“พิมรี่พาย” ฟาดแรง!! อีกครั้งหลังจาก…?

มัวแต่กลัวคนเอาหน้า! “พิมรี่พาย”  ออกมาฟาดแรงอีกครั้ง! หลังจากขอทำรพ.สนามถึง 4 ครั้ง แต่โดนไล่!! เนื่องจากสถานการณ์โควิด 19 ในตอนนี้นั้น มียอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นสูงมากต่อวัน และยังมียอดผู้เสียชีวิตอีกมาก และยังมีผู้ติดเชื้อที่ไม่มีเตียงรักษาในหลายพื้นที่เนื่องจากเตียงเต็ม จนทำให้ต้องรักษาตัวกันเอง ข่าวที่เกี่ยวข้อง “พิมรี่พาย” ฟาดสุดเดือด! อำนาจปิดปากคนได้ แต่ปิดปากเวรกรรมไม่ได้หรอก!” “พิมรี่พาย” เผย ตอนเด็กถูกสอน ‘โชคดีแค่ไหนเกิดเป็นคนไทย’ ฟาดกลับอย่างแซ่บ ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ที่ผ่านมานั้น พิมรี่พาย ได้ไลฟ์สดผ่านทางแฟนเพจ โดยได้มีการพูดถึงเรื่องการสร้างโรงพยาบาลสนามว่า “3 เดือนที่แล้วไปขอทำโรงพยาบาลสนามที่คลองเตยนะ ให้คนไปฟัดนะ ลูกค้าคิดดูพิมไปขอทำนะ ให้คนไปฟัดนะ เขาไล่ กูเปลี่ยนคนไป บอกอย่าให้ซ้ำ อย่าให้เขาจำได้ เปลี่ยนวิธีการพูด เขาไล่  กูเปลี่ยนไป 4 ทีม แม่งไล่ 4 ทีม ถ้ากูได้ทำโรงพยาบาลสนามนะ ป่านนี้ได้นอนกันเป็นพัน ๆ คนแล้ว แม่ง มัวแต่ยึกยักกลัวคนอื่นจะมาเอาหน้าเอาตาอยู่นั้นแหละ แต่ไม่ท้อนะ เดี๋ยวมีเซอร์ไพรส์แน่นอน คอยดู”  

เปิดโปง “กระบวนการปั่นกระแส” หาผลประโยชน์จากโรค “โควิด” จริงหรือ ?

