รพ.สมุทรสาคร…!! เปิดรับสมัคร”จิตอาสา” หลัง”บุคลากร” ติดCV-19

รพ.สมุทรสาคร…!! เปิดรับสมัคร”จิตอาสา” หลัง”บุคลากร” ติดCV-19 หลักสิบราย สถานการณ์ CV-19 ในประเทศไทยอยู่ในช่วงที่วิ กฤต โดย นายแ พทย์อนุกุล ไทยถานันดร์ ผู้อำนวยการโรงพย าบาลสมุทรสาคร ชี้แจงถึงสถานการณ์การแพร่ร ะบาดของ CV-19 ในพื้นที่ ว่าล่าสุดส่งผลกระทบกับโรงพยาบาลอย่างมาก หลังพบยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นทุกวัน แต่ปัจจุบัน โรงพยาบาลสมุทรสาคร สามารถรองรับผู้ติดเ ชื้อได้เพียงจำนวน 450 เตียง   ข่าวอื่นที่น่าสนใจ -ประกันสังคม…!! เพิ่มเงินเยียวยาช่วยเหลือ “ม.33” เป็น “1หมื่นบาท” -ชาวเน็ตลุ้นนาทีชีวิต เอาใจช่วยหนุ่มติดโควิด ล้มฟุบนอนข้างถนน!   โดยมีเตียงผู้ป่วยวิกฤต หรือไอซียู จำนวน 16 เตียง และกำลังอยู่ระหว่างการสร้างเตียงไอซียู อีกจำนวน 9 เตียง เพื่อรองรับผู้ติดเชื้อวิกฤต หลังพบว่าในแต่ละวันที่โรงพย าบาลจะตรวจพบผู้ติดเ ชื้อ CV-19 รายใหม่ มากถึงร้อยละ 60 จึงส่งผลกระทบทั้งเรื่องจำนวนเตียงรองรับและการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ ที่ทำงานหนักเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ตอนนี้ยังพบว่า ทั้งหมอ พยาบาล แม่บ้าน เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล ต่างติดเชื้อเป็นจำนวนมาก หลักสิบคน ทำให้ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาถึงต้องปิดให้บริการห้องฉุกเฉิน เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด ล่าสุดพบว่า มีชาวบ้าน ที่รู้ว่าโรงพยาบาล กำลังเผชิญปัญหาขาดแคลน บุคลากร และเจ้าหน้าที่ จึงเดินทางเข้ามาเป็นจิตอาสา ช่วยเหลือโรงพยาบาล อย่างเช่น คุณกฤษณา ผึ้งทอง อายุ 66 ปี อดีตข้าราชการครู ที่เกษียณอายุราชการ วันนี้รีบออกจากบ้าน ขอช่วยงานโรงพยาบาล วันนี้เจ้าหน้าที่จึงให้มาช่วยงานด้านกาตรวจวัดอุณหภูมิ ลงทะเบียน ผู้เข้ามาใช้บริการที่โรงพยาบาลเพื่อต้องการแบ่งเบาภาระเจ้าหน้าที่ แม้ส่วนตัวจะกลัวการติดเ ชื้อ CV-19 ที่ต้องมาอยู่ในสถานที่เสี่ยงก็ตาม ขณะนี้โรงพยาบาลสมุทรสาคร ยังต้องการจิตอาสาเข้ามาช่วยงานของโรงพยาบาลเป็นจำนวนมาก เช่น เจ้าหน้าที่เวรเปล เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ประจำจุดให้บริการ เจ้าหน้าที่รับโทรศัพท์ประสานความช่วยเหลือผู้ติดเชื้อ รถรับส่งผู้ป่วยติดเ ชื้อจากบ้านไปที่โรงพยาบาล โรงพยาบาลสนาม หรือศูนย์พักคอยของสมุทรสาคร ส่วนบุคลากร ที่จำเป็นต้องใช้วิชาชีพทางการแพทย์ และพยาบาลเฉพาะทาง ล่าสุด ผู้ตรวจราชการเขต 5 และกระทรวจสาธารณสุขได้จัดหาบุคลากรจากโรงพยาบาลอื่นๆ มาให้การสนับสนุนเพื่อแก้ไขปัญหาที่โรงพยาบาล  

