อัพหน้าใหม่เตรียมฟาด!!!

เมียเก่าครูไพบูลย์อัพหน้าใหม่พร้อมฟาด!! จากกรณีดราม่ามาแรงในช่วงนี้ ระหว่าง กระต่าย พรรณนิภา กับ ครูไพบูลย์ แสงเดือน ที่ทั้งคู่นั้นได้ออกมายอมรับแล้วว่าได้ออกมาสร้างครอบครัว และทางอดีตภรรยาของ ครูไพบูลย์ ก็ได้ออกมาแฉถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อสามปีก่อน ข่าวที่เกี่ยวข้อง ทัวร์ลงหนัก ฟาด “แม่กระต่าย” รัวๆ หลังถูกแฉเรื่อง..!? โดนดราม่าถล่ม! ทีมจินตหรา ถูกจวกยับ หิวแสง-เกาะกระแส กระต่าย ลั่นเลิกติดตาม? ล่าสุดได้มีคลินิกเสริมความงามแห่งหนึ่งได้เสนอจะปั้นหน้าให้กับ ภรรยาเก่าของครูไพบูลย์ โดยยังบอกอีกว่า “เมียหลวงก็โมให้สวยมาแล้ว รอบนี้ขอโมเมียเก่า ผจก. นักร้องดูบ้าง รอน้องตอบกลับ” ซึ่งหลังจากทางคลินิกได้โพสต์ลงแล้ว ทางด้านของภรรยาเก่าจึงได้ติดต่อทางคลินิกไป บอกได้เลยว่างานนี้ชาวเน็ตเตรียมตัวรับชมความสวยใบหน้าใหม่ของภรรยาเก่าได้เลย!!

ศาลสั่งคุก 4 ปี 12 เดือน หมอศัลยกรรมชื่อดัง ทำไฮโซช็อกดับคาเตียง เรียกค่าเสียหาย 200 ล้าน