  นายไพศาล พืชมงคล นักกฎหมาย โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก Paisal Puechmongkol ระบุว่า… ในระยะโคขวิดระบาดกว้างขวาง เกิดการตระหนกตกใจจนปั่นป่วนไปทั่วประเทศ นั่นเป็นผลมาจากการผูกขาดการรักษาหวังค้าชีวิตเพื่อนมนุษย์ หาประโยชน์จากความทุกข์เข็ญของราษฎร และปกปิดไม่บอกความจริงให้ ปปช. ทราบ เราจึงต้องทราบและเข้าใจความจริงของเรื่องนี้ ดังนี้ 1) โรคโคบ้า เป็นโรคที่รักษาแล้วหายในเร็ววัน ถ้าไม่รักษาก็อาจหายเอง แต่ถ้ามีโรคประจำตัว เช่น เบาหวานอาจเสียชีวิตได้ อัตราการเสียชีวิตมีเพียง 0.4 -0.7% เท่านั้น จึงไม่ควรตื่นตระหนกตกใจจนเกินจริง 2) ประเทศจีน รัสเซีย อินเดีย อิหร่าน รับมือกับโรคนี้สำเร็จก่อนที่จะคิดผลิตวัคซีนได้ โดยบอกความจริงให้ประชาชน ทราบ และออกประกาศทางราชการว่าใช้ยาอะไรในการรักษาโรคนี้ ให้ประชาชนไปซื้อหายากินกันเองก็หายได้ในเวลา 4-7 วัน ยกเว้นผู้มีโรคประจำตัว หรือมีอาการปอดบวม หรือปอดอักเสบ ก็รับรักษาตัวไว้ในโรงพยาบาล โดยใช้ยาเฉพาะที่แพทย์กำหนดขึ้นในการรักษา ดังนั้น ประเทศเหล่านี้ จึงไม่มีการตื่นตระหนก เหมือนกับประเทศเรา ในสหรัฐก็ใช้วิธีให้ประชาชนซื้อยากินกันเองตามอาการ เว้นแต่ปอดบวม หรือปอดอักเสบก็เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล แต่เพราะอุปกรณ์ และยาไม่พอ จึงมีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าประเทศอื่น 3) การรักษาตามอาการคือ ปวดหัว เป็นไข้ มีน้ำมูก ปวดเมื่อยตามตัว ก็ใช้ยารักษาไปตามอาการ ไม่กี่วันก็หาย แต่ถ้ามีอาการมาก หรือหายใจไม่ออก ก็ รักษาในโรงพยาบาล ใช้เครื่องช่วยหายใจ และใช้ยาแก้ปอดบวมราว 14-20 วันก็หาย ขณะนี้ ผู้ป่วยที่ไปพักรักษาตัวตามโรงพยาบาลทั่วไป หรือ Hospitel ก็ใช้วิธีการรักษาตามอาการดังกล่าวนี้ 4) เมื่อเราทราบความจริงและเข้าใจเช่นนี้แล้ว ก็จะสามารถใช้ชีวิตและทำการงานตามปกติได้ ไม่ต้องจมปลักอยู่กับความหลง และค่ายกลหากินกับชีวิตมนุษย์! ประเทศเราก็จะกลับสู่ภาวะปกติ โดยโคบ้าก็จะมีฐานะไม่ต่างกับไข้หวัดใหญ่เท่านั้น 5หมอมีหน้าที่รักษาโรค ไม่มีหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดิน จึงต้องให้หมอช่วยรักษาโรค ต้องไม่ใช้ช่างทำรองเท้าไปทำฟันดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ จงร่วมกันปลดแอกประเทศไทยและชาวไทย ออกจากความหลงผิดและความหวาดกลัวให้ได้ ประเทศเราก็จะกลับสู่ภาวะปกติเหมือนกับประเทศอื่น ๆ *นี่เป็นเพียงความคิดเห็นของ นายไพศาล พืชมงคล นักกฎหมาย  รูปภาพจาก Facebook : Paisal Puechmongkol   ข่าวที่เกี่ยวข้อง อย่าลงเชื่อแชร์ ! ข่าวปลอม 11 โรงพยาบาลให้บริการ “ฉีดวัคซีนโควิดฟรี” “แตงโม” โพสต์ให้กำลังใจ “แจ๊ส-แจง” หลังติดโควิด บีบหัวใจพ่อ!!! “ดีเจเพชรจ้า” โพสท์ถึง”น้องไทก้า” หลังคนในครอบครัวติดเชื้อโควิด-19 “น้องดิน”ให้กำลังใจ”คุณพ่อกัปตัน” หลังกักตัวจากโควิด-19..  

