สมุนไพรพื้นบ้าน”พังแหร” กับการวิจัยครั้งแรกของโลก…

สมุนไพรพื้นบ้าน”พังแหร” กับการวิจัยครั้งแรกของโลก… สมุนไพรพื้นบ้าน “พังแหร” ที่คนไม่รู้จักมากนัก ที่ได้ริเริ่มทำการค้นคว้าวิจัยเพื่อการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ครั้งแรกของโลกและครั้งแรกของประเทศไทย “พังแหร” ชื่อพืชสมุนไพรยืนต้นชนิดหนึ่ง ในกลุ่มพืชวงศ์กัญชา เป็นไม้เบิกนำตามธรรมชาติพบทั้งในพื้นที่ป่า พื้นที่เกษตรกรรม และพื้นที่เสื่อมโทรม มีถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์ในเขตร้อนของเอเชีย ทุกส่วนของพืชมีรายงานการว่า ใช้ประโยชน์พื้นบ้านอย่างน่าสนใจ เกี่ยวกับการรักษาการติดเชื้อ ด้วยลักษณะดังกล่าว จึงเป็นที่มาให้ ดร.ทิวธวัฒ นาพิรุณ อาจารย์สาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ม.ธรรมศาสตร์ (หัวหน้าโครงการวิจัย) ผุดไอเดียจากข้อมูลชีววิทยาของพืชดังกล่าว ทั้งจากข้อมูลทางอนุกรมวิธาน ชีวโมเลกุล พฤกษเคมี และพฤกษศาสตร์พื้นบ้านมาตั้งโจทย์วิจัย ร่วมกับ เภสัชกร รศ.ดร.วิชัย สันติมาลีวรกุล หัวหน้าภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ผศ.ดร.กีรติ ตันเรือน และผศ.ดร.พิสิษฐ์ พูลประเสริฐ สาขาชีววิทยา มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม และนายมานพ ผู้พัฒน์ นักวิชาการป่าไม้ หอพรรณไม้กรมอุทยานแห่งชาติฯ ทำการศึกษาค้นคว้าวิจัยภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจาก สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. กลุ่มเรื่องสมุนไพรไทย จนทำให้ทราบว่าสารสำคัญทางพฤกษเคมีของพืชแต่ละส่วน และฤทธิ์ทางชีวภาพนั้น สอดคล้องกันกับการใช้ประโยชน์ ในการรักษาการติดเชื้อในภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรียก่อโรคในระบบทางเดินหายใจของคน ซึ่งความพิเศษของเชื้อที่ใช้ทดลองทั้งหมดนั้น เป็นสายพันธุ์ดื้อยา ตามการเฝ้าระวังขององค์การอนามัยโลก (WHO) และที่ได้มีการค้นพบกันครั้งแรกก็คือ สารแคนนาบินอยด์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ สารกัญชา โดยสามารถทำการแยกสารและตรวจพบทั้ง THC, CBD และ CBN จากส่วนของช่อดอก     นับเป็นครั้งแรกของประเทศไทยและของโลก ที่มีการรายงานข้อมูลดังกล่าว โดยได้รับการตอบรับตีพิมพ์จากวารสารชั้นนำ ทางด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพ และการแพทย์อย่าง PeerJ ของสหรัฐอเมริกาแล้ว ทั้งนี้ทีมวิจัยของเรา และ สวก. ยังได้เตรียมการรายงานข้อมูลตีพิมพ์สำคัญอีกหลายส่วน ตลอดจนการพัฒนาเภสัชภัณฑ์ที่สำคัญในอนาคตจากไม้สมุนไพรไทยชนิดนี้ต่อไป   ข่าวเพิ่มเติม ราชทัณฑ์เผย “เพนกวิน” ร่างกายยังปกติดี-ไม่ติดโควิด ลุ้นประกันตัวพรุ่งนี้ “พวกคุณหน้าด้านมากนะคะ” !! ชาวเน็ตดราม่าประเด็น “บินไปฉีดวัคซีนที่อเมริกา” แต่นายกนิวยอร์กบอก “มาเลยวัคซีนของเรารอคุณอยู่” !

