เปิดสภาพ “บ้านน้องชมพู่” หลังกระแส แม่ไม่ต้องการรู้ตัวคนฆ่าลูกแล้ว!!

จากกรณีการเสียชีวิตปริศนาของน้องชมพู่ อายุ 3 ขวบ เหตุเกิดที่บ้านกกกอก อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร ตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคม 63 กระทั่งไปพบศพกลางป่าบนเขาภูเหล็กไฟ ห่างจากบ้าน 5 กม. ขณะที่ตำรวจกำลังเร่งหาหลักฐานเพื่อตรวจหาผลเลือด ดีเอ็นเอ แต่ผ่านไปเดือนกว่าแล้วก็ยังไม่สามารถคลี่คลายคดีได้   หลังจากนั้นเมื่อลุงพลทราบเรื่องที่ แม่น้องชมพู่ สงสัยก็เกิดความเสียใจเป็นอย่างมากไม่คิดว่า แม่ น้องชมพู่ จะคิดแบบนี้กับตน จึงประกาศตัดญาติ เรื่องราวเริ่มบานปลายเพราะต่างฝ่ายๆต่างแฉกันไปมา และเรื่องราวดังกล่าวมีชาวโซเชี่ยลจำนวนมาก เกรงว่าลุงพลจะโดนหมายจับ และเชื่อว่าลุงพลไม่ได้ทำแน่นอน   ต่อมาได้มีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งได้ออกมาโพสต์ระบุว่า ผู้สูญเสียให้สัมว่า เบื่อ อยากจบสีกที ไม่ต้องเอาคนร้ายก็ได้ ชมพู่ก็ไม่อยู่แล้ว แล้วที่ผ่านมาพวกเราเผือกไปเพื่ออะไร เสียดายเวลา       หลังจากนั้นได้มีการปล่อยคลิปเสียงออกมา 6 คลิป ซึ่งเป็นคลิปเสียงของผู้ใหญ่บ้าน พูดถึงตาชาญ และสาวิตรี ในวันที่เจอน้องชมพู่ เรียกได้ว่าคลิปเสียงนี้เป็นประโยชน์ต่อรูปคดีเป็นอย่างมาก ล่าสุดทางบ้านของแม่น้องชมพู่ ต้องบอกเลยว่ามีสภาพที่ปิดมิดชิด เรียกว่าไม่รับแขกกันเลยทีเดียว       […]

ดีเอสไอ เผยชัด ป.ป.ท. ยันอุทยานไม่ปล่อยตัว บิลลี่ จ่อเอาผิดวินัยร้ายแรงลงโทษ-ไล่ออก 