แนวทางการรักษาภาวะนอนไม่หลับ

แนวทางการรักษาภาวะนอนไม่หลับ   แนวทางการรักษาภาวะนอนไม่หลับ ประกอบด้วย การรักษาโดยไม่ใช้ยาและการรักษาโดยใช้ยา การรักษาโดยไม่ใช้ยา (Non-pharmacologic treatment) เป็นการรักษาหลักสำหรับภาวะนอนไม่หลับ ประกอบไปด้วย การปรับให้มีสุขอนามัยการนอนที่ดี (Good sleep hygiene)  เป็นการรักษาที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นพื้นฐานของการรักษาภาวะของโรคนี้ในผู้ป่วยทุกราย การมีสุขอนามัยการนอนที่ดี ทำได้โดยการปรับสภาพแวดล้อมในห้องนอนให้เหมาะสมต่อการนอนหลับ และนำหลักของการเหนี่ยวนำให้เกิดอาการง่วงนอนตามธรรมชาติมาใช้ เช่น การออกกำลังกายอย่างพอเหมาะในช่วงเย็นเพื่อให้เหนื่อยเพลีย ซึ่งเป็นการเพิ่มแรงผลักดันของระบบ Homeostasis ให้มากขึ้น หรือการเข้านอนให้เป็นเวลาและปิดไฟในห้องนอนให้มืดสนิท เพื่อช่วยให้ระบบ Circadian rhythm ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยไม่ถูกรบกวนจากปัจจัยภายนอก เป็นต้น ข้อมูลของการปรับสภาพแวดล้อมและสมดุลของร่างกายให้เหมาะสมกับการนอนหลับได้แสดงไว้แล้วในตารางที่ 1 การฝึกเทคนิคการผ่อนคลาย (Progressive relaxation training) ซึ่งช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อเพื่อทำให้นอนหลับได้ดียิ่งขึ้น การรักษาด้วยความคิดและพฤติกรรมบำบัด (Cognitive-Behavioral therapy) โดยเน้นที่การปรับความคิดเพื่อนำไปสู่การปรับพฤติกรรมและอารมณ์ การรักษาวิธีนี้ได้ประโยชน์มากสำหรับผู้ที่ปัญหาที่เกิดร่วมกับโรคทางอารมณ์และกลุ่มโรควิตกกังวล การควบคุมปัจจัยกระตุ้น (Stimulus control) การจำกัดชั่วโมงในการนอน (Sleep restriction) สำหรับรายที่มีอาการรุนแรงหรือมีโรคประจำตัวอื่น ๆ ร่วมด้วย แพทย์จะให้การรักษาด้วยการปรับสุขอนามัยการนอนและการรักษาโดยการไม่ใช้ยา วิธีอื่น ๆ ร่วมไปกับการรักษาด้วยยา จะได้กล่าวต่อไป ตารางที่ 1: การปรับสภาพแวดล้อมและสมดุลของร่างกายให้เหมาะสมกับการนอนหลับ การรักษาด้วยการใช้ยา (Pharmacologic treatment) การรักษาด้วยยาเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในสังคม ยาเหล่านี้มักถูกเรียกว่า “ยานอนหลับ” แต่แท้จริงแล้วยานอนหลับไม่ได้หมายถึงยาชนิดใดชนิดหนึ่ง แต่เป็นชื่อที่ใช้เรียกกลุ่มของยาหลากหลายชนิดที่มีผลโดยตรงหรือมีผลข้างเคียง ทำให้เกิดอาการง่วงและทำให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น ดังนั้นยานอนหลับจึงมีหลายชนิด มีกลไกการออกฤทธิ์และผลข้างเคียงที่แตกต่างกันไป สำหรับยานอนหลับที่ออกฤทธิ์โดยตรงต่อสมองคือ กลุ่มยาเบนโซไดอะซีปีน (Benzodiazepines) โดยออกฤทธิ์เพิ่มการทำงานของสารสื่อประสาทชนิดยับยั้งที่เรียกว่า ‘กาบา (GABA)’ ในสมอง เมื่อมีสารนี้เพิ่มขึ้นจะทำให้เกิดอาการนอนหลับโดยตรง นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ช่วยคลายกังวล หยุดอาการชัก และคลายกล้ามเนื้อได้อีกด้วย อย่างไรก็ตามยากลุ่มนี้มีผลข้างเคียงมาก เพราะยาส่วนใหญ่ออกฤทธิ์ยาวนานกว่าการนอนหลับปกติของคนเรา ทำให้ผู้ที่รับประทานยารู้สึกง่วงนอน สะลึมสะลือในตอนเช้า ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงและเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ นอกจากนี้ถ้าใช้ยากลุ่มนี้ติดต่อกันเป็นเวลานานจะทำให้เกิดอาการติดยาและทำให้สมองดื้อยา ลดการตอบสนองต่อยา ทำให้ปริมาณยาที่ใช้ในขนาดเดิมไม่ได้ผล ต้องใช้ขนาดยาสูงขึ้นเพื่อให้ได้ผลการตอบสนองเท่าเดิม เป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียงจากยาได้มากยิ่งขึ้น และมีโอกาสที่จะติดยาได้มากขึ้นด้วย นอกจากนี้ถ้าหยุดยากลุ่มเบนโซไดอะซีปีนอย่างทันทีทันใดหลังจากการรับประทานต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลานาน จะมีความเสี่ยงต่อการเกิด ‘อาการขาดยา’ เช่น มือสั่น ใจสั่น ซึมเศร้า และอาจทำให้เกิดอาการชักได้ ยากลุ่มแรกที่นิยมใช้เพื่อทำให้เกิดอาการง่วง ได้แก่ ยาลดน้ำมูกในกลุ่มยาแอนตี้ฮิสตามีน (Antihistamine) เนื่องจากยากลุ่มนี้มีผลข้างเคียงคือ ทำให้เกิดอาการง่วง แต่ผลดังกล่าวมักจะไม่มากและความรู้สึกง่วงนอนของแต่ละคนก็แตกต่างกันอีกด้วย สำหรับยานอนหลับกลุ่มอื่นมักจะเป็นกลุ่มยาที่ใช้สำหรับรักษาโรคทางระบบประสาทหรือโรคทางจิตเวชเป็นหลัก เช่น กลุ่มยารักษาโรคซึมเศร้า (Antidepressants) ยาเหล่านี้มักมีผลข้างเคียงมาก จึงใช้เฉพาะผู้ที่มีอาการจากโรคทางระบบประสาทหรือโรคทางจิตเวชเท่านั้น ปัจจุบันมีการนำเมลาโทนิน (Melatonin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนตามธรรมชาติที่ช่วยส่งเสริมการนอนหลับมาใช้ในการรักษา พบว่าได้ผลดีในภาวะที่เกิดจากการเดินทางข้ามเส้นแบ่งเขตเวลาหรือ ที่รู้จักกันในชื่อว่า Jet lag หรือในรายที่ต้องทำงานเป็นกะ แต่ประสิทธิภาพในการรักษาภาวะโดยตรงยังไม่ชัดเจนและยังขาดข้อมูลการศึกษาผลของการใช้ยานี้ในระยะยาว ดังนั้นการรักษาด้วยการใช้ยานอนหลับจึงควรเลือกใช้เฉพาะรายที่จำเป็นเท่านั้น และควรเริ่มใช้ขนาดยาที่ต่ำที่สุด ใช้ยาให้น้อยครั้งที่สุด และไม่ควรใช้ยาติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ทั้งนี้เพื่อลดโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดผลอันไม่พึงประสงค์จากยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งโอกาสเสี่ยงต่อการเสียชีวิตหรือการเกิดมะเร็งจากการใช้ยานอนหลับ ไม่ว่าจะใช้ปริมาณยานอนหลับมากหรือน้อยเพียงใดก็ตามก็ทำให้เกิดความเสี่ยงเพิ่มขึ้น โดยสรุปอาการนี้เป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยทั้งในคนปกติและคนที่มีโรคประจำตัว นอกจากนี้อาการอาจบ่งบอกถึงอาการของโรคสมองและระบบประสาทได้ ความเข้าใจกลไกการนอนของมนุษย์จึงมีผลต่อการรักษา การวินิจฉัย และหาสาเหตุนั้น แพทย์จำเป็นต้องได้รับข้อมูลประวัติการนอนหลับที่ละเอียด รวมถึงประวัติการเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้อง การตรวจการนอนหลับด้วยเครื่อง Polysomnography อาจจำเป็นสำหรับผู้ป่วยบางรายที่ยังหาสาเหตุการนอนหลับไม่ได้ชัดเจน หรือผู้ที่อาการยังไม่ดีขึ้น ทั้งที่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม การรักษาหลักที่ใช้รักษา คือ การปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการนอน การรักษาด้วยยานอนหลับจะใช้เฉพาะผู้ที่มีอาการเรื้อรังหรือมีปัญหาโรคประจำตัวอื่นร่วมด้วยเท่านั้น