ทำยังไงที่จะปกป้องจิตใจ ของเราจากภาวะโรคระบาด

รู้ไหมว่า จากสถิติเรามีโอกาสเสียชีวิตจากไวรัส COVID-19 น้อยกว่า 1% แต่กลายเป็นว่าเรามีแนวโน้มจะเป็นโรคทางใจสูงกว่าปอดอักเสบเสียอีก หลังมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสผู้คนมีแนวโน้มที่จะกลัวการมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น กลัวการเดินทางในที่สาธารณะ หรือบางคนอาจมีอาการที่แสดงออกทางกายภาพด้วย เช่น หัวใจเต้นแรง หรือความรู้สึกมวลท้องเพราะความกังวล ซึ่งความวิตกนั้นสามารถพัฒนาร่างขึ้นไปถึงการมีอาการป่วยทางใจหรือโรควิตกกังวลได้เหมือนกัน งานวิจัยของ the National Institute of Mental Health ระบุว่าประมาณ 31.1% ของชาวอเมริกันมีประสบการณ์เกิดโรควิตกกังวลอย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต แต่เมื่อเกิดภาวะโรคระบาดตอนนี้ตัวเลขความเป็นไปได้ก็เขยิบสูงขึ้นไปเรื่อยๆ และพบว่าผู้คนมีอาการ Anxiety Neurosis (โรคประสาทวิตกกังวล) เพิ่มมากขึ้น ซึ่งในอาการ Anxiety เหล่านี้รวมไปถึงอาการ OCD (โรคย้ำคิดย้ำทำ) Panic Disorder (อาการกลัวอย่างรุนแรง) และ GAD (โรคกังวล) ด้วย แต่เราจะทำยังไงที่จะปกป้องจิตใจน้อยๆ ของเราจากภาวะเหล่านี้ อันดับแรกเราต้องเข้าใจก่อนว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นจากความกลัวว่าจะติดไวรัสอย่างเดียวแต่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคำแนะนำเรื่อง “การปฏิบัติการ” ป้องกันไวรัส ไม่ว่าจะเป็นการย้ำเตือนตัวเองและคนอื่นให้ล้างมือทุกครั้งที่มีโอกาส จับหน้าให้น้อยที่สุด ทำความสะอาดทุกอย่างรอบตัว ก็ส่งผลให้เกิดความกังวลและย้ำเตือนตัวเองตลอดเวลา ความกลัวว่าสิ่งปนเปื้อนจะเข้าสู่ร่างกาย หรือคิดว่ากำลังสัมผัสเชื้อโรคที่อยู่รอบตัวตลอดเวลา เป็นอาการพื้นฐานที่สุดของโรค OCD เพราะต่อให้ไม่มีสถานการณ์ไวรัส พวกเขาก็ล้างมือแล้วล้างมืออีก ล้างมือแล้วล้างมืออีก เป็นชีวิตประจำวันอยู่แล้ว ดังนั้นสำหรับคนที่มีอาการ คำแนะนำประเภทไม่เจาะจงทั้งหลาย เช่น “ล้างมือทุกครั้งที่มีโอกาส” นั้นไม่เป็นมิตรเท่าไร และคงเป็นคำสุดท้ายที่แพทย์จะพูดกับผู้ป่วย OCD แต่ควรเปลี่ยนคำแนะนำเป็น การกำหนดช่วงเวลาการล้างมือที่แน่นอนมากกว่า เช่น หลังการจาม ก่อนและหลังกินข้าว หลังกลับเข้าบ้าน เป็นต้น หรือคำแนะนำ “ให้หลีกเลี่ยงที่สาธารณะ” ก็อาจสร้างความสับสนให้ผู้ป่วย Anxiety หรือ GAD เพราะพวกเขามักคิดว่าตัวเองจะเป็น “ผู้โชคร้าย” เสมอ และการให้เลี่ยงพื้นที่สาธารณะอย่างไม่เจาะจง