1668 สายด่วนกรมการแพทย์ระดมจิตอาสาหมอ-พยาบาลรับข้อมูลเร่งส่งต่อผู้ป่วย

1668 สายด่วนกรมการแพทย์ หน่วยงานที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 3 เพราะทันทีที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 พุ่งมากขึ้นในแต่ละวัน แน่นอนว่าผู้ป่วยรวมถึงญาติพี่น้องต่างหวังพึ่งพิงสายด่วนตอบรับเพื่อเร่งนำผู้ป่วยส่งเข้ารักษาในโรงพยาบาลทันที แต่หลายคนก็ต้องเกิดอาการผิดหวังกับการรอสายบ้าง จนต้องระบายความอัดอั้นคับแค้นใจผ่านสื่อต่างๆ โดยเฉพาะทางช่องทางโซเชียลมีเดีย รวมไปถึงบางเคสที่รอการติดต่อสายด่วนจนอาการย่ำแย่ และถึงขั้นเสียชีวิตก็มี ทีมข่าวสาธารณสุข ทำหน้าที่ฉายภาพการปฏิบัติงานของสายด่วน 1668 ซึ่งเป็นคำแถลงบางตอนจาก นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ที่ออกโรงตั้งโต๊ะแถลงข่าวน้อมรับถึงปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น เพื่อให้สังคมมองเห็นขั้นตอนการทำงาน ข่าวที่เกี่ยวข้อง โดนแล้ว สั่งปรับ หลัง “บิ๊กตู่” ถอดหน้ากากขณะประชุม ฝ่าฝืนประกาศกทม. ชาวเน็ตสงสัย “ประยุทธ์” ไม่ใส่หน้ากากอนามัย ต้องถูกปรับไหม?? ทั้งน้ำตา ! หญิงร้องเรียน โรงพยาบาลเอกชนเรียกค่ารักษาโควิดคุณแม่ 5 แสน ปัดรักษาฟรีรัฐไม่ช่วยจ่าย (มีคลิป)   “สายด่วนกรมการแพทย์ 1668 พี่หมอขอช่วยหาเตียง เป็นการจัดตั้งเฉพาะกิจซึ่งเปิดดำเนินการเมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2564 รองรับผู้ป่วยโควิด-19 ที่เพิ่มจำนวนรวดเร็ว จนเกิดปัญหาไม่ได้แอดมิตเข้าโรงพยาบาล ปัญหาหลักส่วนหนึ่งที่พบเนื่องจากคนไข้ไปตรวจที่ห้องปฏิบัติการหรือแล็บเอกชนบางที่ไม่มีโรงพยาบาลคู่สัญญารองรับหรือเตียงเต็ม อีกกรณีเป็นการตรวจเชื้อเชิงรุกซึ่งไม่มีโรงพยาบาลเจ้าของไข้ ทั้งนี้ สายด่วน 1668 ต้องใช้บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขมาเป็นจิตอาสารับสายตั้งแต่เวลา 08.00-22.00 น. เวลานี้ได้ขยายเป็น 30 คู่สาย มีจิตอาสาเข้ามาทำหน้าที่กว่า 230 คน การทำงานแบ่งเป็น 1.ทีมรับสาย จะสอบถามข้อมูลรายละเอียดผู้ป่วยและเบอร์โทรศัพท์ ให้คำปรึกษาในการปฏิบัติตัวเบื้องต้น 2.ทีมข้อมูล รวบรวมข้อมูลจากทีมสายด่วนวิเคราะห์จัดทำฐานข้อมูลสรุปรายวัน 3.ทีมแพทย์ ประเมินอาการระดับความรุนแรงแยกเป็น 3 ระดับ เขียว เหลือง แดง และ 4.ทีมประสานขอเตียง จากโรงพยาบาลเป้าหมายหรือศูนย์ประสานงานกลุ่มโรงพยาบาล ทั้งนี้ บุคลากรสาธารณสุขที่มารับสายต้องสละเวลาหลังเสร็จภารกิจหลักดูแลผู้ป่วยในแต่ละวันมาเป็นจิตอาสา ขณะนี้ได้ระดมจิตอาสาทุกส่วนรวมถึงต่างจังหวัดมาเสริมมากขึ้น ปรับการรับสายให้กระชับเพื่อความรวดเร็วในการส่งต่อผู้ป่วย ขณะเดียวกันยังมีสายด่วนที่เปิดให้บริการประชาชนอีก ทั้งสายด่วนสปสช. 