ตำรวจปฏิเสธ ไม่ได้ชนแล้วหนี ต้องรีบออกพื้นที่…

พลตำรวจโท ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล แถลงถึงสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณแยกดินแดง เมื่อคืนวันที่ 12 กันยายน 2564 ที่ผ่านมา ซึ่งมีคลิปวิดีโอปรากฎว่า ตำรวจขับรถคุมผู้ต้องขังขับรถชนแล้วหนี ขอชี้แจงว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ขับรถคันดังกล่าวสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) จริง โดยได้รับคำสั่งจาก บช.น. ว่าให้นำรถผู้ต้องขังไปสนับสนุนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หลังจากสถานการณ์ยุติลงก็ให้ไปจอดคอยรับคำสั่งที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ข่าวอื่นๆเพิ่มเติม บช.น. แจง รถตำรวจ สน.พลับพลาไชย 1 พุ่งชนผู้ชุมนุม อ้าง โดนทำแบบนี้ ?! รีบขับหนีเพราะกลัวอันตราย คลิปนาทีรถตำรวจ เข้าฝ่ากลุ่มผู้ชุนนุม พุ่งชนโดนผู้ชุมนุม แล้วก็ขับหนีไป พลตำรวจโทภัคพงศ์กล่าวอีกว่า หลังจากนั้นได้รับแจ้งว่าเหตุการณ์ยุติ มีการเปิดเส้นทางจราจรแล้ว ก็ให้รถควบคุมผู้ต้องขังคันดังกล่าวกลับไปยังต้นสังกัดได้ จึงขับผ่านทางถนนวิภาวดี มาถึงสามเหลี่ยมดินแดง แต่กลับพบกลุ่มบุคคล 6-7 คน ใช้ของแข็งทุบรถควบคุมผู้ต้องขัง และมีเสียงระเบิด ซึ่งในเวลานั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ขับรถไม่มีอาวุธ เกรงว่าจะได้รับอันตรายและทรัพย์สินเสียหาย จึงได้ขับรถหลบหนี หลังจากนั้น ปรากฏว่าบุคคลดังกล่าวยังพยายามขัดขวาง จึงได้มีการเฉี่ยวชน และได้หยุดดูแล้ว ปรากฏว่าผู้ที่ถูกเฉี่ยวชนไม่ได้รับอันตราย จึงได้ขับรถต่อไป แต่สุดท้ายพบว่ารถคันดังกล่าวได้รับความเสียหาย ไม่สามารถขับต่อได้ จึงได้นำรถไปจอดไว้ที่โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า ก่อนจะรายงานให้ต้นสังกัดทราบ พร้อมทั้งให้ตำรวจพิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบสภาพรถในเวลา 3.00 น. ทั้งยังได้ลงบันทึกประจำวันไว้ที่สถานีตำรวจนครบาลดินแดง และจะไปร้องทุกข์กลุ่มบุคคลดังกล่าว ในข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงาน และทำลายทรัพย์สินของทางราชการ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลกล่าวอีกว่า เมื่อกลางดึกที่ผ่านมา ตำรวจได้โทรศัพท์สอบถามทุกโรงพยาบาลในพื้นที่ ก็ไม่ได้รับแจ้งว่ามีบุคคลเข้ารักษาตัวจากเหตุดังกล่าว แต่ทั้งนี้ หากบุคคลดังกล่าวได้รับความเสียหาย ก็มีสิทธิดำเนินการตามกฎหมายกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเช่นกัน “ถ้าจอดตรงนั้น ผมก็ไม่รู้ว่าตำรวจจะได้รับบาดเจ็บขนาดไหน หรือว่ารถจะเสียหายขนาดไหน เพราะเหตุการณ์มันมีหลายครั้งหลายหนที่กลุ่มบุคคลเข้ามาแล้วเผาทรัพย์สินของทางราชการ เมื่อเร็วๆ นี้ ตำรวจของเราก็ได้รับบาดเจ็บ” สำหรับภาพการขับรถผู้ต้องขังเฉี่ยวชนคนนั้น ปรากฏในการไลฟ์สดของสำนักข่าว The Reporters โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 23.55 น. ที่แยกดินแดง มุ่งหน้าไปยังอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดยเป็นภาพชัดเจนว่า หลังจากรถคันดังกล่าวขับชนจนมีผู้บาดเจ็บแล้ว รถได้แล่นออกไปจากพื้นที่เกิดเหตุทันที พลตำรวจโทภัคพงศ์ยังกล่าวถึงเหตุการณ์ที่มีตำรวจเข้าไปในแฟลตดินแดงเพื่อจับกุมกลุ่มผู้ชุมนุม เมื่อคืนวันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา จนปรากฏเป็นข่าวการใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่ว่า การปฏิบัติงานทุกอย่างเป็นไปตามพระราชกำหนดในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อยับยั้งการก่อเหตุวุ่นวาย และยับยั้งความพยายามทำร้ายตำรวจ โดยในวันดังกล่าว ตำรวจพยายามเลี่ยงการปฏิบัติหน้าที่ในเคหะสถานตลอดเวลา แต่วันนั้นสถานการณ์ไม่มีทีท่าจะยุติ ตำรวจจึงเข้าไปปฏิบัติการ และในวันนั้นก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจบาดเจ็บจากวัตถุระเบิดบริเวณใบหน้าและเบ้าตา ซึ่งเป็นสิ่งยืนยันว่ามีการใช้อาวุธจากฝั่งผู้ชุมนุม แต่ตำรวจก็ยังไม่เคยใช้อาวุธจริง ใช้เพียงอุปกรณ์ควบคุมการชุมนุม เช่น กระสุนยางและแก๊สน้ำตาเท่านั้น