อาจส่งผลให้เกิดความวิตกจนไม่สามารถควบคุมตัวเองและมีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงการเดินทางไปตลอด ดังนั้นจึงควรมีคำแนะนำที่เจาะจงกว่านี้ว่าสถานที่แบบไหนที่ควรไป ที่ไหนควรเลี่ยง และต้องปฏิบัติตัวอย่างไรให้ชัดเจน ในประเทศไทยเองเมื่อปี 2561 กรมสุขภาพจิตได้ประเมินว่ามีผู้ป่วยโรควิตกกังวลที่อายุมากกว่า 18 ปี อยู่ราว 0.3% ของประชากร หรือประมาณ 1.4 แสนคนทั่วประเทศ พวกเขาคือกลุ่มที่ควรได้รับการดูแลทางใจและคำแนะนำที่เหมาะสม และชัดเจนเพื่อไม่ให้ความวิตกกังวลใจสูงขึ้น สรุปแล้วไม่ว่าผู้ป่วยรายใหม่ที่อาจเริ่มมีอาการจากสถานการณ์ตอนนี้ หรือผู้ป่วยที่มีอาการอยู่เป็นทุนเดิม องค์กรอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้คนที่เริ่มมีอาการวิตกกังวลอย่างรุนแรงพยายามเลี่ยงการเสพข่าวที่ก่อความกังวล ที่สำคัญคนรอบข้างและสื่อเองก็ต้องให้คำแนะนำที่เข้าใจง่ายๆ เจาะจงมากขึ้นเพื่อให้เกิดความเข้าใจร่วมกัน และไม่สร้างความตื่นตระหนก เพื่อให้เรามีสุขภาพทั้งปอดทั้งใจที่แข็งแรงไปพร้อมๆ กัน แหล่งอ้างอิง : https://www.washingtonpost.com/

นักวิจัยพบ โควิดฆ่าเซลล์ภูมิคุ้มกัน มีพฤติกรรมทำลายเหมือนเอดส์ผสมซาร์ส

นักวิจัยในจีนและสหรัฐอเมริกาค้นพบว่า “ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่” ที่ก่อให้เกิดโรค COVID-19 สามารถทำลายระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายได้ ในลักษณะเดียวกับที่พบในผู้ป่วย HIV โดยไวรัสจะเข้าทำลายเซลล์ที่ทำหน้าที่ป้องกันร่างกายจากเชื้อโรค ลูลู จากมหาวิทยาลัยฟู่ตั้น กรุงเซี่ยงไฮ้ และเจียงซื่อป๋อ จากศูนย์โลหิตนิวยอร์ก ได้ทดลองรวมเชื้อไวรัส Sars-CoV-2 เข้ากับเซลล์ไลน์ที่เรียกว่า “ที ลิมโฟไซต์” (T lymphocyte) หรือ “ทีเซลล์” (T cells) ซึ่งเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่ตรวจจับและทำลายสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย โดยนำเอาเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสมาเจาะรูบริเวณเยื่อหุ้มเซลล์ และฉีดสารเคมีเข้าไปในเซลล์ สารเคมีเหล่านี้ฆ่าทั้งเชื้อไวรัสและเซลล์ที่ติดเชื้อ โดยทำให้เซลล์แตกเป็นชิ้นๆ และจากการทดลองครั้งนี้ ทีเซลล์ก็กลายเป็นหนูทดลองกับเชื้อไวรัสโคโรนาในที่สุด นักวิจัยทั้งสองพบโครงสร้างพิเศษในแท่งโปรตีนที่ยื่นออกมาจากไวรัส ซึ่งเป็นโครงสร้างที่กระตุ้นการรวมตัวกันของเปลือกหุ้มไวรัสและเยื่อหุ้มเซลล์ เมื่อทั้งคู่สัมผัสกัน จากนั้น พันธุกรรมไวรัสก็จะเข้ายึดทีเซลล์ และทำให้ทีเซลล์หยุดการทำหน้าที่ป้องกันร่างกาย อย่างไรก็ตาม