1330 สายด่วนศูนย์เอราวัณ 1669 และอีกช่องทางคือระบบไลน์ “สบายดีบอต @sabaideebot” ประชาชนสามารถแจ้งข้อมูลไว้ จะมีเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับตามข้อมูลที่แจ้งทุกราย” อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวในตอนหนึ่ง นพ.สมศักดิ์ กล่าวถึงระบบการจัดส่งผู้ป่วยเข้ารับการรักษาด้วยว่า ขณะนี้โรงพยาบาลทุกสังกัด ทั้งรัฐ เอกชน ทหาร ตำรวจ กรุงเทพมหานคร มหาวิทยาลัย ได้ประสานการทำงานอย่างเต็มที่ในการนำผู้ป่วยเข้าสู่ระบบให้ได้มากและรวดเร็วที่สุด โดย เฉพาะใน พื้นที่กรุงเทพมหานครที่มีผู้ป่วยตกค้างจำนวนมาก มีสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน เป็นแม่ข่ายหลักในการส่งผู้ติดเชื้อไปจุดคัดกรอง เตรียมไว้ 4 โซน เพื่อคัดแยกและนำส่งผู้ป่วยเป็นระดับ สีเขียว เหลือง แดง ส่งไปยังฮอสพิเทล โรงพยาบาลสนาม และโรงพยาบาลหลักของแต่ละโซน ขณะเดียวกัน หลายหน่วยงานนำบุคลากรและยานพาหนะในสังกัดมาสนับสนุนภารกิจ มีการขยายเตียงรองรับให้มากขึ้น รวมทั้งเปิดเพิ่มโรงพยาบาลสนามและฮอสพิเทล ได้หารือโรงเรียนแพทย์ และโรงพยาบาลหลักทั้งรัฐและเอกชนที่มีความสามารถรับผู้ป่วยที่ต้องรักษาในไอซียู เพื่อถ่ายโอนเคสผู้ที่อาการดีขึ้นไปอยู่ฮอส พิเทล และเปิดพื้นที่ให้โรงพยาบาลหลักรับเคสอาการหนักเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน บนเว็บไซต์กรมการแพทย์ ก็มีสารจากใจอธิบดีกรมการแพทย์ ระบุถึง 3 ส.ที่จะรับมือสถานการณ์โควิด-19 คือ สติ ตื่นรู้ ไม่ประมาท ฉลาดคิด โควิด-19 ป้องกันได้ สื่อสาร เผยแพร่ข้อมูล เพิ่มพูนความรู้ นำสู่ความเข้าใจ ใช้ข้อมูลที่เชื่อถือได้ และ สามัคคี ร่วมฝ่าวิกฤติ แม้คิดต่าง สร้างทีมประเทศไทย น.ส.วรรณา ปดิฐพร หันมาที่เสียงสะท้อนของหนึ่งในทีมจิตอาสาสายด่วน 1668 น.ส.วรรณา ปดิฐพร พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ โรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ เล่าถึงการทำงานว่า ตนมีงานประจำอยู่แผนกผู้ป่วยนอกศัลยกรรม ถึงโรงพยาบาลเวลา 06.30 น. เตรียมงานเพื่อพร้อมให้บริการผู้ป่วยเวลา 08.00-16.00 น. ทุกวันจันทร์-ศุกร์ การมาเป็นจิตอาสาสายด่วน 1668 นั้น ทันทีที่อธิบดีกรมการแพทย์ประกาศหาจิตอาสา ตนก็สมัครทันทีทั้งที่ยังไม่รู้ว่าต้องทำอะไรบ้าง รู้เพียงว่าจะต้องเข้ามาช่วยผู้ป่วยโควิด หลังการ อบรมก็ทราบหน้าที่ โดยพยาบาลต้องเป็นด่านหน้ารับสายจากผู้ป่วย คัดกรองอาการ ตั้งแต่เวลา 16.00-22.00 น. เป็นครั้งแรกที่ตนซักประวัติคนไข้โดยไม่เห็นตัว ต้องใช้ทักษะทุกอย่างมาช่วย บางครั้งก็รับฟังปัญหารวมทั้งปลอบคนไข้ […]

