น่ายินดี น้องแบม ที่เคยออกมาแฉพฟติกรรมของข้าราชการที่โกงเงินคนจน กำลังจะได้งานที่ ป.ท.ท.

จากกรณี น.ส.ปณิดา ยศปัญญา หรือ น้องแบม บัณฑิตคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาพัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ที่ออกมาร้องเรียนถึงความไม่โปร่งใส โครงการเงินสงเคราะห์ผู้ยากไร้และผู้ป่วยโรคเอดส์ ของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งขอนแก่น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือ พม. ขณะฝึกงานที่ศูนย์ฯ ดังกล่าว จนทำให้รัฐบาลและสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท. ลงพื้นที่เข้ามาตรวจสอบการทุจริตของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง กระทรวง พม.ทั่วทั้งประเทศ ตามข่าวที่ได้นำเสนอไปอย่างต่อเนื่องนั้น โดยน้องแบมได้ออกมาเปิดใจอีกครั้งว่ายังไม่ได้เข้าทำงานเป็นข้าราชการตามที่ผู้ใหญ่ในหน่วยงานของภาครัฐรับปากเอาไว้ ว่าหลังจากเรียนจบจะรับเข้าทำงานทันที ซึ่งระยะเวลาผ่านไปกว่า 4 เดือน ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ความคืบหน้าในเรื่องนี้ เมื่อเวลา 08.00 น.วันที่ 31 ส.ค.2561 น.ส.ปณิดา กล่าวว่า หลังจากที่ข่าวนำเสนอไป ได้มีคณะทำงานของนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี โทรศัพท์เข้ามาสอบถามเรื่องงานว่าอยากทำงานอะไรถ้า พม.ไม่มีตำแหน่ง จะทำงานราชการส่วนอื่นได้หรือไม่ โดยยกตัวอย่างที่สำนักงาน ป.ป.ท. เขต 4 ขอนแก่น ซึ่งวินาทีแรกที่ได้ยินชื่อของ ป.ป.ท. ก็รู้สึกดีใจ และตื่นเต้นและได้รับปากทันที น.ส.ปณิดา กล่าวต่ออีกว่า ขั้นตอนต่อไปคือการที่ ป.ป.ท.จะแจ้งรายละเอียดในการทำเอสการต่างๆเพื่อส่งมาที่ป.ป.ท. จากนั้น ป.ป.ท.จะยื่นเรื่องต่อสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน หรือ ก.พ. ให้อนุมัติและบรรจุเป็นข้าราชการพลเรือนภายในปีนี้ อย่างไรก็ตามโดยส่วนตัวและครอบครัวดีใจและตื่นเต้นไม่หายที่จะได้เป็นข้าราชการ ที่ทำงานเพื่อชุมชนและสังคมตามที่ตั้งใจเอาไว้ ขอขอบคุณนายกรัฐมนตรีและผู้ใหญ่ทุกท่านที่ให้โอกาสเข้าทำงานเป็นข้าราชการ โดยขอสัญญาว่าจะทำงานอย่างเต็มที่ และยึดมั่นในอุดมการณ์เดิมเพื่อสังคมต่อไป

คดีโกงเงินคนจนออกผลพ่นพิษแล้วหลัง รมว.การพัฒนาสังคมฯ มีมติไล่ออกไป 11 คน ปลดออกอีก 5