เมื่อทดลองกับเชื้อไวรัสซาร์ส ซึ่งเป็นไวรัสโคโรนาอีกสายพันธุ์หนึ่ง ไวรัสซาร์สกลับไม่ได้มีความสามารถในการทำให้ทีเซลล์ติดเชื้อ แพทย์ที่ทำการรักษาผู้ป่วย COVID-19 ในโรงพยาบาลของรัฐในกรุงปักกิ่งผู้หนึ่ง ระบุว่า การค้นพบครั้งนี้เป็นการเพิ่มหลักฐานเกี่ยวกับความกังวลในวงการแพทย์ ที่ว่าไวรัสโคโรนามีพฤติกรรมที่เหมือนกับเชื้อไวรัสที่มุ่งทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมนุษย์ โดยเฉพาะเชื้อ HIV เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ เฉิน หยงเหวิน และผู้ร่วมวิจัยในสถาบันภูมิคุ้มกันวิทยา ได้เปิดเผยรายงานทางคลินิก ที่ระบุว่าจำนวนของทีเซลล์ในผู้ป่วย COVID-19 จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ที่เข้ารับการรักษาในห้องไอซียู ยิ่งจำนวนทีเซลล์ต่ำลง ก็ยิ่งมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต ข้อสังเกตดังกล่าวได้รับการยืนยันในภายหลัง จากการชันสูตรศพของผู้ติดเชื้อ 20 คน ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันถูกทำลายเกือบหมด และแพทย์ที่ได้เห็นร่างของผู้เสียชีวิตระบุว่าความเสียหายของอวัยวะภายในนั้นคล้ายกับผู้เสียชีวิตจากโรคซาร์สผสมกับโรคเอดส์ พันธุกรรมที่อยู่เบื้องหลังความสามารถในการรวมตัวของเชื้อไวรัส Sars-CoV-2 ไม่ได้ถูกพบในเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์อื่นที่อยู่ในร่างกายมนุษย์หรือสัตว์ แต่เชื้อไวรัสในร่างกายมนุษย์ เช่น โรคเอดส์หรืออีโบลา จะมีลำดับที่คล้ายคลึงกัน จึงอาจมองได้ว่าไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้อาจจะแพร่กระจายอย่างเงียบๆ ในสังคมมนุษย์เป็นเวลานาน ก่อนที่จะกลายเป็นโรคระบาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชิ้นใหม่ระบุว่า ยังมีความแตกต่างที่สำคัญระหว่างเชื้อไวรัส Sars-CoV-2 และเชื้อ HIV นั่นคือ เชื้อ HIV สามารถแบ่งตัวภายในทีเซลล์และเปลี่ยนทีเซลล์ให้กลายเป็นโรงงานผลิตเชื้อไวรัส เพื่อแพร่เชื้อไปสู่เซลล์อื่นๆ ในขณะที่ยังไม่มีการค้นพบว่าเชื้อไวรัสโคโรนาเติบโตหลังจากที่เข้ายึดทีเซลล์ นั่นหมายความว่าเชื้อไวรัสและทีเซลล์อาจจะตายไปพร้อมกัน นี่ทำให้เกิดคำถามว่า เมื่อไวรัสโคโรนาเข้าไปอยู่ในร่างกายแล้วหลายสัปดาห์ แต่คนไข้ไม่แสดงอาการป่วยใดๆ เชื้อนี้มีปฏิกิริยาอย่างไรกับทีเซลล์ของคนไข้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยังไม่ชัดเจน ส่วนคนไข้ที่อาการหนักอาจเผชิญกับภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันต่อต้านเกินจนทำลายเซลล์ดีในร่างกาย แต่ไวรัสโคโรนาที่ก่อโควิด-19 จู่โจมเข้าไปได้อย่างไรนั้นเป็นเรื่องที่ยังไม่เข้าใจเลย