สาวน้อยวัย 13 ปี อาสาช่วยทำแนวกันไฟเพื่อป้องกันไฟป่า วูบเสียชีวิตบนดอยแม่แจ่มเชียงใหม่

เมื่อวันเสาร์ที่ 20 ก.พ. 2564 ที่ผ่านมา ทางหมู่บ้านได้ประกาศให้ชาวบ้านและผู้ที่มีจิตอาสา ช่วยกันไปทำแนวกันไฟ เพื่อป้องกันไฟป่าที่จะลุกลามไหม้ป่า และอาจจะลามไปยังหมู่บ้าน ทำให้ป่าได้รับความเสียหาย และละเสี่ยงต่อหมู่บ้านถูกไฟป่าเผาไหม้ด้วย ซึ่งทางครอบครัวก็พากันไป โดยที่ลูกสาวไปกับพ่อและเพื่อน ๆ ไปทำแนวกันไฟ โดยนายอุดร อนุสรณ์พนา อายุ 41 ปี ผู้เป็นพ่อเล่าว่า ขณะที่ทำแนวกันไฟนั้นได้แบ่งเส้นทางกันทำแนวกันไฟ โดยน้องเบอรี่ก็อยู่กับกับกลุ่มเพื่อนและน้าซึ่งเวลาประมาณ 10-11 นาฬิกานั้นน้องเบอรี่บ่นว่าปวดศีรษะมาก แล้วน้าพยายามโทรหาตน แต่ตนไม่ได้ยินเสียงโทรศัพท์เพราะใช้เครื่องเป่าลมอยู่ เมื่อทำแนวกันไฟเสร็จก็ได้กลับมาบ้านพบลูกสาวมีอาการหน้าซีด ไม่พูดไม่จาจึงได้เรียกรถพยาบาลนำตัวลูกสาวส่งโรงพยาบาลสันป่าตอง ก่อนจะส่งต่อไปยังโรงพยาบาลนครพิงค์ กระทั่งมาเสียชีวิตเมื่อวันที่ 21 ก.พ. เวลา 15.05 น. โดยทีมแพทย์ได้ระบุว่า น้องเบอรี่เสียชีวิตจากภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดฝอย หลังเกิดเหตุทางครอบครัวได้นำศพน้องมาประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลศพที่บ้านพักในหมู่บ้านแม่แฮน้อย หมู่ 3 โดยภายในงานศพทางครอบครัวได้มีการจัดบอร์ดไว้อาลัยนำรูปถ่ายน้องมาติดไว้ ขณะที่นายบุญลือ ธรรมมาธรานุรักษ์ นายอำเภอแม่แจ่ม ได้นำพวงหรีดไปวางและมอบเงินช่วยเหลือครอบครัวที่ได้สูญเสียลูกสาวไป นายบุญลือ ธรรมมาธรานุรักษ์ นายอำเภอแม่แจ่ม เปิดเผยว่าตามที่มีข่าวว่าไม่มีหน่วยงานไหนเข้ามาช่วยเหลือครอบครัวน้องนั้นไม่เป็นความจริงเนื่องจากหลังทางอำเภอทราบข่าว ก็ได้เดินทางไปเยี่ยมน้องที่โรงพยาบาลนครพิงค์ก่อนที่น้องจะเสียชีวิต เพราะนายอุดร อนุสรณ์พนา นั้นเป็นลูกน้องของตนเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านซึ่งทางอำเภอต้องมีการดูแลอยู่แล้วประกอบกับน้องเข้าไปร่วมทำแนวกันไฟซึ่งเป็นจิตอาสาของหมู่บ้านทางอำเภอต้องดูแลเป็นกรณีพิเศษด้วยสำหรับศพของด.ญ.ณัฐวลัญช์ อนุสรณ์พนา อายุ 13 ปี หรือน้องเบอรี่ทางครอบครัวจะมีพิธีฌาปนกิจศพในช่วงบ่ายวันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ที่สุสานบ้านแม่แฮเหนือ #WEVO #สื่ออาสา #เชียงใหม่โมเดล #เชียงใหม่นิวส์

จิตอาสา…!! กว่าร้อยคน แบกน้ำใส่หลังคนละ 18 ลิตร ขึ้นเขา 2.5 กม.