วันที่ 7 ต.ค.62 ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ เปิดเผยถึงการบินสำรวจเส้นทางในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เพื่อนำมาประกอบสำนวนคดีฆาตกรรม นายพอละจี รักจงเจริญ หรือนายบิลลี่แกนนำกระเหรี่ยงบ้านโป่งลึก–บางกลอย ว่า ดีเอสไอมีความจำเป็นที่ต้องพิสูจน์ทราบเส้นทางเข้าออกทุกจุดภายในอุทยานแก่งกระจาน เพื่อนำมาตรวจสอบเปรียบเทียบกับคำให้การของพยานว่าในแต่ละจุดเกิดเหตุภายในช่วงเวลาต่างๆ ตรงกับข้อเท็จจริงในคำให้การหรือไม่ เนื่องจากข้อเท็จจริงในทุกจุดจะถูกหยิบมาเป็นประเด็นต่อสู้ในทางคดีได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ดีเอสไอยังไม่สามารถสรุปสำนวนการสอบสวนได้ในทันที หลังการบินสำรวจเส้นทางเพื่อนำมาประกอบกับการจำลองเหตุฆาตกรรมภาคพื้นดิน ดีเอสไอยังต้องรอผลการตรวจพิสูจน์ชิ้นส่วนกระดูกอีก 8 ชิ้นของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ แม้ว่าขณะนี้จะทราบผลพิสูจน์ว่าเจ้าของชิ้นส่วนกระดูกมีดีเอ็นเอไมโทรคอนเดียตรงกับนางโพเราะจีรักจงเจริญ แม่ของนายบิลลี่ แต่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ต้องการตรวจพิสูจน์ให้ได้ผลชัดเจนเพื่อระบุตัวตนของผู้ตายให้ได้ เพื่อไม่ให้คดีมีช่องโหว่ให้ผู้ต้องหานำไปใช้ต่อสู้ ด้านแหล่งข่าวจากดีเอสไอ เปิดเผยว่า สำหรับพยาน 20 ปากที่พนักงานสอบสวนกำหนดให้เรียกสอบปากเพิ่มเติม เป็นพยานในส่วนของเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนในพื้นที่เกิดเหตุ แพทย์นิติเวช และพนักงานสอบสวนชุดต่างๆ ที่ต้องให้การยืนยันในสำนวนก่อนขึ้นเป็นพยานในชั้นศาล รวมถึง พ.ต.ท.สิริพงษ์ ศรีตุลา ผอ.สำนักปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ 2 ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง กรณีเจ้าหน้าที่อุทยานฯ กับพวกกระทำความผิดฐานทุจริต หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการไม่เปรียบเทียบปรับและไม่นำตัวนายบิลลี่ ซึ่งกระทำความผิดฐานลักลอบเก็บน้ำผึ้งป่า ส่งให้พนักงานสอบสวนสภ.แก่งกระจาน เนื่องจากมีสาเหตุโกรธเคืองนายบิลลี่มาก่อน ซึ่งผลสอบของป.ป.ท. ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ไม่มีการปล่อยตัวนายบิลลี่ และมีแนวโน้มที่ป.ป.ท.จะชี้มูลความผิดวินัยร้ายแรงให้ลงโทษไล่ออกกลุ่มเจ้าหน้าที่อุทยานแก่งกระจาน โดยผลการไต่สวนของป.ป.ท. เป็นไปในทิศทางตรงกันข้ามกับกรมอุทยานฯ […]

คดีสะเทือนขวัญ วัยรุ่นวางแผนฆ่าเพื่อนสนิท เพราะมีคนจ้างด้วยเงิน 9 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

ยุคนี้ช่างน่ากลัวจริงๆ ไม่คิดว่าจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ ที่อะแลสกา สหรัฐฯ เกิดคดีสะเทือนขวัญที่มีวัยรุ่นผู้หนึ่งลงมือฆ่าเพื่อนสนิท เพราะมีคนแปลกหน้าในโลกออนไลน์เสนอว่าจะให้เงินหากก่อเหตุฆาตกรรม ซึ่งหลังจากที่น.ส.เดนาลี เบรเมอร์ อายุ 18 ปี วางแผนและลงมือฆาตกรรมน.ส.ซินเธียร์ ฮอฟแมน อายุ 19 ปีจนสำเร็จเมื่อวันที่ 2 มิถุนายนที่ผ่านมา เธอก็ส่งสแนปชอตวิดีโอทั้งหมดไปให้นายดาริน ชิลมิลเลอร์ อายุ 21 ปีที่อยู่ในรัฐอินดีแอนา เพื่อรับเงินรางวัล 9 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และกลายมาเป็นหลักฐานสำคัญในคดี นายไบรอัน ชโรเดอร์ อัยการเขต รัฐอะแลสกา กล่าวในระหว่างการแถลงข่าวว่า คดีสะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นคือคำเตือนถึงผู้ปกครองและวัยรุ่นทุกคนในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ ทั้งเปิดเผยด้วยว่า นายชิลมิลเลอร์ ผู้ว่าจ้างใช้ชื่อปลอมว่า ‘ไทเลอร์’ อ้างว่าเป็นเศรษฐีจากแคนซัส พูดคุยกับน.ส.เบรเมอร์นานกว่า 1 เดือนก่อนที่เธอจะลงมือ โดยเธอโน้มน้าวเพื่อนอีก 4 คนมาร่วมก่อคดีโดยสัญญาว่าจะแบ่งเงินให้ จากนั้นก็พาน.ส.ฮอฟแมนไปเที่ยวน้ำตกธันเดอร์เบิร์ดและลงมือฆาตกรรม โดยวัยรุ่นอายุ 16 ปีที่อยู่ในกลุ่ม 4 คนหลัง คือผู้ที่ใช้ปืนของน.ส.เบรเมอร์ยิงผู้เสียชีวิต ทั้ง 6 คนถูกตั้งข้อกล่าวหาร่วมกันฆาตกรรม และข้อหาเพิ่มเติมตามพฤติการณ์ในคดี […]