นายแพทย์ฉาว ยังไม่ยอมรับ แถมแถสีข้างถลอก เรื่องหื่นใส่คนไข้

ความคืบหน้ากรณีคนไข้สาว อายุ 29 ปี แจ้งจับนายแพทย์จักรพงษ์ ลีลาพร วัย 53 ปี อ้างก่อเหตุข่มขืนและอนาจารระหว่างตรวจภายในที่คลินิก และมีการเจรจาจ่ายเงินเพื่อให้เรื่องเงียบ ขณะที่แพทย์คนดังกล่าวเข้ามอบตัวรับทราบข้อกล่าวหา พร้อมทั้งปฏิเสธและขอสู้คดี แต่ก็มีความหวาดหวั่นของคู่กรณีและหญิงสาวรายอื่นๆ เนื่องจากแพทย์คนดังกล่าวทำงานอยู่ในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ที่จ.นครสวรรค์ นพ.จักรพงษ์ ลีลาพร เปิดเผยว่า ช่วงนี้ยังไม่ขอพูดอะไรเพราะว่าสงสารผู้เสียหายมาก กลัวว่าผู้เสียหายคิดสั้นหรือเครียดไปมากกว่านี้ ยอมรับที่ผ่านมามีการติดต่อกัน แต่ทุกอย่างเป็นการพูดคุยเชิงเทคนิคทางการแพทย์ เช่น หมอใช้คำว่าที่รัก ก็เพื่อกระตุ้นการรักษาเท่านั้น เพราะหมอทราบว่าคนไข้เป็นอย่างไร แต่บางอย่างคนไข้ก็คิดไปเอง การรักษาเป็นเรื่องของจรรยาแพทย์ ไม่สามารถเปิดเผยได้ จึงขอไม่ตอบโต้ จะขอไปสู้ในชั้นศาลต่อไป นพ.จักรพงษ์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้ทราบว่าพอข่าวกระจายออกไป ทำให้คุณแม่เครียดมาก สงสารแม่มาก จึงไม่ขอพูดอะไร และยังทำงานตามปกติ จะยังคงทำงานตามเดิม ส่วนการทำงานที่ ร.พ.สวรรค์ประชารักษ์ และคลินิกยังคงทำงานตามปกติ เพราะว่าคนไข้ยังติดต่อมาเพื่อสอบถามและเดินทางมารักษาจำนวนมาก    

หวุดหวิด!!รอดมาได้ เพราะเสาไฟฟ้าแท้

หวุดหวิด!!รอดมาได้ เพราะเสาไฟฟ้าแท้ๆ เหตุรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเฉี่ยวชนกับกำแพงบ้าน และคนเดินถนน ในที่เกิดเหตุพบผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นหญิง1ราย เป็นผู้โดยสารนั่งมาข้างคนขับ ได้รับบาดเจ็บมีอาการปวดเจ็บที่ต้นคออาสามูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กู้ภัยคลองตัน016 นำผู้บาดเจ็บส่ง รพ.สมิตติเวช สุขุมวิท ตามสิทธิการรักษา เหตุเกิด ณ.ซ.พัฒนาการ38 พื้นที่ ส.น.คลองตัน ************************* ขอขอบคุณเรื่องจาก  RD.PD58 K005-5)