วันที่ 23 ธ.ค.63 ที่ห้องพิจารณา 708 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.2810/2562 ที่พนักงานอัยการคดีอาญา 6 เป็นโจทก์ฟ้อง นพ.ธนพล ทองประเสริฐ อายุ 51 ปี เจ้าของคลินิกเสริมความงามชื่อดังย่านทาวน์อินน์ทาวน์ เป็นจำเลย ในความผิดฐานกระทำโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามป.อาญา ม.291, ประกอบการและดำเนินการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล อัยการโจทก์ระบุฟ้องความผิดสรุปได้ว่า จำเลยจัดตั้งคลินิกศรีวรา เพื่อเสริมสวย ทำศัลยกรรมเสริมความงามโดยมิได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาล อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย โดยจำเลยได้ฉีดสสาร (ยาชาไซโคเคนผสมอาดีนาลีน) จำนวน 12 ซีซี เพื่อเสริมความงามโดยวิธีร้อยไหมให้กับ นางณัฐมล อายุ 72 ปี ไฮโซสูงวัย โดยปราศจากความระมัดระวัง ไม่ได้ทำการทดสอบว่านางณัฐมลมีอาการแพ้ยาหรือไม่ ด้วยความประมาทของจำเลยดังกล่าว เป็นเหตุให้นางณัฐมล มีอาการแพ้ยา ริมฝีปาก และนิ้วมือสีเขียว จากนั้นจำเลยปั๊มหัวใจนางณัฐมล ซึ่งขณะนั้นมีอายุ 72 ปีแล้ว ด้วยความรุนแรงต่อเนื่อง จนกระดูกซี่โครงหัก ตับฉีกขาด เลือดออกในช่องท้อง เป็นเหตุให้นางณัฐมลถึงแก่ความตาย คดีนี้จำเลยให้การปฏิเสธ ข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย กับให้การรับสารภาพ ข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล และได้รับการประกันตัว วันนี้จำเลยนั่งรถเข็นเดินทางมาศาล ขณะที่ญาติผู้เสียหายในฐานะโจทก์ร่วมก็เดินทางมาศาล ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์จำเลยแล้ว จำเลยให้การรับสารภาพในความผิดตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล ไม่มีเหตุสงสัย ฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องฐานนี้ ส่วนความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือไม่ โจทก์มีผู้ช่วยจำเลยเป็นประจักษ์พยาน เบิกความเกี่ยวกับการที่ผู้ตายมาทำการร้อยไหม จำเลยฉีดยาชาให้ผู้ตายแล้วเดินไปเข้าห้องน้ำ ต่อมาผู้ตายมีอาการตัวเขียว ผู้ช่วยจำเลยวิ่งไปตาม และจำเลยปั๊มหัวใจผู้ตาย โจทก์มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นพยานโจทก์เบิกความ เกี่ยวกับก่อนทำหัตถการ ต้องซักประวัติผู้ป่วยทุกครั้ง การร้อยไหมเป็นการศัลยกรรม ซึ่งผู้มีอายุมากมีความเสี่ยง แพทย์พยาบาลต้องอยู่กับคนไข้ตลอด ต้องมีการซักประวัติคนไข้บันทึกในเวชระเบียน การต้องให้ยาชากับผู้ป่วยอายุมากเสี่ยงมีโรคประจำตัว ต้องใช้ความระมัดระวังไม่ให้ผิดพลาด วันเกิดเหตุจำเลยไม่ซักประวัติผู้ตาย ไม่บันทึกประวัติผู้ตาย อีกทั้งพยานโจทก์เบิกความเกี่ยวกับยาที่ใช้เป็นยาอันตราย ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง ผู้ตายมีโรคความดันโลหิตสูง จำเลยจบแพทยศาสตร์ย่อมทราบยาที่ใช้เป็นยาอันตราย ควรระวังในการใช้กับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจทั้งก่อนและหลังฉีด จำเลยละเลยการซักประวัติก่อนเริ่มฉีดยา และไม่อยู่ในที่เกิดเหตุ ไม่ติดตั้งตัวแจ้งเตือนสัญญาณชีพถือว่าประมาท การที่ผู้ตายตัวเขียวเป็นผลจากการที่จำเลยฉีดยาไม่ระมัดระวัง ส่วนที่พยานจำเลยนำสืบเชื่อว่าผู้ตายมีสุขภาพดี พยานจำเลยไม่ใช่ผู้รักษาผู้ตาย พยานจำเลยไม่หักล้างพยานโจทก์ ส่วนที่ผู้ตายตับฉีก โจทก์มีเจ้าหน้าที่กู้ภัยเป็นประจักษ์พยาน ก่อนปั๊มหัวใจเห็นว่าหน้าอกของผู้ตายยุบลงผิดสภาพรู้สึกได้ว่ากระดูกซี่โครงรวบลง มีเสียงดังกรอบแกรบเพราะกระดูกหัก น่าจะเกิดจากการปั๊มหัวใจไม่ถูกต้อง เหตุที่ซี่โครงหักเกิดจากการปั๊มหัวใจของจำเลยก่อนเจ้าหน้าที่กู้ภัยเดินทางมาถึง เป็นผลให้ตับฉีก การปั๊มหัวใจของจำเลยไม่ระมัดระวัง ไม่ตรวจสอบตำแหน่งวางมือตามหลักการแพทย์ ถือเป็นความผิดฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามโจทก์ฟ้อง พิพากษาว่า จำเลยกระทำความผิดฐานกระทำโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามป.อาญา ม.291 จำคุก 4 ปี, ประกอบการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ดำเนินการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาความผิด ตามพ.ร.บ.สถานพยาบาล ลดโทษกึ่งหนึ่งฐานประกอบการสถานพยาบาลฯ 6 เดือนและดำเนินการสถานพยาบาลฯ 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยเป็นเวลา 4 ปี 12 เดือน ด้าน น.ส.อนิชา ประชาเสรี ลูกสาวของผู้เสียชีวิต เปิดเผยภายหลังฟังคำพิพากษาว่า ส่วนตัวแล้วไม่มีความพอใจหรือไม่พอใจ สิ่งที่เราต้องการคือความจริงและความยุติธรรม ที่จริงทางตนไม่อยากสร้างเวรสร้างกรรม แต่เมื่อเราไม่ได้รับความเป็นธรรมก็ต้องดำเนินการทางคดี โดยหลังจากเกิดเรื่องอีกฝ่ายไม่เคยมาขอโทษหรือเจรจาไกล่เกลี่ยเลย สำหรับการดำเนินคดีของศาลในคดีแพ่งที่เคยไปฟ้องก่อนหน้านี้นั้น ต้องรอให้คำตัดสินคดีอาญาจบก่อน ซึ่งได้เราเรียกค่าเสียหาย 200 ล้านบาท                   ภาพและข้อมูลจาก Khaosod