เปิดงานวิจัยใหม่ สหรัฐอเมริกาพบอันตรายในน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าทุกชนิด​ หมอประกิต เตือนหยุดสูบจนกว่าจะพิสูจน์ชัด

ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ​เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เปิดเผยว่า จากรายงานล่าสุดของศูนย์ควบคุมโรคสหรัฐอเมริกา (CDC) ซึ่งเก็บข้อมูลเรื่องผู้ป่วยด้วยอาการปอดอักเสบรุนแรง พบว่า มีผู้ป่วย 1,080 ราย ที่สรุปได้ว่าน่าจะป่วยจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้า ในจำนวนนี้ มี 18 รายที่เสียชีวิต โดยอายุเฉลี่ยของผู้ป่วยอายุ 23 ปี และอายุของคนที่ตายเฉลี่ยเกือบ 50 ปี ทั้งนี้ 78 % ของผู้ป่วย มีการสูบบุหรี่ไฟฟ้าที่ผสมน้ำมันสกัดกัญชาด้วย ทำให้สงสัยว่าการผสมสารสกัดกัญชาจะเป็นสาเหตุหนึ่ง แต่ CDC ก็ไม่สามารถสรุปได้ว่าเป็นสาเหตุเดียว เนื่องจากยังมีหลายรายที่ไม่ได้ใช้น้ำมันสกัดกัญชา และมีความหลากหลายของยี่ห้อบุหรี่ไฟฟ้าที่ผู้ป่วยแต่ละคนใช้ “อัตราการป่วยดังกล่าว ทำให้อยากเรียกร้องให้คนไทยหยุดสูบบุหรี่ไฟฟ้า จนกว่าจะหาสาเหตุที่แท้จริงได้ว่า การเจ็บป่วยด้วยโรคปอดอักเสบรุนแรง และถึงขั้นเสียชีวิตนั้น เกิดจากสาเหตุใด โดยพบว่าในรายงานดังกล่าวของสหรัฐฯ จาก​การตรวจน้ำล้างปอดในผู้ป่วยปอดอักเสบรุนแรง พบว่าเซลล์เม็ดเลือดขาวที่อยู่ในปอดที่ทำหน้าที่ดักจับสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในปอด เช่น เชื้อโรค ฝุ่นละออง หรือสิ่งแปลกปลอมอื่น พบไขมันอยู่ในเซลล์เป็นจำนวนมาก รวมทั้งมีการอักเสบรุนแรงซึ่งทำให้เม็ดเลือดขาวเหล่านี้ไม่สามารถทำหน้าที่ตามปกติ ทำให้ภูมิต้านทานของปอดลดลง ทำให้เกิดปอดอักเสบได้ง่ายและรุนแรง ทั้งที่ไม่มีเชื้อโรคเข้ามาเกี่ยวข้อง” ศ.นพ.ประกิต กล่าว ศ.นพ.ประกิต กล่าวว่า ข้อมูลที่น่าสนใจคือ ไขมันที่สงสัยว่าเป็นตัวการที่ทำให้เกิดโรคปอดอักเสบรุนแรงในคนที่สูบบุหรี่ไฟฟ้า ไม่ได้มีแหล่งที่มาจากน้ำมันสกัดจากสารกัญชาเท่านั้น แต่น้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าทุกชนิด ต้องใช้น้ำมันสกัดจากพืช VG Vegetative glycerine ที่สกัดจาก ถั่วเหลือง มะพร้าว หรือปาล์ม และ PG Propylene glycol เป็นสารละลายเพื่อทำให้น้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าเกิดเป็นละอองไอเมื่อถูกความร้อนจากขดลวดอุปกรณ์สูบบุหรี่ไฟฟ้า​ หากผลการตรวจสอบวิเคราะห์ สรุปว่า น้ำมันพืชที่ใช้เป็นตัวทำลายในน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าเป็นตัวการสำคัญ ทุกคนที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าจะเสี่ยงที่จะป่วยด้วยโรคปอดอักเสบรุนแรงได้ ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีการเติมสารอื่นในน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าที่ซื้อมา โดยการเติมน้ำมันสกัดจากกัญชาหรือสารอื่นเป็นเพียงตัวเร่งให้เกิดโรคเร็วขึ้น ซึ่งปฏิกิริยาอักเสบรุนแรงของเนื้อปอด ยังสรุปไม่ได้ว่าเกิดจากสารเคมีใด เนื่องจากมีการเติมสารเคมีหลายชนิดในกระบวนการเตรียมน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า โดยเฉพาะสารเคมีที่ใช้ปรุงแต่งกลิ่นรสมีนับร้อยชนิด ศ.นพ.ประกิต กล่าวอีกว่า ข้อค้นพบใหม่ที่สำคัญนี้ทำให้ข้ออ้างที่ว่า บุหรี่ไฟฟ้าอันตรายน้อยกว่าบุหรี่ธรรมดา ยิ่งมีน้ำหนักน้อยลง โดยพบว่า อาการปอดอักเสบรุนแรงที่เกิดในคนสูบบุหรี่ไฟฟ้า แตกต่างจากโรคปอดที่เกิดจากการสูบบุหรี่ยาเส้น หรือบุหรี่แบบมวน อย่างโรค ถุงลมปอดโป่งพอง มะเร็งปอด วัณโรค หรือปอดอักเสบจากการติดเชื้อโรคอื่นๆ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในคนที่สูบบุหรี่มานานนับสิบปีขึ้นไป โดยปอดอักเสบจากบุหรี่ไฟฟ้า จะเกิดในผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพียง 2-3 ปี เกิดขึ้นในคนอายุน้อย แข็งแรง แต่จู่ๆ ก็ป่วยอย่างรวดเร็ว และเกิดการอักเสบขึ้นทั่วปอด จนปอดไม่สามารถรับออกซิเจนได้ตามปกติ ทำให้หายใจเร็ว เหนื่อยหอบ และปอดล้มเหลว ​ “ในรายที่ป่วยด้วยปอดอักเสบหลังจากสูบบุหรี่ไฟฟ้า ​เมื่อเข้าสู่ภาวะปอดล้มเหลว ถ้าไม่เข้าไอซียูและใช้เครื่องช่วยหายใจ ก็จะเหนื่อยหอบจนเสียชีวิต และในรายที่รอดมาได้ หลังจากการใช้เครื่องช่วยหายใจเป็นอาทิตย์ ก็ไม่สามารถทำให้ปอดกลับคืนสู่สภาพปกติ โดยพบว่า​มีวัยรุ่นอายุ 18 ปี ที่รอดตายจากปอดอักเสบรุนแรงจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้า แต่แพทย์ระบุว่า ปอดของผู้ป่วยรายนี้ได้รับความเสียหาย จนสภาพปอดเหมือนคนที่มีอายุ 70 ปี” ศ.นพ.ประกิต กล่าว ศ.นพ.ประกิต กล่าวว่า สำหรับความเคลื่อนไหวในสหรัฐฯ พบว่า ​ศ.สแตนตัน กล๊านซ์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยซานฟรานซิสโก เรียกร้องให้องค์การอาหารและยา อเมริกา ให้เรียกคืนใบอนุญาตขายบุหรี่ไฟฟ้าไฮบริด IQOS เนื่องพบว่า ควันบุหรี่ IQOS มีสารสกัดน้ำมันพืช ทั้ง PG และ VG ในระดับที่สูงกว่าบุหรี่ธรรมดามากเช่นเดียวกัน เพื่อป้องกันโรคระบาดปอดอักเสบรุนแรงในคนที่จะใช้บุหรี่ IQOS ที่ผู้ผลิตกำลังจะเปิดตัวขายในอเมริกาในเร็วๆ นี้ สำหรับในเมืองไทย ขณะนี้มีคนจำนวนมาก โดยเฉพาะวัยรุ่น ที่เข้าใจผิดว่าบุหรี่ไฟฟ้า ไม่มีอันตราย หรือมีอันตรายน้อย จึงขอเตือนให้เลิกสูบบุหรี่ไฟฟ้าทุกชนิดทันที เพราะความเสียหายเกิดขึ้นกับปอดและระบบไหลเวียนโลหิตทุกครั้งที่คุณสูบบุหรี่ไฟฟ้า รวมถึงควรเลิกสูบบุหรี่ธรรมดาด้วยเช่นกัน ที่มา – hfocus