ผู้ว่าฯสุราษฎร์ฯ ยันไม่ล็อกดาวน์ พร้อมเปิดเมืองท่องเที่ยว

นายวิชวุทย์ จินโต ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี เปิดเผยว่าทางจังหวัดยังคงคุมเข้มมาตรการตาม ศบค. ขณะเดียวกันยังไม่ได้มีมติให้ล็อกดาวน์ในพื้นที่แต่อย่างใด ซึ่งคาดว่าจะสามารถดูแลควบคุมสถานการณ์ได้อีกทั้งพบว่าประชาชนที่ติดเชื้อโควิด-19 ที่ทำงานอยู่ในพื้นที่เสี่ยงอย่าง กทม. ปริมณฑล ก็ได้ประสานมายังเจ้าหน้าที่เพื่อกลับมารักษาที่ภูมิลำเนา ข่าวอื่นๆเพิ่มเติม สุราษฎร์ธานี! ประกาศเป็นพื้นที่สีเขียวปลอดโควิด นักท่องเที่ยวรัสเซีย บินกลับไม่ได้เพราะโควิด-19 เลยมาขอพึ่งใบบุญวัดในจังหวัดสุราษฎร์ธานี เนื่องจากเตียงในโรงพยาบาลต่างๆ ยังคงมีเพียงพอ ประกอบกับตรวจคัดกรองเชิงรุกต่อเนื่อง เมื่อพบว่าผู้ใดติดเชื้อจะรีบให้เข้ารับการรักษาทันที ส่วนทางจังหวัดจะออกคำสั่งอะไรเพิ่มเติมนั้นคงต้องจับตาดูรัฐบาลและทาง ศบค. อีกครั้งเพื่อพิจารณาต่อไป เบื้องต้นยอดผู้ป่วยสะสมในปัจจุบันมีกว่า 2,000 คน และเสียชีวิตแล้ว 13-14 คน พร้อมยืนยันว่าจะเปิดเมืองท่องเที่ยวตามเดิมในวันที่ 15 กรกฎาคม ที่จะถึงนี้

คำสั่งนายกฯ…!! เปิด 8 ข้อ กำหนดพื้นที่ควบคุมในสถานที่ตามกำหนด มีผลตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

คำสั่งนายกฯ…!! เปิด 8 ข้อห้าม กำหนดพื้นที่ควบคุมในสถานที่ตามกำหนด มีผลตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เนื่องสถานการณ์ CV-19 ในไทยยังคงน่าเป็นห่วง และมีจำนวนผู้ติดต่อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละวัน ส่งผลให้เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2564 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่งและข้อกำหนด 2 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์การ CV-19 โดยคำสั่งแรกมีเนื้อหาสำคัญคือการกำหนดพื้นที่เป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุด รวมทั้งสิ้น 28 จังหวัด ข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน จำนวน 8 ข้อ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม 2564 เวลา 06.00 น. เป็นต้นไป โดยทั้ง 8 ข้อมีรายละเอียดดังนี้ 1. การห้ามใช้อาคาร หรือสถานที่เสี่ยงต่อการแพร่ CV-19 ห้ามการใช้อาคารหรือสถานที่ของโรงเรียนและสถาบันการศึกษาทุกประเภทที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่สถานการณ์ที่กำหนดเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุด เพื่อจัดการเรียนการสอน การสอบ การฝึกอบรม หรือการทำกิจกรรมใด ๆ ที่มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก เว้นแต่กรณีดังต่อไปนี้ (1) เป็นการเรียนการสอน หรือกิจกรรมเพื่อการสื่อสารแบบทางไกล หรือด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ (2) เป็นการใช้อาคารหรือสถานที่เพื่อให้ความช่วยเหลือ สงเคราะห์ อุปถัมภ์ หรือให้การอุปการะบุคคล (3) เป็นการจัดกิจกรรมของทางราชการ หรือกิจกรรมเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยรับอนุญาตจากผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หรือผู้ว่าราชการจังหวัด (4) เป็นโรงเรียน หรือสถาบันการศึกษาที่มีขนาดเล็กที่มีจำนวนนักเรียนรวมทั้งโรงเรียนไม่เกิน 120 คน หรือเป็นโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน 2.  การห้ามจัดกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่ CV-19 ห้ามการจัดกิจกรรมในเขตพื้นที่สถานการณ์กำหนดเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุด ซึ่งมีผู้เข้าร่วมเป็นจำนวนมากและมีโอกาสติดต่อสัมผัสกันโดยง่าย เช่น การประชุม การสัมมนา การจัดเลี้ยง การแจกจ่ายอาหาร หรือสิ่งของต่าง ๆ เว้นแต่เป็นการดำเนินการโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือเป็นการจัดกิจกรรมในพื้นที่ที่กำหนดให้เป็นสถานที่กักกัน โดยมีมาตรการทางสาธารณสุขรองรับ ให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยคำแนะนำของคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร หรือผู้ว่าราชการจังหวัด โดยคำแนะนำของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด กำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาอนุญาตของพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ความรับผิดชอบ 3. การปิดสถานที่เสี่ยงต่อการแพร่ CV-19 ให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หรือผู้ว่าราชการจังหวัด อาศัยอำนาจตามกฎหมาย พิจารณาสั่งปิดสถานบริการ สถานประกอบการที่มีลักษณะคล้ายสถานบริการ ผับ บาร์ คาราโอเกะ ที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่สถานการณ์ที่กำหนดให้เป็นเขตพื้นที่ควบคุมสูงสุด 4. เงื่อนไขการเปิดดำเนินการ ในเขตพื้นที่สถานการณ์ที่กำหนดให้เป็นเขตพื้นที่ควบคุมสูงสุด ให้สถานที่ กิจการ หรือการทำกิจกรรม ดังต่อไปนี้เปิดดำเนินการได้ภายใต้เงื่อนไข เงื่อนเวลา และการจัดระบบและระเบียบต่าง ๆ ที่กำหนด (1) การจำหน่ายอาหาร หรือเครื่องดื่ม ให้จัดระเบียบการเข้าใช้บริการ จำนวนผู้นั่งบริโภคในร้าน การจัดสถานที่ให้เป็นไปตามแนวปฏิบัติและมาตรการป้องกัน โดยอาจให้เป็นลักษณะของการนำกลับไปบริโภคที่อื่น โดยให้ศูนย์บริหารสถานการณ์ CV-19 กระทรวงมหาดไทยและศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข ร่วมกันพิจารณาประเมินกำหนดรูปแบบและกำกับการดำเนินการตามข้อปฏิบัติและมาตรการดังกล่าวของแต่ละพื้นที่จังหวัดให้มีความเหมาะสม (2) การจำหน่ายสุร า สำหรับร้านอาคารหรือสถานที่ซึ่งจำหน่ายสุร า ห้ามการบริโภคสุร า และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในร้าน (3) ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า คอมมูนิตี้มอลล์ ศูนย์แสดงสินค้า ศูนย์ประชุม หรือสถานที่จัดนิทรรศการ ร้านสะดวกซื้อ ซุปเปอร์มาเก็ต หรือสถานประกอบการอื่นที่มีลักษณะคล้ายกัน ให้เปิดทำการได้ตามเวลาปกติของสถานที่นั้น ๆ ภายใต้การดำเนินมาตรการป้องกัน ที่ทางราชการกำหนดอย่างเคร่งครัด 5. มาตรการที่เหมาะสมกับสถานการณ์ในพื้นที่ เพื่อป้องกันระงับยับยั้งการแพร่ CV-19 ที่สอดคล้องกับสถานการณ์ของแต่ละเขตพื้นที่สถานการณ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หรือผู้ว่าราชการจังหวัด อาจพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อในการสั่งปิด จำกัด หรือห้ามการดำเนินการของพื้นที่ สถานที่ หรือพาหนะ หรือสั่งให้งดการทำกิจกรรมอื่นในเขตพื้นที่รับผิดชอบซึ่งมีความเสี่ยง เพิ่มเติมนอกเหนือจากที่กำหนดได้ โดยให้ดำเนินการตามมาตรการ หรือแนวปฏิบัติตามข้อกำหนด (ฉบับที่ 15) 6. การตรวจคัดกรองการเดินทางข้ามจังหวัด ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจและคัดกรองการเดินทางโดยใช้เส้นทางคมนาคมข้ามเขตพื้นที่จังหวัด โดยเฉพาะการเดินทางของบุคคลจากเขตพื้นที่สถานการณ์ที่กำหนดให้เป็นเขตพื้นที่ควบคุมสูงสุด ทั้งนี้ ให้ดำเนินการตามมาตรการที่ ศปก.ศบค.กำหนด โดยพิจารณาถึงความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ และต้องไม่เป็นการก่อความเดือดร้อนแก่ประชาชนเกินสมควรแก่เหตุ ให้ประชาชนงดหรือชะลอการเดินทางข้ามเขตพื้นที่จังหวัดเว้นแต่กรณีมีเหตุจำเป็นซึ่งต้องแสดงเหตุผลและหลักฐานต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ รวมทั้งเข้ารับการตรวจคัดกรองและต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคที่ทางราชการกำหนด อันอาจทำให้ไม่ได้รับความสะดวกในการเดินทางและทำให้ต้องใช้ระยะเวลาการเดินทางมากกว่าปกติ […]