สาวโร่แจ้งความ ทำรีแพร์ที่คลินิคแล้วเกิดติดเชื้อ เสียเงินรักษาตัวเป็นแสน เผยหลังเกิดเรื่องคลินิกไม่รับผิดชอบ

วันที่ 2 เม.ย. 62 มีรายงานว่า หญิงสาวอายุ 36 ปี รายหนึ่งได้นำหลักฐานใบรับรองแพทย์เข้าแจ้งความที่ สภ.เมืองพัทยา เพื่อเอาผิดกับคลินิกศัลยกรรมแห่งหนึ่ง ที่ตั้งอยู่บริเวณถนนเทพประสิทธิ์ หลังเจ้าตัวได้ไปใช้บริการทำรีแพร์อวัยวะเพศแล้วเกิดอาการติดเชื้อ จนต้องเข้ารักษาที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพ โดยหญิงสาว รายดังกล่าวเล่าว่า หลังจากทำรีแพร์ที่คลีนิคดังกล่าวก็ได้กลับมาพักฟื้นต่อที่บ้าน จากนั้นก็พบมีว่ามีอาการผิดปกติเกิดขึ้น เนื่องจากแผลที่ทำการรีแพร์มีอาการปวด และมีน้ำไหลออกมา ซึ่งในตอนแรกตนคิดว่าเป็นอาการตกขาว  เพราะหมอบอกว่า จะมีตกขาวไหลออกมา แต่พอมาวันที่ 4 ก็มีอาการปวดมากขึ้นตลอดเวลา เมื่อนำสำลีเช็ดคราบน้ำที่ไหลอกมาพบว่าคล้ายน้ำเหลือง จึงไปหาหมอที่คลินิกใกล้บ้าน จากนั้นตนเองก็ถูกส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ ทันที โดยแพทย์ได้ระบุว่า อวัยวะเพศของตนติดเชื้อ จากนั้นเธอได้ติดต่อไปหาคลินิคที่ทำศัลยกรรม และแจ้งว่าให้คลินิกช่วยออกค่ารักษา 90,000 บาท จากค่ารักษาทั้งหมด 140,000 บาท พร้อมส่งค่าใช้จ่ายการรักษาให้ดู แต่ทางคลีนิคกลับไม่รับผิดชอบ ด้าน พันตำรวจโท สมรักษ์ เกษแก้ว รองผู้กำกับสอบสวน สภ.เมืองพัทยา ระบุว่า ขณะนี้ได้ทำการสอบปากคำผู้เสียหายแล้ว และจะส่งไปตรวจร่างกายกับโรงพยาบาลอีกครั้ง เพื่อนำหลักฐานมาประกอบสำนวน จากนั้นจะเรียกหมอศัลยกรรมของคลินิกมาให้ปากคำต่อไป     ภาพและข้อมูลจาก Thai PBS

ยายวัย 72 ไปร้อยไหมหน้า อยากสวยแต่ต้องสังเวยด้วยชีวิต

เมื่อวันที่ 12 ต.ค. พล.ต.ต.ธีระพงษ์ วงษ์รัฐพิทักษ์ ผบก.น.4  เปิดเผยว่า เมื่อช่วงกลางดึกที่ผ่านมา ได้รับแจ้งมีผู้เสียชีวิตระหว่างเข้ารักษาที่คลินิกเวชกรรมแห่งหนึ่งย่านทาวน์อินทาวน์ ซอย 6 แขวงและเขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ จึงรุดไปตรวจสอบ ที่เกิดเหตุเป็นอาคารพาณิชย์ สูงประมาณ 6 ชั้น เปิดเป็นคลินิกเสริมความงาม ที่เกิดเหตุพบศพหญิงอายุ 72 ปี จากการตรวจสอบพบว่า ผู้ตายได้ทำการรักษาด้วยการร้อยไหมบริเวณใบหน้า จากนั้นแพทย์ผู้ทำการรักษาได้ฉีดยาชา เพื่อทำการรักษา ปรากฏว่าผู้ตายแพ้ยาและเสียชีวิต ในเวลาต่อมา จากการตรวจสอบสถานที่ตั้งคลีนิคที่ทำการรักษา นพ.ธนพล ทองประเสริฐ ได้แสดงตัวเป็นเจ้าของคลีนิกดังกล่าว พร้อมทั้งได้อ้างใบอนุญาตเลขที่ 19678 สาขาเวชกรรม แสดงต่อพนักงานสอบสวน ทั้งนี้ จากการชันสูตรพลิกศพพบว่าผู้ตายเสียชีวิตจากระบบไหลเวียนโลหิตผิดปกติ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่จะได้ส่งศพไปผ่าชันสูตรที่นิติเวช รพ.ตำรวจ ต่อไป ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คลีนิกดังกล่าวเพิ่งเปิดทำการเมื่อวันที่ 9 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยก่อนหน้าที่จะเปิดคลินิก ได้มีการเช่าห้องจากผู้เช่าที่อยู่ต่างประเทศ 15 ห้อง จากนั้นได้มีการทุบผนังเพื่อทำเป็นห้องรักษาโดยไม่ได้รับอนุญาต ทางลูกบ้านของอาคารจึงแจ้งไปยังสำนักงานเขตวังทองหลางให้เข้าตรวจสอบ และสั่งให้ยุติการต่อเติม แต่ทางคลีนิกยังคงเปิดให้บริการในเวลาต่อมา