ได้คำตอบกันเสียที เวลามีคดีฆาตกรรม องค์กรสิทธิไปอยู่ไหนหมด

โบว์ ณัฏฐา มหัทธนา แกนนำกลุ่มอยากเลือกตั้ง โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว Bow Nuttaa Mahattana ระบุว่า คำถามพบบ่อยเกี่ยวกับบทบาทขององค์กรเพื่อสิทธิมนุษยชน ถาม: เวลามีคดีฆาตกรรม องค์กรสิทธิไปอยู่ไหนหมด? ตอบ: องค์กรสิทธิมนุษยชน(หรือหน่วยงานอย่างกรรมการสิทธิบ้านเรา) จะไม่ไปแทรกแซงสิ่งที่กระบวนการยุติธรรมปกติดูแลได้อยู่แล้ว แต่จะทำงานในเรื่องที่เป็นปัญหาต่อหลักการสิทธิมนุษยชน มักมีไว้เพื่อพิทักษ์สิทธิที่รับรองไว้ในปฏิญญาสากลแต่มีการละเมิด อย่างการฆ่าคือการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานข้อสามกับห้า ถ้ากระทำโดยอาชญากรที่รัฐจัดการได้ องค์กรสิทธิก็ไม่มีหน้าที่ แต่ถ้ากระทำโดยรัฐ องค์กรเหล่านี้หรือรัฐที่ต้องการยืนยันหลักการก็ต้องดำเนินการไปตามหน้าที่ เหมือนที่ยูเอ็น อียู องค์กรสิทธิทั่วโลกและประเทศที่เคารพข้อตกลงนั้นอย่างเยอรมันฯลฯ ออกแถลงการณ์ทันทีที่มีการฆ่าโดยรัฐเกิดขึ้น แต่จะไม่มายุ่งในกรณีที่รัฐปกป้องสิทธิของพลเมืองได้เองตามระบบปกติ เวลาเราถูกละเมิดและกฎหมายปกติอำนวยความยุติธรรมไม่ได้ คนจึงจะไปร้ององค์กรสิทธิ อย่างที่กสม.ก็จะมีเรื่องร้องเรียนมากมายหลายรูปแบบ สิทธิมนุษยชนตามปฏิญญาสากลมีตั้ง 30 ข้อ (ไม่นับสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองอีกฉบับ) ส่วนจะทำงานได้มีประสิทธิภาพแค่ไหนก็เป็นอีกเรื่อง ดังนั้นองค์กรเหล่านี้ก็มักจะทำงานขับเคลื่อนประเด็นในส่วนที่รัฐยังละเมิดสิทธิอยู่ เช่น การประหัตประหารประชาชนในสงคราม สิทธิในการมีสัญชาติ สิทธิในที่อยู่อาศัยของผู้ลี้ภัย สิทธิทางการศึกษาที่ไม่เลือกปฏิบัติทางเพศในบางประเทศ หรือสิทธิทางการเมืองอย่างสิทธิการเลือกตั้งในเมืองไทย เป็นเรื่องที่คนในประเทศต่อรองกับรัฐไม่ได้ หรือถูกละเมิด นอกจากนั้นก็เป็นการรณรงค์ให้คนเข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นสิทธิของ”ทุกคน”ที่เขาเชื่อว่าต้องช่วยกันปกป้อง เพราะหากรักษาหลักการไว้ได้ ก็จะเกิดความพยายามไม่ให้มีใครถูกละเมิด นำสู่กระบวนการจัดการสังคมเชิงโครงสร้าง และกระบวนการยุติธรรมที่ดี เพื่อสร้างสังคมที่ลดการละเมิดและรักษาสิทธิของทุกคนในสังคมไว้ได้อย่างดีที่สุด คราวนี้พอคนจำนวนมากไม่มีความเข้าใจเลย ก็จะถามหาองค์กรสิทธิทุกครั้งที่มีอาชญากรรมที่จัดการได้ด้วยกฎหมายปกติ ซึ่งเป็นคำถามที่ตอบสั้นๆไม่ได้ […]