พล.อ.ประยุทธ์ ยังคงให้รักษา คำสั่ง ม.44 อยู่หลายฉบับ ที่ทหารยังมีอำนาจจับกุม ตรวจค้น และออกหมายเรียกบุคคลต่างๆได้

ม.44 ยังไม่ได้ยกเลิกหมดทุกคำสั่ง ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของ รัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 และ มาตรา 265 ของ  รัฐธรรมนูญ 2560 ยกเลิกคำสั่งตามมาตรา 44 หลายฉบับ รวมถึงการโอนคดีที่อยู่ในศาลทหารไปอยู่ในศาลยุติธรรมปกติ อย่างไรก็ตามยังมีข้อสังเกตุว่า คำสั่งที่ยกเลิกนั้น ไม่ได้รวมคำสั่งที่ให้อำนาจทหารเป็นเจ้าพนักงานในการจับกุม ตรวจค้น และออกหมายเรียกบุคคลต่างๆ โดยคำสั่งสองฉบับที่ไม่ถูกยกเลิกประกอบด้วย 1.คำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 3/2558 โดย คำสั่งฉบับนี้ระบุให้ “ทหาร”  เป็นเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อย โดยมีหน้าที่ดำเนินการป้องกันและปราบปรามในคดี ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ  ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน โดยกำหนดให้ มีอำนาจในการ ออกหมายเรียกให้บุคคลมารายงานตัว,จับกุมผู้ที่กระทำความผิด,เข้าร่วมในการสอบสวน กับพนักงานสอบสวน  ,เข้าไปในเคหสถานเพื่อตรวจค้น รวมทั้งตรวจค้นบุคคลหรือยานพาหนะ ,อายัดทรัพย์สิน,นอกจากนี้เพื่อความจำเป็นในการแก้ไขสถานการณ์ สามารถสั่งห้ามเสนอข่าว จำหน่าย หรือทำให้แพร่หลายซึ่งหนังสือพิมพ์หรือสิ่งอื่นใด ที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชนหวาดกลัว และที่สำคัญ “ในกรณีที่มีเหตุอนควรสงสัย โดยมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดกระทำความผิดตามข้อ 3 ให้เจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยมีอำนาจเรียกตัวบุคคลนั้นมาเพื่อสอบถามข้อมูลหรือให้ถ้อยคำอันเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินการตามข้อ 3 และกรณีที่ยังสอบถามไม่เสร็จ จะควบคุมตัวบุคคลนั้นไว้ก็ได้แต่ต้องไม่เกิน 7 วัน” อ่านคำสั่ง หัวหน้า คสช. ฉบับที่ 3/2558 2.คำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 13/2559 ซึ่งให้อำนาจลักษณะเดียวกัน แต่เพิ่มเติมคดีเกี่ยวจ้องกัยควมผิดอาญาที่ก่อให้เกิดภยันตรายต่อความสงบเรียบร้อยหรือ บ่อนทำลายเศรษฐกิจประเทศ

คลายเครียด!! ของเหล่าทหารใหม่

คลายเครียด!! ของเหล่าทหารใหม่ มุมน่ารัก ก็มีให้เห็น บอกแล้วว่า ไมมีอะไร ที่ทหาร “ทำไม่ได้ ทำไม่ไหว ทำไม่ทัน คำสั่งของผู้บังคับบัญชา คือ พรจากสวรรค์” **************************** ขอขอบคุณเรื่องจาก  กรภพ ธนาคารสินทรัพย์)  

1 2