ทำไม…!! แต่งงานกับสาวอวบอายุถึงยืนยาว

งานวิจัยชี้แต่งงานกับสาวอวบ อายุยืนยาว! มีความสุขที่สุด ใช่ว่าคนอวบถึงอ้วน จะหาข้อดีในการที่จะมีใครข้างกายสักคนไม่ได้ ไม่จริงนะคะ อย่าได้น้อยเนื้อต่ำใจเชียว มั่นหน้าและมั่นใจเถอะค่ะ แท้จริงๆแล้ว สาวอวบมีดีมากมายหลายอย่าง ชายใดได้แต่งด้วย อายุอาจยืนยาว มีความสุขสุดๆเลย   1เห็นหุ่นก็อุ่นใจ หุ่นที่อวบนี่แหละแหมมองแล้ว อบอุ่นในหัวใจนักเชียว เต่งตึง นุ่มนวล ไม่เหี่ยวแห้งเลยสักนิด เรียกว่ามีน้ำ มีนวล ยิ่งบางคนมีความน่ารักตัวก็นุ่มนิ่ม ยิ่งน่ากอด น่าฟัดเลยนะคะ แล้วถ้ามีความเป็นกันเอง คุยด้วยแล้ว มันใช่อ่ะ แบบนี้จะไม่ให้รู้สึกอบอุ่นได้   2 อารมณืดี๊ดี ไม่เหวี่ยงไม่วีน สาวอวบคนไหนมีอารมณ์ดี ยิ้มง่าย หัวเราะง่าย มีอารมณืขัน แบบนี้ใครๆก้อยากอยู่ใกล้นะ สวยแต่หน้าบูด เป็นตรูดลิง พูดด้วย โยนมุกไปก็ปล่อยหล่นแป้ก ก็ไม่ไหวจะเคลีย ใครก็อยู่ด้วยไม่นาน หลายๆคนบอกว่า สาวอวบมักมัคุณสมบัติข้อนี้ซะด้วยซิคะแถมโลกนี้สดใสเพราะสาวเจ้ามองโลกในแง่ดี   3 หายห่วง หมดกังวลเพราะแสนจะเลี้ยงง่าย กินง่ายอยู่ง่ายนะซิคะ อะไรๆก็ไม่เกี่ยง หมู เอ๊ย!!หนูอร่อยหมดแหละ หนุ่มๆชอบนะคะ สบายๆ ทำให้เขาไม่ ลำบากใจ ไม่ใช่ไอ้นี่ไม่เอามันเลี่ยน นี่ก็ หวานไป หนูกลัวอ้วน นี่เผ็ดไปหนูกินไม่ได้ ไม่ชอบ ไม่ๆๆๆ ข้อนี้หนุ่มๆ เลิกกังวลได้ หญิงอวบ เลี้ยงง่ายแน่นอน   4 เซะซี่ น่ารัก เร้าใจ ไม่ตกยุค สาวที่อวบ มักกินเยอะ พอเริ่มอวบ ก็ต้องเพิ่มน้ำหนัก นานวันเข้า อ้วนขึ้นอีก ก็ต้องเปลี่ยนเสื้อผ้า ถือเป็น การดีจะได้ไม่ตกเทรน เอาแฟชั่นสวยๆน่ารักๆหรือเรียบหรู เปรี้ยวจี๊ดเลยก็ยังได้ อวบก็สวยได้ทั้งเสื้อผ้าหน้า ผมนะ อีกอย่างดูอกเป็นอก เอวเป็นเอว เซ็กซี่ฝุดๆ หนุ่มๆชอบ   5 ไม่ดูบอบบาง จนน่ารำคาญเกินไป อวบไม่ทำให้รู้สึกว่าต้องทนุถนอมแบบบางแน่นอน แหมถ้าผอมแห้งเป้นจ้ิงจก จับนิดจับหน่อย อาจหักหรือ บอบช้ำได้ง่ายนะ ข้อนี้สาวอวบกินขาดค่ะ เธอจะไม่เป็นรอยช้ำง่าย ไม่เปราะบางให้หนุ่มๆรำคาญ ข้อดีที่สาวอวบมีก็ตั้งหลายอย่าง จะแคร์สื่อทำไม หนุ่มๆหลายๆคน เขาก็มีสเปคเป็นสาวอวบนะ เพียงแต่ต้อง ตามหากันจนเจอการเอาอกเอาใจ เติมเต็มซึ่งกันและกันซะมากกว่า ขอให้สาวอวบทุกๆท่านโชคดีเจอคู่แท้ไวๆ  

1 2