จิตอาสากว่าร้อยคน แบกน้ำใส่หลังคนละ 18 ลิตร ขึ้นเขา 2.5 กม. ให้เลียงผากิน วันที่ 22 ธ.ค. นายชุมพล ยินดีผล นายอำเภอชัยบาดาล เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “วันคุ้มครองสัตว์ป่า แห่งชาติ” ที่ทำการเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาสมโภชน์ ต.นาโสม อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี โดยมีกิจกรรมแข่งขัน ปั่นจักยานเสือภูเขาในโครงการปั่นรักษ์ป่าเขาสมโภชน์ ตามรอยพ่อ ครั้งที่ 3 และกิจกรรมวันคุ้มครองสัตว์ป่า แห่งชาติประจำปี 2562 โดยมีส่วนราชการ ประชาชน และจิตอาสาเข่ารวมงานจำนวนมาก ซึ่งในวันที่ 26 ธ.ค. ที่จะมาถึงนี้กำหนดให้เป็น “วันคุ้มครองสัตว์ป่าแห่งชาติ” ทางกลุ่มจิตอาสาซึ่งประกอบ ไปด้วย ชมรมฅนรักษ์สัตว์ป่า, กลุ่มอาสาด้วยสองมือ, แก๊งรองเท้าแตะ และกลุ่มกองทัพมด อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี ได้ร่วมกันจัดให้มีกิจกรรมในการขนย้ายน้ำขึ้นสู่ยอดเขาสมโภชน์เพื่อให้เลียงผาและสัตว์ป่าได้ดื่มกินในช่วง หน้าแล้ง ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ทำติดต่อกันมาหลายปี โดยพื้นที่ป่าเขาสมโภชน์ตั้งอยู่ที่ อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี มีพื้นที่ประมาณ 8,440 ไร่ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขา หินปูนปกคุมไปด้วยป่าไม้นานาชนิดค่อนข้างสมบูรณ์แห่งหนึ่งของ จ.ลพบุรี ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่านานา ชนิดจำนวนมาก รวมทั้งเลียงผาสัตว์ป่าหายากที่ใกล้สูญพันธุ์ และเนื่องจากพื้นที่ป่าเป็นภูเขาที่เต็มไปด้วยหินจึง ไม่สามารถกักเก็บน้ำตามแหล่งธรรมชาติไว้ได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะช่องหน้าแล้งของทุกปีจนทำให้น้ำตาม แหล่งน้ำธรรมชาติแห้งขอดไม่เพียงพอให้สัตว์ป่าได้ดื่มกิน ซึ่งทำให้สัตว์ป่าที่อาศัยอยู่บนภูเขาต้องลงสู่พื้นล่าง เพื่อหาอาหารและน้ำกินยังพื้นที่ไร่สวนการเกษตรของชาวบ้านที่อยู่ล้อมรอบ เสี่ยงต่อการได้รับสารพิษตกค้าง หรือได้รับอันตรายถูกไล่ล่าเป็นอาหารและนำกระดูกเลียงผาไปทำน้ำมันรักษาโรคกระดูกตามความเชื่อ จิตอาสาเหล่านี้เล็งเห็นความสำคัญในการช่วยเหลือชีวิตและอนุรักษ์สัตว์ป่าจึงได้รวมตัวกันในการจัดทำ แหล่งกักเก็บน้ำให้สัตว์ป่าดื่มกินบนยอดเขาสูง ด้วยการจัดทำสระเก็บน้ำด้วยพื้นพลาสติก อ่างคอนกรีต แทงค์ น้ำเหล็ก และขนย้ายวงท่อคอนกรีต จำนวนมากขึ้นไปตั้งบนพื้นที่ภูเขาโดยรอบเพื่อกับเก็บน้ำในหน้าแล้งให้ สัตว์ป่าได้ดื่มกิน และเมื่อถึงหน้าแล้งจิตอาสาเหล่านี้ก็จะรวมตัวกันในการขนย้ายน้ำจากพื้นด้านล่างขึ้นไปสู่ยอด เขาเป็นประจำทุกๆ ปี และในปี นี้กลุ่มจิตอาสาประมาณเกือบ 100 คนได้ร่วมกันทำกิจกรรมขนย้ายน้ำขึ้นสู่ภูเขา ไปเติมยังสระน้ำและอ่างน้ำที่ทำไว้ก่อนหน้านั้นซึ่งต้องใช้เวลาถึง 2 วันติดต่อกันคือวันที่ 21 และ 22 ธ.ค. โดย จิตอาสาแต่ละคนจะต้องสะพายแกลนลอนกระติกน้ำขนาด 18 ลิตรใส่หลังคนละ 1 ใบและค่อยๆ เดินตามเส้น ทางป่าและโขดหินขึ้นไปสู่ยังจุดหมายบนยอดเขาระยะทางประมาณ 2.5 ก.ม. ซึ่งต้องใช้เวลาในการเดินประมาณ 2 ช.ม.เพื่อเทน้ำเติมให้เต็มแหล่งกักเก็บน้ำที่เตรียมไว้ที่เป็นไปด้วยความยากลำบากและเหน็ดเหนื่อย แต่จิต อาสาทุกคนที่ร่วมกิจกรรมนั้นต่างมีแต่รอยยิ้มด้วยจิตใจอันเปี่ยมล้นและภูมิใจที่ได้มีโอกาสทำหน้าที่ช่วยเหลือ ชีวิตสัตว์ป่าและยังเป็นการช่วยกันอนุรักษ์สัตว์ป่าอีกด้วย ************************* (ขอขอบคุณเรื่องจาก ข่าวสด)  

1 2 3 5