สาวประเภทสอง ไปใช้บริการกำจัดขนหนวดเครา แต่กลับมาหน้าพองน้ำหนองไหล

นายธีระพล เจริญพจน์ สาวประเภทสอง ผู้เสียหายที่ใช้บริการที่คลินิก ย่านบางลำพู เผยว่า ที่ผ่านมา เคยเสริมจมูก และทำทรีตเม้นท์หน้าใส พร้อมกับบริการกำจัดขน หนวดเครา ที่คลินิกดังกล่าว มาแล้ว 1 ครั้ง หลังจากนั้น เมื่อวันเสาร์ที่ 7 ต.ค. ที่ผ่านมา ได้ไปใช้บริการกำจัดขน หนวดเคราเป็นครั้งที่ 2 เนื่องจาก ครั้งแรกใช้บริการแล้ว รู้สึกว่าขนบนใบหน้าลดน้อยลง และไม่มีผลข้างเคียง แต่ครั้งนี้เมื่อตนเดินทางมาใช้บริการ แพทย์ก็ได้พาตนไปนอนที่เตียง พร้อมกับให้ใส่แว่นตา และได้ทาเจลเย็นที่บริเวณใบหน้า จนทำให้รู้สึกหน้าชา จากนั้นแพทย์ได้เริ่มกำจัดขน พร้อมนำเครื่องที่มีความร้อน มาทาบที่บริเวณใบหน้าไปเรื่อยๆ ตามจุดที่มีขน ขณะที่เครื่องทำความร้อนทำงาน แพทย์ได้นำเจลเย็นมาเติมที่บริเวณใบหน้าบ่อยครั้ง ซึ่งตนสงสัยว่า ทำไมถึงได้ใส่เจลเยอะ ไม่เหมือนกับการทำครั้งแรก และได้ถามอีกว่า “ทนได้ไหม ไหวหรือเปล่า” ตนก็ตอบไปว่า “ร้อนแต่ทนได้” ภายหลังจากที่กำจัดขนเสร็จสิ้นแล้ว แพทย์ได้บอกว่า ไม่ต้องแปลกใจเมื่อเห็นใบหน้าตัวเอง พร้อมกับบอกให้ใจเย็นๆ ผลปรากฏว่า เมื่อตนส่องกระจก จึงเห็นว่ามีน้ำเหลืองไหลออกมาจากคางไม่หยุด จึงได้นำกระดาษทิชชู่มาเช็ด แต่ทางแพทย์บอกว่าห้ามเช็ด เนื่องจาก หนังจะหลุดออกมา ซึ่งทางคลินิกให้แค่ครีมทาหน้า กับขี้ผึ้ง มาทาบริเวณรอยไหม้เท่านั้น พร้อมกับจ่ายเงินค่ารักษาประมาณ 3,000 บาทให้กับตน   นายธีระพล บอกอีกว่า เมื่อกลับมาที่บ้าน เริ่มปวด และทรมานกับแผลบนใบหน้า และไม่สามารถแต่งหน้าได้ จึงตัดสินใจกลับไปที่คลินิกดังกล่าว ทางแพทย์ได้คุยกับทางพี่สาวตน และเเจ้งว่า แผลที่เกิดขึ้นคล้ายกับแผลที่ถูกไฟคลอก ทางคลินิกจะรักษาให้ แต่ไม่ได้ระบุว่าจะรักษาอย่างไร เมื่อเวลาผ่านไป 1 วัน ตนเองเริ่มทนไม่ไหวกับบาดเเผล จึงได้ไปคุยกับทางคลินิกอีกครั้ง ทางแพทย์ได้กล่าวขอโทษและได้แจ้งว่า ที่ใบหน้าเป็นเช่นนี้ เพราะแพทย์ใช้ความร้อนมากเกินไป พร้อมกับปลอบว่า ใช้เวลาฟื้นตัวเพียง 