที สำหรับสาเหตุนั้นคาดว่า ฝนได้ชะล้างสารพิษจากการใช้ฆ่าแมลง ที่ฉีดในงานการเกษตรริมแม่น้ำเมยลงไปในน้ำ จนเกิดการแพร่กระจายดังกล่าว

แทบทรุด!! สูญกว่า 15 ล้าน ปลากดคังเลี้ยงในกระชังอ่างเก็บน้ำเมืองกาญจน์ ตายเรียบ

สูญกว่า 15 ล้าน ปลากดคังเลี้ยงในกระชังอ่างเก็บน้ำเมืองกาญจน์ ตายเรียบ ชาวบ้านที่เลี้ยงหมดตัว วอนรัฐช่วยเหลือ วันที่ 24 มกราคม 2564 จากเหตุการณ์กลุ่มผู้ทำประมงเลี้ยงสัตว์น้ำจืด ในบริเวณอ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณ บ้านโบอ่อง (ใหม่) ม.8 ต.ปิล็อก อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี เกิดความเดือดร้อนอย่างมาก เนื่องจากปลากดคังที่เลี้ยงในกระชังตายนับ 100 ตัน มูลค่าเสียหายไม่ต่ำกว่า 15 ล้านบาท บริเวณริมฝั่งอ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณ บรรดาชาวประมงที่เลี้ยงปลา จำนวน8รายได้นำซากปลากดคัง ที่ตายลอยเป็นแพจำนวนมาก ขึ้นมาจากกระชังเลี้ยงซึ่งมีความยาว 16 เมตร กว้าง 5 เมตร วางกองเรียงรายยาวเหยียดไว้บนฝั่ง ส่งกลิ่นเหม็นฟุ้งไปทั่ว เพราะไม่รู้จะเอาซากปลาไปทิ้งที่ไหน นายสมพร พลจันทร์ เจ้าของผู้เลี้ยงปลาที่ประสบเหตุ ปลาในกระชังที่เลี้ยงตายหมดไม่เหลือแม้แต่ตัวเดียว เปิดเผยกับผู้สื่อข่าว เมื่อวันที่ 18 ม.ค. ที่ผ่านมา ได้เกิดลมพายุกรรโชกแรงมาก โดยที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน ทำให้น้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณ เกิดคลื่นขนาดใหญ่ไปทั่ว ต่อมาก็เกิดปรากฏการณ์ น้ำในอ่างฯเปลี่ยนจากใสแจ๋ว เป็นสีขุ่นแดง รวมทั้งมีกลิ่นเหม็น หลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ต่อมาอีก2วัน คือวันที่ 21 ม.ค. ก็พบว่าปลาทุกตัวลอยหัวขึ้นมาบนผิวน้ำ แล้วค่อยๆทยอยตาย จนหมดกระชัง ในเวลารวดเร็ว ในส่วนของผู้เลี้ยงทั้ง 8 ราย นายสมพรเผยต่อว่า ได้สอบถามเพื่อนผู้เลี้ยงปลาทุกรายจำนวน8ราย ก็ได้รับคำตอบแบบเดียวกันว่า กระชังปลาของเขาก็ได้ รับผลกระทบตายหมดกระชังเช่นกัน แต่ก็มีเจ้าของกระชังปลาบางราย แก้ไขทันโดยใช้เรือลากกระชังปลาไปไว้บริเวณกลางอ่างเก็บน้ำฯ แล้วใช้เครื่องทำออกซิเจนช่วย ก็แก้ไขได้บ้างบางรายเพียงเล็กน้อย โดยความเสียหายในเวลานี้ ราคาซื้อขายปลากดคัง น้ำหนัก3กก.ปัจจุบันกิโลละ 140 บาท รวม 60 กระชัง เสียหายไม่ต่ำกว่า 15 ล้านบาท อยากจะวิงวอนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้ามาให้การช่วยเหลือ ผู้เลี้ยง ทำประมงน้ำจืด พราะทุกคนในขณะนี้ ก็แทบหมดเนื้อหมดตัวแล้ว อย่างไรก็ตาม หลังเกิดปรากฏการณ์น้ำขุ่นเหม็น ทางเขื่อนวชิราลงกรณได้ออกมาชี้แจง สาเหตุของการเกิดน้ำขุ่นและมีกลิ่นเหม็น เป็นเพราะปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เรียกว่า “ การพลิกกลับของชั้นน้ำ ” ซึ่งส่งผลให้พื้นน้ำที่มีความกว้างใหญ่และลึก เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เด่นชัด โดยธรรมชาติ ความหนาแน่นของน้ำจะเปลี่ยนแปลงตามอุณหภูมิ ทำให้น้ำถูกแบ่งออกเป็นชั้นๆ เนื่องจากอุณหภูมิของน้ำแตกต่างกัน ซึ่งเรียกว่า “การแบ่งชั้นน้ำ” เนื่องจากอุณหภูมิ น้ำชั้นบนจึงจมตัว ทำให้น้ำชั้นล่างที่มีตะกอน พลิกกลับขึ้นมา จึงทำให้ขุ่นและมีกลิ่นเหม็น

1 2 3 4