ฟันวินัยร้ายแรงข้าราชการเอี่ยวโกงเงินคนจน ไล่ออก 11 คน ปลดออก 5 คน อีก 15 คนกันเป็นพยาน รอหารือ ก.พ. บรรเทาโทษ เนื่องจากให้ข้อมูลเป็นประโยชน์โยงถึงคนโกงได้ เตรียมออกประกาศคำสั่งอย่างเป็นทางการเร็วๆนี้ คดี “โกงคนจน” ออกผลพ่นพิษแล้ว ทั้งนี้ ที่ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตอนสายวันที่ 1 ส.ค. พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.การพัฒนาสังคมฯ เปิดเผยถึงผลสอบวินัยร้ายแรงผู้เกี่ยวข้องกรณีทุจริตเงินสงเคราะห์ ผู้มีรายได้น้อยและคนไร้ที่พึ่งของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง ว่า ที่ประชุม คณะอนุกรรมการสามัญประจำกระทรวง ได้พิจารณาเรื่องดังกล่าวถึง 3 วัน จนมีมติเห็นด้วยตามที่คณะ กรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงผู้เกี่ยวข้อง 26 คน ที่มีนายสุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ประธานคณะกรรมการสอบวินัยฯเสนอบทลงโทษมา ในจำนวนนี้เป็นโทษไล่ออกจากราชการ 6 คน ปลดออก 5 คน กันไว้เป็นพยาน 15 คน นอกจากนี้ ได้พิจารณาในส่วนของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ เสนอเข้ามาพิจารณาอีก 5 คน ทั้ง 5 คน มีโทษไล่ออกจากราชการ จึงรวมพิจารณาโทษทั้งหมด 31 คน เป็นโทษไล่ออก 11 คน เพราะถือว่าเป็นบุคคลที่จงใจดำเนินการให้เกิดการทุจริต ส่วนที่อยู่ในขั้นตอนทำให้เกิดการทุจริตแต่ไม่ทุจริตก็มีโทษปลดออก กรณีที่กันไว้เป็นพยานคนกลุ่มนี้ถือว่า ให้การเป็นประโยชน์จนนำไปสู่การพบผู้กระทำความผิด ที่ประชุมได้หารือถึงการบรรเทาโทษให้กับคนกลุ่มนี้โดยจะหารือกับคณะกรรมการข้าราชการ พลเรือนว่าจะดำเนินการได้หรือไม่ คงใช้เวลาการพิจารณาอีกสักระยะ อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ถูกพิจารณาโทษทั้งไล่ออกและปลดออกจากราชการสามารถยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม หลังจากทราบบทลงโทษภายใน 30 วัน ผู้สื่อข่าวถามถึง 11 คนที่ถูกไล่ออกจากราชการ รวมถึงนายพุฒิพัฒน์ เลิศเชาวสิทธิ์ อดีตปลัดกระทรวง ที่เสียชีวิตด้วยหรือไม่ พล.อ.อนันตพรกล่าวว่ารวมด้วย เพราะอยู่ในฐานความผิด แต่เสียชีวิตไปแล้ว ต้องยุติคดีทางวินัย ยังเหลือความผิดทางละเมิดที่จะต้องพิจารณาต่อ ขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อบุคคลที่ถูกไล่ออกและปลดออกได้ เนื่องจากยังเป็นมติของที่ประชุม อ.ก.พ.กระทรวงจากนี้ฝ่ายกฎหมายจะสรุปและทำคำสั่งสำนวนโดยต้องหารือกับ ก.พ. คาดว่าไม่เกินวันที่ 6 ส.ค. จะสามารถประกาศคำสั่งอย่างเป็นทางการ และทำหนังสือ เวียนให้ทุกกรมในกระทรวงรับทราบ ขณะเดียวกันจะต้องมีการตั้งคณะกรรมการสอบละเมิด เพื่อพิจารณาว่าทรัพย์สินของราชการเสียหายเท่าไหร่ที่จะต้องเรียกคืน คงใช้ระยะเวลาพอสมควรในการพิจารณา กระทรวงจะต้องพิจารณาร่วมกับทางสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พล.อ.อนันตพรกล่าวด้วยว่า การสอบสวนวินัยในระดับปฏิบัติการยังมีอีกประมาณ 200 กว่าคน ส่วนนี้เป็นการพิจารณาของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ร่วมกับกรมพัฒนาสังคมฯ ซึ่งต้องใช้เวลา เนื่องจากข้อจำกัดในเรื่องบุคลากรที่จะมาเป็นคณะกรรมการสอบสวน เมื่อถามถึงกระแสข่าวว่า นายณรงค์ คงคำ อดีตรองปลัดกระทรวงหนีออกนอกประเทศไปแล้ว พล.อ.อนันตพรกล่าวว่า ไม่ทราบ แต่ก่อนที่ยังไม่มีมติออกมาต้องถือว่าเขาไม่มีความผิด การสอบสวนนี้ไม่ใช่คดีทางอาญา เป็นการพิจารณาโทษทางวินัย