6 วัน เท่านั้น ขณะเดียวกันคิดว่า คงไม่มีทางหาย แต่ถ้าหายก็เกรงว่าใบหน้าจะไม่กลับมาเหมือนเดิม ยากับขี้ผึ้ง ที่ทางคลินิกให้รักษารอยไหม้ ภายหลังจากเกิดเรื่อง นายธีระพล ไม่มีความไว้ใจคลินิก ในการจะรับการรักษาต่อ และอยากให้เรื่องที่ตนเจอ เป็นอุทาหรณ์สำหรับคนที่คิดจะทำการกำจัดขนที่บริเวณใบหน้า เพราะหากเกิดความผิดพลาดในการใช้บริการ ทางคลินิกควรรับผิดชอบมากกว่านี้ ไม่ใช่เพียงแค่ขอโทษ ตั้งแต่เกิดเรื่อง คลินิกไม่มีการติดต่อกลับมาเลย ถ้าหากตนไม่ติดต่อไปเอง นายธีระพล กล่าวทั้งน้ำตาว่า รู้สึกเครียดที่ใบหน้าตนเป็นเช่นนี้ ทำให้ขาดความมั่นใจ ที่สำคัญยังส่งผลทำให้ทั่วใบหน้ามีความหมองคล้ำ โดยในวันพรุ่งนี้ (12 ต.ค.) จะเดินทางไปร้องเรียนต่อสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค ทางด้าน แพทย์หญิงจุรีรัตน์ หวังเจริญ ผู้ที่เสริมความงามให้กับ นายธีระพล อธิบายว่า ผู้เสียหายเข้ามาทำการทรีตเม้นท์ IPL หรือแสงใสหน้าอ่อนเยาว์ สำหรับบริการดังกล่าว ต้องใช้ความร้อนจากแสงฉาบไปที่บริเวณใบหน้า ซึ่งเป็นแสงช่วงคลื่นเฉพาะที่มีในธรรมชาติ ที่มีความปลอดภัย ทำให้ใบหน้าขาวใส ป้องกันริ้วรอยและอ่อนเยาว์ โดยเป็นเทคนิคใหม่ที่ไม่ทำให้เจ็บปวด ไม่ทำร้ายผิว เหมาะกับผิวทุกชนิด ทั้งนี้ แพทย์หญิงจุรีรัตน์ ระบุว่ากรณีของ นายธีระพล เป็นเพราะที่บริเวณใบหน้ามีเส้นขนขนาดใหญ่ ต้องมีการทำซ้ำ พร้อมกับต้องใช้พลังงานสูง จึงอาจจะทำให้ดูลำบาก เนื่องจากต้องดูว่าความร้อนจะพอดีหรือไม่ และต้องประเมินจากคนไข้ว่ารับได้ไหม โดยขณะที่ทำได้สังเกตเห็นเพียงรอยแดง พองเพียงเล็กน้อย จึงไม่ได้คิดอะไร อย่างไรก็ตาม สำหรับเรื่องที่เกิดขึ้น แพทย์หญิงจุรีรัตน์ ยอมรับว่า ตั้งค่าพลังงานสูงเกินไป รวมทั้งผิวของ นายธีระพล บอบบาง ทำให้ผิวเกิดอาการไหม้ สำหรับปัญหานี้ ตนยอมรับว่า เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก และยืนยันว่า จะไม่เป็นแผลเป็น ซึ่งทางคลินิกได้จ่ายเงินค่ารักษาคืนไปแล้ว และยินดีจะช่วยรักษาจนกว่าแผลจะหาย ที่มา – ทุบโต๊ะข่าว